บล.บัวหลวง ออกบทวิเคราะห์ Smart Grid เปิด 5 เสาหลัก รับวัฏจักรการลงทุนระบบไฟฟ้ารอบใหม่ โดยมองว่าการพัฒนาโครงข่ายไฟฟ้าอัจฉริยะ (Smart Grid) ของไทยกำลังเข้าใกล้จุดเปลี่ยน จากช่วงที่เน้นการวางโรดแมประยะยาว ไปสู่การกำหนดกติกา การดำเนินโครงการนำร้อง และการมีส่วนร่วมของภาคเอกชนที่มากขึ้น Smart Grid ไม่ได้หมายถึงเพียงการเปลี่ยนมิเตอร์หรือการยกระดับสายส่งเท่านั้น แต่ทำให้ระบบไฟฟ้าสามารถมองเห็นสถานะของระบบได้เกือบแบบเรียลไทม์ มีความสามารถในการพยากรณ์ และควบคุมได้ทั้งด้านอุปทานและอุปสงค์ไฟฟ้า
แผนการขับเคลื่อนการดำเนินงานด้านสมาร์ทกริดของประเทศไทยระยะปานกลาง ปี 2565-2574 ประกอบด้วย 5 เสาหลัก ได้แก่
1) การตอบสนองด้านโหลด (DR: Demand Response) และระบบบริหารจัดการพลังงาน (EMS: Energy Management Systems)
2) การพยากรณ์พลังงานหมุนเวียน (RE Forecasting; RE: Renewable Energy)
3) ไมโครกริดและผู้ใช้ไฟฟ้าที่เป็นทั้งผู้ผลิตและผู้บริโภค (Microgrid & Prosumer)
4) ระบบกักเก็บพลังงาน (ESS: Energy Storage Systems)
5) การเชื่อมกลุ่ม EV เข้ากับระบบไฟฟ้า (EV Integration)
การพูดถึงธีมดังกล่าวในตลาดกำลังเพิ่มขึ้นและเราคาดว่าจุดสนใจของภาครัฐจะเริ่มเปลี่ยนจากการศึกษาไปสู่กฎเกณฑ์ที่จับต้องได้ โครงการนำร้อง และกรอบการจัดซื้อจัดจ้าง
มุมมองของเราต่อการจัดสรรงบประมาณ
เสาหลัก 1 DR & EMS (ประมาณ 30% ของงบประมาณ): ใช้ต้นทุนต่ำกว่าและติดตั้งได้เร็วกว่าวิธีที่ต้องพึ่งพาสินทรัพย์จำนวนมาก อีกทั้งยังเป็นพื้นฐานสำหรับผู้รวบรวมโหลด (Aggregator) และโรงไฟฟ้าเสมือน (VPP: Virtual Power Plant) รายได้ของภาคเอกชนอาจมาจากการขายและติดตั้งอุปกรณ์ ค่าสมาชิกซอฟต์แวร์ ค่าบริหารระบบและค่าบำรุงรักษา (O&M) รวมถึงค่าตอบแทนตามผลการดำเนินงานหรือการแบ่งรายได้ตามความพร้อมให้บริการที่ตกลงไว้และปริมาณการลดโหลดที่ตรวจสอบยืนยันแล้ว หุ้นที่อาจได้ประโยชน์ ได้แก่ SKY, PIS, FORTH, PCC และ ALT
เสาหลัก 2 RE Forecasting (ประมาณ 10% ของงบประมาณ): ใช้เงินลงทุนค่อนข้างจำกัด แต่สามารถลดความคลาดเคลื่อนในการสั่งเดินเครื่อง ความต้องการกำลังไฟสำรอง และการจำกัดการผลิตไฟฟ้าจากพลังงานหมุนเวียน (renewable-energy curtailment) การดำเนินงานหลักของระบบมีแนวโน้มยังอยู่ภายใต้การบริหารของหน่วยงานสาธารณูปโภค แต่บริษัทเอกชนสามารถเข้ามามีส่วนร่วมในฐานะผู้พัฒนาแพลตฟอร์มพยากรณ์ ผู้บูรณาการระบบ (System Integrator) ผู้ให้บริการข้อมูลสภาพอากาศและดาวเทียม ตลอดจนผู้จัดหาอุปกรณ์โทรมาตรและเซนเซอร์ หุ้นที่อาจได้รับประโยชน์: TKC และ SAMART
เสาหลัก 3 Microgrid & Prosumer (ประมาณ 20% ของงบประมาณ) สร้างระบบไฟฟ้าท้องถิ่นที่ดูแลตัวเองได้ เป็นส่วนที่เหมาะอย่างมากสำหรับเกาะ โรงพยาบาล นิคมอุตสาหกรรม และพื้นที่อื่นที่ความมั่นคงของระบบไฟฟ้ามีมูลค่าทางเศรษฐกิจสูง บริษัทเอกชนสามารถเข้ามามีส่วนร่วมได้ตลอดทั้ง value chain ตั้งแต่ผู้พัฒนาโครงการและผู้รับเหมา EPC ผู้จัดหา Solar/BESS และอุปกรณ์ไฟฟ้า ผู้บูรณาการระบบ ไปจนถึงผู้พัฒนาตัวควบคุม Microgrid บริษัทที่มีความสามารถด้านงบดุลเพียงพอหรือมีพันธมิตรทางการเงินยังสามารถลงทุนผ่านโครงสร้าง PPA, BOO/BOOT, ESCO หรือ Energy-as-a-Service เพื่อสร้างรายได้ประจานอกเหนือจากการขายอุปกรณ์ในช่วงแรก
Mobility Microgrid เป็นอีกกรณีใช้งานหนึ่ง โดยอู่รถโดยสาร ลานรถบรรทุก ศูนย์โลจิสติกส์ สนามบิน และท่าเรือ สามารถผสาน Solar, BESS แบบติดตั้งประจาที่, Smart Charger และตัวควบคุม Microgrid เพื่อบริหารความต้องการชาร์จที่กระจุกตัว ลดโหลดช่วงพีก และรักษาการดำเนินงานที่จาเป็นของกองยานพาหนะเมื่อโครงข่ายไฟฟ้าขัดข้อง หุ้นที่อาจได้รับประโยชน์: BGRIM
เสาหลัก 4 ESS (ประมาณ 25% ของงบประมาณ) เลื่อนการใช้ไฟฟ้าจากช่วงที่มีไฟพร้อม ไปยังช่วงที่ต้องการใช้ โดยเป็นแหล่งเงินลงทุนที่มีศักยภาพสูงที่สุด แต่ควรกำหนดการลงทุนตามทำเลและบริการที่โครงข่ายต้องการ พร้อมกำหนดแหล่งรายได้หลายรูปแบบให้ชัดเจน การลงทุนไม่ได้จำกัดอยู่เพียงเซลล์แบตเตอรี่ แต่ครอบคลุม Battery Pack และ Container, ระบบบริหารจัดการแบตเตอรี่ (Battery Management System), ระบบแปลงกำลังไฟฟ้าและอินเวอร์เตอร์, หม้อแปลงและสวิตช์เกียร์, EMS/SCADA, ระบบทำความเย็นและระบบดับเพลิง, การเชื่อมต่อโครงข่าย, งาน EPC และงานโยธา
รูปแบบพื้นฐานคือการขายอุปกรณ์และรับเหมา EPC ซึ่งสร้างรายได้ครั้งเดียว ขณะที่รูปแบบรายได้ประจำที่มีคุณภาพสูงกว่า ได้แก่ BOO/BOOT, การให้เช่า, สัญญาความพร้อมด้านกำลัง และสัญญาบริการ ซึ่งภาคเอกชนจะลงทุนหรือดำเนินงาน BESS และได้รับค่าตอบแทนระยะยาวจากความพร้อมใช้งานและผลการดาเนินงานของระบบ หุ้นที่อาจได้รับประโยชน์: EA, GPSC, GULF และ EGCO
เสาหลัก 5 EV Integration (ประมาณ 15% ของงบประมาณ) เปลี่ยน EV จากโหลดไฟฟ้ารายใหม่ให้เป็นทรัพยากรของโครงข่าย ในระยะสั้นการใช้จ่ายอาจยังจำกัด แต่อนาคต EV จะกลายเป็นโหลดไฟฟ้ารายใหม่ขนาดใหญ่ ดังนั้น การลงทุนด้านข้อมูลและการชาร์จอัจฉริยะ (Smart Charging) ควรมาก่อนการไปต่อที่ Vehicle-to-Grid (V2G) เพื่อใช้เป็นวงกว้าง
โอกาสของภาคเอกชนครอบคลุมผู้ให้บริการจุดชาร์จ ผู้บริหารจัดการกองยานพาหนะผู้พัฒนาซอฟต์แวร์ชาร์จ ผู้ผลิตรถยนต์และเครื่องชาร์จ ผู้ค้าปลีกพลังงาน และผู้รวบรวมโหลด EV รายได้อาจมาจากส่วนต่างของการขายไฟฟ้าและบริการชาร์จ ค่าบริการ SaaS ต่อรถหรือเครื่องชาร์จ ค่าบริหารกองยานพาหนะ การแบ่งผลประหยัดต้นทุนค่าไฟ และค่าตอบแทนจากการลดโหลดหรือการให้บริการแก่โครงข่าย
โมเดลรายได้ของ EVLA คล้ายกับผู้รวบรวม DR โดยสามารถได้รับค่าตอบแทนความพร้อมให้บริการ (availability payment) สำหรับความพร้อมในการปรับความต้องการชาร์จ และค่าตอบแทนตามปริมาณการปรับโหลด (energy payment) ตามปริมาณที่ลดหรือเลื่อนการใช้จริง โดยแบ่งรายได้บางส่วนให้เจ้าของรถหรือผู้ให้บริการกองยานพาหนะ ในระยะต่อไป V2G อาจเพิ่มรายได้จากบริการเสริมระบบไฟฟ้า แต่ความคุ้มค่าต้องคำนึงถึงการเสื่อมสภาพของแบตเตอรี่ มาตรฐานเครื่องชาร์จ การรับประกันแบตเตอรี่ และสิทธิในการเข้าถึงข้อมูล หุ้นที่อาจได้รับประโยชน์: FORTH และ EA
ทั้งนี้ เราไม่เห็นว่าควรเร่งลงทุน ESS และ Microgrid จำนวนมากตั้งแต่ช่วงต้น การใช้เงินลงทุนสูงกับแบตเตอรี่ ฮาร์ดแวร์ และงาน EPC ก่อนที่กลไกราคาและตลาดบริการจะถูกกำหนดอย่างชัดเจน มีความเสี่ยงทำให้สินทรัพย์ถูกใช้งานต่ำกว่าศักยภาพ ในทางกลับกัน DR/EMS forecasting และ EV Integration ใช้เงินทุนน้อยกว่า และเปิดโอกาสสร้างรายได้จากแพลตฟอร์ม ค่าบริการ และรายได้ประจำ