2 ตุลาคม 2026 เวลา 23:55 น. | หมวดหมู่ New Cars : Worldwide | โดย PLUG_IN | อ่านไปแล้ว: 8 ครั้ง
หลังจากที่ Hyundai Motor Company ได้เปิดตัว Tucson ไปเมื่อเดือนสิงหาคม 2026 ที่ผ่านมา โดยตลาดเกาหลีใต้บ้านเกิดได้สัมผัสรถจริงก่อนใคร ก็ถึงคิวของตลาดอเมริกาเหนือที่ได้เปิดตัวอย่างเป็นทางการเมื่อวันที่ 1 ตุลาคม 2026 ที่นครนิวยอร์ก สหรัฐอเมริกา ภายใต้แนวคิดการออกแบบ “Art of Steel” พร้อมยกระดับเทคโนโลยีระบบขับเคลื่อน Hybrid ทรงพลัง รวมถึงไฮไลต์อย่างระบบ Infotainment รุ่นใหม่ Pleos Connect และระบบช่วยขับขี่สำหรับการใช้งานออฟโรด โดยเปิดตัวพร้อมรุ่นแต่งลุยขั้นสุดอย่าง Tucson XRT PRO ซึ่งเพิ่มความสามารถในการขับขี่บนเส้นทางทุรกันดาร


Tucson รุ่นฐานล้อยาวที่วางจำหน่ายในตลาดอเมริกาเหนือมีขนาดใหญ่ขึ้นจากรุ่นเดิม โดยมีความยาวตัวถัง 4,700 มิลลิเมตร เพิ่มขึ้น 60 มิลลิเมตร กว้าง 1,905 มิลลิเมตร เพิ่มขึ้น 40 มิลลิเมตร และสูง 1,685 มิลลิเมตร เพิ่มขึ้น 20 มิลลิเมตร การออกแบบภายนอกเน้นซุ้มล้อขนาดใหญ่และเส้นสายตัวถังที่ดูแข็งแรง บึกบึน แตกต่างจากทุกเจเนอเรชั่น ขณะที่ผิวประตูถูกออกแบบให้เรียบและคมชัดเพื่อสร้างความสมดุลระหว่างความดุดันกับความทันสมัย ส่วนองศาการเปิดประตูเพิ่มจาก 73 เป็น 83 องศา ช่วยให้ขึ้น-ลงรถและติดตั้งสัมภาระได้สะดวกขึ้น


ด้านหน้าใช้แนวทางการออกแบบไฟแบบสถาปัตยกรรมด้วยชุดไฟ H-Edge Lighting ซึ่งผสานไฟบริเวณกึ่งกลางเข้ากับไฟอีกชุดที่ติดตั้งด้านข้างตัวรถ ด้านท้ายติดตั้งไฟท้ายสุดล้ำ Prism Rear Lamps ที่ใช้โครงสร้างภายในซับซ้อนเพื่อสร้างมิติของการส่องสว่างที่แตกต่าง ขณะที่ระบบไฟ Micro Pixel Lighting (MPL) เป็นอุปกรณ์เสริม ที่ใช้ LED จำนวน 25,600 พิกเซล ที่มาพร้อมระบบ Rain Guide และการแสดงผลแบบแอนิเมชั่นเพื่อต้อนรับ-ส่งผู้โดยสารแบบไดนามิก ส่วนไฟหน้า LED แบบมาตรฐานจะใช้ชุดโมดูล 2-in-1 และไฟท้าย LED เป็นอุปกรณ์มาตรฐานทุกรุ่น


ภายในห้องโดยสารได้รับการออกแบบใหม่ภายใต้แนวคิดที่ได้รับแรงบันดาลใจจากเฟอร์นิเจอร์ เน้นความโปร่ง โล่ง ความสบาย และการจัดวางอุปกรณ์ให้ใช้งานง่าย แผงแดชบอร์ดที่ออกแบบสไตล์มินิมอลแบ่งเป็น 2 ชั้น โดยส่วนบนเป็นพื้นที่แนวนอนเพื่อสร้างมุมมองที่สบายตา ขณะที่ด้านล่างเป็นช่องเก็บของแบบเปิดได้ขนาดใหญ่ พร้อมวัสดุบุนุ่มบริเวณแดชบอร์ด แผงประตู และที่วางแขนคอนโซลกลาง พวงมาลัยแบบ Double D-Cut ทำงานร่วมกับจอมาตรวัดแสดงผลการขับขี่ Slim Display ขนาด 9.9 นิ้วที่ติดตั้งอยู่เหนือคอพวงมาลัย และยังติดตั้งปุ่มสำหรับระบบปรับอากาศแบบดั้งเดิม รวมถึงปุ่มควบคุมเครื่องเสียงที่อยู่ด้านล่างหน้าจอกลางเพื่อให้ใช้งานได้โดยไม่ต้องละสายตาจากถนน

พื้นที่ห้องโดยสารมีพื้นที่ Headroom ด้านหน้า 1,036 มิลลิเมตร Legroom ด้านหลัง 1,064 มิลลิเมตร และ Shoulder Room ด้านหน้า 1,470 มิลลิเมตร ส่วนเบาะนั่ง Ergo Motion Seat เป็นอุปกรณ์เสริม โดยใช้ระบบนวดบริเวณหลังและปีกเบาะแบบ Pneumatic 7 เซลล์ มีทั้งโหมด Manual และ Automatic ขณะที่เบาะ Relaxation Comfort Seat แบบ 4-Link สามารถปรับเอนพนักพิงได้ 10 องศาด้วยการกดปุ่มเพียงครั้งเดียว เหมาะสำหรับการพักผ่อนระหว่างเดินทาง

นอกจากนี้เปลี่ยนมาใช้คันเกียร์ Shift-By-Wire (SBW) ที่ติดตั้งบริเวณคอพวงมาลัย ช่วยเพิ่มพื้นที่บริเวณคอนโซลกลาง พร้อมไฟแสดงตำแหน่งเกียร์และปุ่ม Park ขณะที่ระบบ Multi-Air Mode สามารถกระจายอากาศผ่านช่องแอร์หลัก ช่องแอร์หลายทิศทาง และช่องบริเวณพื้น เพื่อลดลมเย็นหรือร้อนที่ปะทะตัวผู้โดยสารโดยตรง นอกจากนี้ยังมีระบบปรับอากาศ 3 โซนเป็นอุปกรณ์เสริม และกระจก Heated Glass แบบเคลือบโลหะ 13.5V ซึ่งสามารถไล่น้ำแข็งเต็มบานภายใน 15 นาที และลดพลังงานแสงอาทิตย์ที่เข้าสู่ห้องโดยสารได้ 60%
สำหรับการขับขี่บนเส้นทางทุรกันดาร Tucson ใหม่เป็น Hyundai รุ่นแรกที่ติดตั้ง Smart Terrain Assist (STA) ในรุ่น XRT PRO ซึ่งสามารถประเมินสภาพพื้นผิวและระดับความยากของเส้นทางแบบเรียลไทม์ พร้อมแสดงค่า “Stuck Score” ด้วยสีเขียว ส้ม หรือแดง ขณะที่ระบบ Target Speed Control สามารถควบคุมคันเร่งและเบรกเพื่อรักษาความเร็วที่ผู้ขับเลือกไว้ระหว่าง 2–25 กม./ชม. นอกจากนี้ยังมี Memory Reversing Assist ที่สามารถบันทึกเส้นทางการขับขี่ที่ความเร็วไม่เกิน 30 กม./ชม. และช่วยควบคุมพวงมาลัยขณะถอย รวมถึง Ground View Monitor สำหรับแสดงภาพพื้นที่ใต้และด้านหน้ารถ และ Trailer Reverse Assist สำหรับช่วยควบคุมพวงมาลัยขณะถอยลากจูง

ระบบ Infotainment รุ่นใหม่ Pleos Connect พัฒนาบนระบบปฏิบัติการ Android Automotive OS (AAOS) รองรับหน้าจอกลางขนาด 17 หรือ 12.9 นิ้ว ทำงานร่วมกับจอ Slim Display ขนาด 9.9 นิ้ว โดยมีระบบควบคุมด้วย Gesture เช่น การใช้ 3 นิ้ว และการแสดงผลแบบ Single-Screen Mode เพื่อลดการละสายตาจากถนน จุดเด่นคือ Gleo AI ระบบ AI แบบ Agentic AI ที่สามารถเข้าใจบทสนทนาและบริบทของผู้ใช้งาน เช่น การค้นหาเส้นทางเดินป่าพร้อมที่จอดรถภายใน 30 นาที โดยไม่จำเป็นต้องเปิดเมนูหลายขั้นตอน ระบบยังรองรับบริการจากผู้ให้บริการภายนอกทั้งความบันเทิง เกม และแอปพลิเคชันด้านการทำงาน พร้อมรองรับการอัปเดตซอฟต์แวร์แบบ OTA

หัวใจสำคัญของ Tucson ใหม่คือระบบ Next-generation Hybrid System ภายใต้แนวคิด “Intelligent Efficiency” โดย Hyundai เคลมอัตราสิ้นเปลืองเชื้อเพลิงเฉลี่ยในภาพรวมตามมาตรฐานของสหรัฐฯที่ 17.9 กม./ลิตร และยังมาพร้อมอัตราเร่งจากความเร็ว 0–60 ไมล์/ชม. ได้ภายในเวลา 8.5 วินาที ระบบ E-Traction ซึ่งติดตั้งเฉพาะรุ่น HEV สามารถปรับแรงบิดขณะเข้าโค้งเพื่อลดอาการลื่นไถลของล้อ ช่วยเพิ่มการยึดเกาะและเสถียรภาพ ขณะที่ระบบ HEV Stay Mode ช่วยให้เปิดแอร์ เครื่องเสียง ระบบทำความร้อน และชาร์จอุปกรณ์ต่าง ๆ ได้โดยดับเครื่องยนต์ เพื่อสร้างบรรยากาศใกล้เคียงรถยนต์ไฟฟ้าขณะจอดพัก
สำหรับรุ่นเครื่องยนต์เบนซินล้วนจะใช้ขุมพลัง 1.6 T-GDI กำลังสูงสุด 184 แรงม้า แรงบิด 27.0 กก.-ม. จับคู่เกียร์อัตโนมัติ 8 จังหวะ ส่วนรุ่น Plug-in Hybrid ใช้เครื่องยนต์ 1.6 ลิตร Turbo ทำงานร่วมกับระบบ PHEV ให้กำลังรวม 292 PS แรงบิด 38.7 กก.-ม. พร้อมระยะทางขับด้วยไฟฟ้าล้วนประมาณ 81 กิโลเมตร และติดตั้ง On-board Charger ขนาด 7.2 kW นอกจากนี้ระบบระบายความร้อนของเครื่องยนต์และระบบขับเคลื่อนยังใช้ Electric Water Pump แบบรวมวงจร เพื่อช่วยลดน้ำหนักและเพิ่มประสิทธิภาพการจัดการอุณหภูมิ

ความปลอดภัยเริ่มต้นด้วยเหล็ก Hot-Stamped Steel ในโครงสร้างสำคัญของตัวถัง พร้อมเสริมความแข็งแรงบริเวณเสากลางและโครงสร้างรับแรงกระแทกหลายจุด รวมถึงพัฒนา Acoustic Engineering และระบบซีลเพื่อลดเสียงรบกวนภายในห้องโดยสาร ระบบ In-Cabin Monitoring Unit (ICMU) ตรวจจับการเคลื่อนไหวของดวงตาและอาการง่วงของผู้ขับ พร้อมแจ้งเตือนเมื่อพบความเสี่ยง ขณะที่ Child Presence Detection และ Rear Occupant Alert สามารถแจ้งเตือนกรณีมีเด็กหรือสัตว์เลี้ยงถูกทิ้งไว้ภายในรถ ส่วน Intelligent Speed Limit Assist และ Navigation-Linked Smart Cruise Control ช่วยปรับความเร็วตามป้ายจำกัดความเร็วและสภาพเส้นทางที่ระบบนำทางตรวจพบ

Hyundai ยังเปิดตัว Tucson XRT และ XRT PRO สำหรับลูกค้าที่ต้องการบุคลิกและสมรรถนะออฟโรดที่มากขึ้น โดยรุ่น XRT มาพร้อมชิ้นส่วนตกแต่งสีดำรอบซุ้มล้อและกันชน พร้อมลวดลายที่ได้แรงบันดาลใจจาก Forged Carbon ส่วนรุ่น XRT PRO เพิ่มระบบขับเคลื่อน 4 ล้อ พร้อมล้อที่รัดด้วยยาง All-Terrain หูลากด้านหน้า มุมไต่และมุมจากที่เพิ่มขึ้น รวมถึงระยะต่ำสุดจากพื้น 210 มิลลิเมตร หรือเพิ่มขึ้น 30 มิลลิเมตรจากรุ่นมาตรฐาน พร้อมชุดป้องกันใต้ตัวถัง ขณะที่รุ่นสปอร์ต N Line จะเปิดตัวในงานมหกรรมยานยนต์ Paris Motor Show วันที่ 12 ตุลาคม 2026
นับตั้งแต่เปิดตัวครั้งแรกในปี 2004 Hyundai Tucson มียอดขายสะสมทั่วโลกมากกว่า 11.1 ล้านคัน และกลายเป็นหนึ่งใน SUV ที่สำคัญที่สุดของ Hyundai โดยตลาดสหรัฐอเมริกาคิดเป็นประมาณ 20% ของยอดขายสะสมทั่วโลก ขณะที่ความต้องการรุ่น Hybrid เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยคิดเป็น 31% ของยอดขาย Tucson ในสหรัฐฯ ตลอดปี 2025 สำหรับ Tucson รุ่นใหม่จะเริ่มทำตลาดในเกาหลีใต้ช่วงปลายปี 2026 ก่อนจะเริ่มส่งมอบในอเมริกาเหนือ ยุโรป และตลาดอื่น ๆ ทั่วโลกในปี 2027
ที่มา: Hyundai