โกง สว. ฟ้อง iLaw : อ่านสถานการณ์จากมุมมองคนใน สู่โจทย์ใหญ่เรื่องการมีส่วนร่วมของประชาชน กับ เทวฤทธิ์ มณีฉาย

Published on 4 ส.ค. 2026

เกือบสองปีเต็มแล้วนับตั้งแต่กระบวนการได้มาซึ่งสมาชิกวุฒิสภา (สว.) ชุดปัจจุบันเสร็จสิ้นลงท่างกลางข้อครหาและความเคลือบแคลงใจของสังคม แม้ที่ผ่านมาภาคประชาชนและผู้เกี่ยวข้องจะทยอยเปิดเผยพยานหลักฐานรวมถึงข้อมูลเชิงประจักษ์ยื่นต่อคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) มาอย่างต่อเนื่อง แต่จนถึงปัจจุบัน สาธารณชนก็ยังคงรอคอยบทสรุปที่ชัดเจนและโปร่งใสจากหน่วยงานที่รับผิดชอบ

กระทั่งล่าสุด ประเด็นดังกล่าวกลับมาร้อนระอุขึ้นอีกครั้ง เมื่อยิ่งชีพ อัชฌานนท์ ผู้จัดการโครงการอินเทอร์เน็ตเพื่อกฎหมายประชาชน (iLaw) ได้นำพยานหลักฐานชุดสำคัญเข้ายื่นต่อพรรคฝ่ายค้าน โดยในเอกสารดังกล่าวมีการระบุถึงรายชื่อนักการเมืองระดับแกนนำและรัฐมนตรีจากพรรคภูมิใจไทย ซึ่งเชื่อมโยงกับข้อสงสัยเรื่องโครงสร้างอำนาจของ ‘สว. สีน้ำเงิน’ จนนำไปสู่การที่ผู้ถูกพาดพิงตัดสินใจฟ้องร้องดำเนินคดีกลับในเวลาต่อมา

ปรากฏการณ์ความขัดแย้งที่เกิดขึ้นนี้ ชวนให้สังคมต้องย้อนกลับมาตั้งคำถามเชิงโครงสร้างที่ลึกซึ้งกว่าตัวคดีความ ทั้งบรรยากาศความไม่เชื่อใจและทอดถอนใจของประชาชนจะเป็นอย่างไร หลังจากเห็นผู้ที่ลุกขึ้นมาตรวจสอบและเปิดเผยหลักฐานด้วยความสุจริตถูกโต้กลับด้วยการฟ้องร้องคดีหมิ่นประมาททันที

เหตุใดระบบการเลือกไขว้กลุ่มอาชีพ ซึ่งในทางทฤษฎีถูกออกแบบมาเพื่อหลีกเลี่ยงการครอบงำและทำให้ได้ สว. ที่เป็นอิสระจากพรรคการเมือง กลับกลายเป็นสนามแข่งขันที่ตรวจสอบได้ยากยิ่ง จนปัญหายืดเยื้อเรื้อรังมาจนถึงทุกวันนี้

ความไม่โปร่งใสที่กินเวลามานานสองปีโดยไม่มีคำตอบที่ชัดเจน สะท้อนอะไรเกี่ยวกับความล้มเหลวของกลไกการได้มาซึ่ง สว. ตามบทบัญญัติของรัฐธรรมนูญปี 2560 และอาจสืบย้อนไปถึงรากเหง้าของปัญหา คือโจทย์ใหญ่เรื่องการมีส่วนร่วมของประชาชนในการแก้ไขรัฐธรรมนูญ ซึ่งมักถูกจำกัดกรอบเงื่อนไขทางกฎหมายที่เอื้อให้ผู้มีอำนาจสามารถควบคุมเกมได้ตลอดเวลา

วันโอวันชวน เทวฤทธิ์ มณีฉาย สมาชิกวุฒิสภาผู้ผ่านประสบการณ์การทำงานและนั่งอยู่ในสภาแห่งนี้มาตลอดสองปี มาพูดคุยกันจากมุมมองของคนวงใน เพื่อวิเคราะห์อนาคตของคดี ฮั้ว สว. พร้อมทั้งร่วมหาทางออกว่าทำอย่างไรสังคมประชาชนจะมีส่วนร่วมทางการเมืองอย่างแท้จริง ทั้งในประเด็นโครงสร้าง สว. และการแก้ไขรัฐธรรมนูญ

หมายเหตุ: เรียบเรียงเนื้อหาส่วนหนึ่งจากรายการ 101 One-on-One EP.417: โกง สว. ฟ้อง iLaw: การเมืองไทยในวิกฤตความเชื่อใจ กับ เทวฤทธิ์ มณีฉาย เผยแพร่เมื่อวันที่ 3 สิงหาคม 2569 ดำเนินรายการโดย ศุภาวรรณ คงสุวรรณ์

Youtube video

อ่านสถานการณ์คดีโกง สว. จากมุมมองคนใน

จากกรณีคดีฮั้ว สว. ที่ดำเนินมาถึงสองปีและยังไม่มีบทสรุป ตลอดจนสถานการณ์ล่าสุดที่ยิ่งชีพ อัชฌานนท์ ผู้จัดการ iLaw ถูกฟ้องร้องดำเนินคดีหลังจากนำพยานหลักฐานยื่นต่อพรรคฝ่ายค้าน ทำให้สังคมกลับมาจับตาคดีนี้อีกครั้ง เทวฤทธิ์มองว่าเหตุที่ประเด็นเหล่านี้กลายเป็นกระแสในวงกว้าง เป็นเพราะคดีมาถึงจุดที่ ‘งวด’ เสมือนว่าอัดอั้นมานานและใกล้เข้าสู่ขั้นตอนสุดท้าย หลังจากผ่านกระบวนการพิจารณาขั้นต่างๆ จนมาถึงคณะอนุกรรมการวินิจฉัยชี้ขาดปัญหาและข้อโต้แย้ง คณะที่ 36 ซึ่งคาดว่าจะพิจารณาเสร็จสิ้นในช่วงปลายเดือนสิงหาคมถึงต้นเดือนกันยายนนี้

นอกจากนี้ ความตั้งใจของภาคประชาชนที่ไม่ต้องการให้กระแสเงียบหายไป จึงทำให้เกิดการส่งเสียงและติดตามกดดันอย่างต่อเนื่อง ไม่ว่าจะเป็นเครือข่ายภาคประชาชนที่เคลื่อนไหวในพื้นที่ หรือ iLaw ที่ทำหน้าที่ติดตามตรวจสอบเรื่องนี้มาโดยตลอดตั้งแต่เริ่มกระบวนการเลือก สว. ไม่ใช่เพียงแค่ช่วงเวลานี้ 

จากปัจจัยที่กล่าวมา เทวฤทธิ์จึงให้คำจำกัดความเปรียบเทียบสถานการณ์คดีฮั้ว สว. ในขณะนี้ว่า “ถ้าเปรียบเทียบเป็นกระบวนการการเปลี่ยนแปลงสภาพของน้ำ ก็คือกำลังจะระเหยเป็นไอ” 

เขากล่าวต่อไปถึงบทบาทของ กกต. ต่อคดีดังกล่าวว่า “เมื่อมีเหตุอันควรเชื่อได้ว่ามีการกระทำความผิด ก็ให้ดำเนินการส่งเรื่องไปถึง กกต. แต่ผมคิดว่า กกต. ไม่ควรเป็นเพียงแค่บุรุษไปรษณีย์ ท่านต้องมีกระบวนการ อย่างเช่นเมื่อตั้งอนุกรรมการไต่สวนขึ้นมาแล้ว ก็ต้องมีกระบวนการรวบรวมข้อมูลและพยานหลักฐานอันนำไปสู่ความเชื่อได้ว่ามีเหตุอันควรสงสัย แต่บุรุษไปรษณีย์ผู้นี้กลับไปมีส่วนสัมพันธ์กับคนที่จะต้องวินิจฉัยด้วย”

ในด้านอำนาจของ สว. เทวฤทธิ์ยกตัวอย่างสถิติในช่วงสองปีที่ผ่านมา มีกรณีของบุคคลสาธารณะหรือนักวิชาการผู้ลงสมัครตำแหน่งตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ ที่แม้จะผ่านกระบวนการสรรหา แต่สุดท้ายก็ไม่ผ่านการเห็นชอบจาก สว. กรณีนี้แสดงให้เห็นว่าแนวคิดที่ว่า สว. เป็นเพียงทางผ่านที่ยอมรับทุกอย่างนั้นไม่เป็นความจริงทั้งหมด

ในส่วนของ กกต. 4 คน ที่มาจากการเลือกของ สว. ที่ถูกครหานี้ เทวฤทธิ์ระบุว่า แม้จะผ่านความเห็นชอบจาก สว. แต่ยังมี 1 คนที่มีที่มาแตกต่างออกไป คือ ณรงค์ กลั่นวารินทร์ ประธาน กกต. ซึ่งผ่านกระบวนการสรรหาจากที่ประชุมใหญ่ศาลฎีกาก่อนจะได้รับเลือกจาก สว. ซึ่งจุดนี้ถือเป็นรายละเอียดที่พอจะทำให้มีความหวังและเป็นข้อเท็จจริงที่ควรนำมาพิจารณาควบคู่กัน

เมื่อถามถึงบรรยากาศหน้างานของการประชุมร่วมกับ สว. ที่ถูกครหา เทวฤทธิ์เห็นว่าในแง่ส่วนตัว สว. เหล่านี้ไม่ได้แสดงท่าทีไม่ดีต่อเขา เพราะเขายืนบนหลักการ ไม่ได้กล่าวหาลอยๆ และไม่ได้ยืนยันว่า สว. เหล่านี้เป็นผู้กระทำความผิด ในการพูดคุยหรือกล่าวในที่สาธารณะ โดยเขามักใช้คำว่า ‘ผู้ถูกกล่าวหา’ แต่เนื่องจาก สว. เป็นผู้ถูกกล่าวหาที่มีอำนาจในการให้คุณให้โทษ โดยเฉพาะอำนาจในการพิจารณาให้ความเห็นชอบบุคคลที่จะเข้ามาดำรงตำแหน่งในองค์กรอิสระ เช่น กกต. ที่สุดท้ายแล้วจะมีบทบาทมาตัดสินตัว สว. เอง ดังนั้น ด้วยบทบาทหน้าที่ เทวฤทธิ์จึงจำเป็นต้องขอให้มีการชะลอการพิจารณาให้ความเห็นชอบบุคคลในองค์กรอิสระออกไปก่อน

นอกจากนี้ กระบวนการพิจารณาให้ความเห็นชอบองค์กรอิสระอย่าง กกต. ยังมีขั้นตอนการสมัครที่ต้องผ่านคณะกรรมการตรวจสอบประวัติและทัศนคติ ซึ่งถูกจัดให้เป็นกระบวนการลับ ทั้งที่รัฐธรรมนูญกำหนดให้เปิดเผย แม้เทวฤทธิ์จะพยายามต่อสู้ในประเด็นนี้ แต่ที่ประชุมก็ยังมีมติให้ดำเนินการเป็นความลับ ทำให้สังคมไม่สามารถรับรู้ได้ว่ามีการหยิบยกประเด็นใดมาพิจารณาบ้าง ซึ่งตนตั้งข้อสังเกตว่าอาจเป็นไปได้ที่จะมีการถามผู้สมัคร กกต. ว่าคิดอย่างไรกับกระบวนการเลือก สว. ที่ผ่านมา

กระบวนการกลั่นกรองเหล่านี้ ต่อให้ไม่มีดีลลับหรือเงื่อนไขแอบแฝง แต่หากผู้สมัครเลือกตอบคำถามแบบเอาตัวรอดและได้รับการคัดเลือก สุดท้ายบุคคลเหล่านั้นก็จะเข้าไปดำรงตำแหน่งในองค์กรอิสระ ซึ่งชวนให้ตั้งคำถามว่าจะฝากประเทศไว้กับพวกเขาได้หรือไม่

“(สว.) ปี 2562 แม้จะหมดวาระลงไปแล้ว แต่เขาฝากผลงานไว้ในอ้อมใจประชาชนคนไทยผ่านองค์กรอิสระต่างๆ และในปี 2570 เดือนเมษายนศาลรัฐธรรมนูญ 4 คนจะหมดวาระ เดือนสิงหาคมอีก 1 คนหมดวาระ ปีหน้าคือปีของการเปลี่ยนแปลงของศาลรัฐธรรมนูญ ซึ่งจะวัดใจว่ามีอะไรที่เราจะถูกฝากไว้ในอ้อมใจเพิ่มอีกหรือไม่”

กระบวนการเลือก สว. ที่สุดแสนจะซับซ้อน

เมื่อถามความเห็นต่อกรณีที่เทวฤทธิ์ถูก กกต. ตั้งข้อกล่าวหาว่าสมัครเข้ารับเลือกเป็น สว. ทั้งที่รู้ว่าไม่มีสิทธิ เขามองว่าในแง่กระบวนการ ถือเป็นสิทธิที่สามารถร้องเรียนได้ ทั้งนี้ กระบวนการดังกล่าวสะท้อนมรดกกฎหมายจากยุค มีชัย ฤชุพันธุ์ ที่ออกแบบพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญให้เปิดช่องให้มีการร้องเรียนลักษณะนี้ ซึ่งในแง่หนึ่งถือเป็นการดีที่ทำให้มีการตรวจสอบ แต่อีกแง่หนึ่งก็อาจสอดคล้องได้ดีกับผู้ที่มีแนวคิดวิจารณ์ตัวบุคคล เช่น อาชีพค้าขายจะสามารถเป็น สว. ได้หรือไม่

เมื่อพิจารณาตามรัฐธรรมนูญ 2560 มาตรา 107 กำหนดให้ สว. มีจำนวน 200 คน ซึ่งมาจากการเลือกกันเองของบุคคลที่มีความรู้ ความเชี่ยวชาญ ประสบการณ์ หรืออาชีพที่หลากหลายในสังคม ในกระบวนการดังกล่าว แม้การแบ่งกลุ่มอาชีพจะมีข้อถกเถียงจากถ้อยคำใน พ.ร.บ. ว่าด้วย “กลุ่มอื่นๆ ที่เกี่ยวข้อง” ซึ่งขึ้นอยู่กับการตีความ แต่หัวใจสำคัญคือระบบการเลือกกันเองจากผู้สมัครกว่า 40,000 คน ที่ต้องคัดกรองจนได้บุคคลที่เหมาะสม เทวฤทธิ์จึงมองว่าหากเกิดปัญหาขึ้นควรพิจารณาที่ตัวกระบวนการมากกว่าตัวผู้สมัคร 

นอกจากนี้ อีกประเด็นที่ต้องหยิบยกมากล่าวถึง คือผู้เลือก สว. อาจไม่ได้ตัดสินใจโดยมองแค่คุณสมบัติ แต่มองถึงความน่าไว้ใจและอุดมการณ์ทางการเมือง เดิมทีกฎหมายกำหนดเกณฑ์พิจารณาจากประสบการณ์และคุณสมบัติโดยจำกัดเพียง 2 หน้า A4 ซึ่งเทวฤทธิ์มองว่าไม่เพียงพอที่จะสะท้อนการทำหน้าที่เป็นตัวแทนของปวงชนชาวไทย ที่จะแสดงจุดยืน ให้หลักประกันหรือคำมั่นสัญญากับประชาชนได้ว่าหากมีอำนาจแล้วจะใช้อำนาจอย่างไร เขาจึงเรียกร้องให้มีการเพิกถอนระเบียบดังกล่าว ซึ่ง กกต. ก็ต่อสู้กลับด้วยประเด็นความได้เปรียบเสียเปรียบของผู้ที่มีศักยภาพในการแนะนำตัว แต่ก่อนที่ศาลปกครองจะมีคำวินิจฉัย ก็ได้มีการออกระเบียบฉบับที่สองที่ส่งเสริมให้เกิดการมีส่วนร่วม ซึ่งหากย้อนดูรายงานการเลือก สว. ปี 2562 จะเห็นว่าประชาชนมีส่วนร่วมน้อยมากจนเทวฤทธิ์เรียกว่าเป็น ‘การได้มาซึ่ง สว. ที่เงียบที่สุด’ ต่อมาเมื่อมีการเลือก สว. ครั้งล่าสุดนี้ กกต. ก็เริ่มจัดเวทีให้ผู้สมัครได้พูดคุย หรือทำคลิปแนะนำตัว ซึ่งช่วยให้เกิดกระบวนการตรวจสอบคุณสมบัติมากขึ้น

“การได้มาซึ่ง สว. ครั้งนี้เป็นกระบวนการที่ซับซ้อนมาก หนึ่งคือผู้สมัครเองก็คลำทาง สองคือผู้จัดอย่าง กกต. เองก็คลำทาง” เทวฤทธิ์กล่าวพร้อมเสริมว่าจำเลยเบอร์หนึ่งที่มีส่วนเกี่ยวข้องอย่างยิ่ง คือ มีชัย ฤชุพันธุ์ ที่ออกแบบกระบวนการในลักษณะนี้ขึ้นมา ซึ่งตนมองว่าเป็นปัญหาอย่างมาก 

“กระบวนการเลือก สว. ครั้งหน้าไม่ควรเป็นแบบนี้ ครั้งหน้าแม้คนที่ไม่ลงสมัคร ก็ต้องมีส่วนร่วมได้” เทวฤทธิ์ขยายความว่าเขาเองก็ไม่สามารถอ้างตัวเป็นตัวแทนของสื่อมวลชนได้เต็มปาก เนื่องจากสื่อจำนวนมากไม่มีโอกาสได้เลือก เนื่องจากอายุที่ไม่ถึง 40 ปี หรือมีเงื่อนไขด้านค่าใช้จ่ายในการสมัคร สุดท้ายกระบวนการเลือก สว. ก็กลายเป็นเสมือนเกมเอาตัวรอดในซีรีส์ Squid Game

ถัดไป ในประเด็นความเหมาะสมของโมเดลการจัดกลุ่มอาชีพ เทวฤทธิ์มองว่ามีปัญหาและคลุมเครือ เช่น การเลือก สว. ‘กลุ่มผู้สูงอายุ คนพิการ หรือทุพพลภาพ กลุ่มชาติพันธุ์ และกลุ่มอัตลักษณ์อื่น’ ปรากฏว่าผู้ที่ได้รับเลือกส่วนใหญ่กลับเป็นกลุ่มผู้สูงอายุเป็นหลัก มากกว่าที่จะสะท้อนมิติความหลากหลายอื่นๆ 

นอกจากนี้ การใช้ระบบเลือกไขว้ ทำให้ผู้สมัครจากต่างสายอาชีพ เช่น คนสวน ข้าราชการ หรือนักกฎหมาย ต้องมาลงคะแนนเลือกโดยที่อาจไม่เคยรู้จักกันมาก่อน ต้องอาศัยการพูดคุยกัน ไม่ว่าจะในระดับปัจเจกหรือกลุ่ม ซึ่งหากมีเรื่องผลประโยชน์หรือการหลอกลวงเข้ามาเกี่ยวข้องก็ถือเป็นความผิดชัดเจน แต่ในหลายกรณี กระบวนการดิ้นรนเอาตัวรอดก็ยังถือว่ามีความก้ำกึ่งบนพรมแดนของความไม่รู้ถูกผิด

เมื่อกลับมาที่สถานการณ์ฮั้ว สว. พบว่าทุกวันนี้ไม่ได้มีเพียงกลุ่มที่มีรายชื่อว่าถูกกล่าวหาเท่านั้น แต่มีคำถามว่ามีกลุ่ม สว. อื่นๆ ที่รวมตัวกันอย่างเปิดเผยนั้นฮั้วเหมือนกันหมดหรือไม่ เทวฤทธิ์ให้ความเห็นว่า “ตราบใดที่การเลือกยังคงยึดโยงกับคุณสมบัติ ประสบการณ์ แนวคิด และจุดยืน ซึ่งเป็นสิ่งที่ควรเปิดเผยให้ใช้ประกอบการตัดสินใจได้ การพูดคุยหรือติดต่อสื่อสารกันผ่านช่องทางต่างๆ เช่น การตั้งกลุ่มไลน์หรือการนัดหมายพบปะกัน ก็ถือเป็นเรื่องที่สามารถทำได้ในกลุ่มคนที่มีอุดมการณ์ร่วมกัน หากมากกว่านั้น เช่น อามิสสินจ้าง หลอกลวง ข่มขู่ หรือการจัดเลี้ยงหรือมหรสพ ผมคิดว่าเป็นอีกเรื่องหนึ่ง ซึ่งผมมองว่าการตีความการรวมตัวปลุกใจที่ห้องจูปิเตอร์ ว่าเป็นการจัดเลี้ยงให้ความบันเทิงเพื่อให้เข้ากรอบมหรสพนั้น เป็นเรื่องที่เกินเลยไป”

เมื่อถามถึงจุดอ่อนของระบบเลือกไขว้ที่เอื้อต่อการจัดตั้งอย่างเป็นระบบ เทวฤทธิ์ชี้ให้เห็นสองประเด็นสำคัญ ประเด็นแรกคือช่องโหว่จากกระบวนการรับสมัคร กล่าวคือการให้ฝ่ายปกครองเป็นคณะกรรมการรับสมัครทำให้ฝ่ายปกครองรู้ความหนาแน่นของผู้สมัครในแต่ละพื้นที่ เช่น อำเภอหรือจังหวัดใดมีผู้สมัครน้อย ซึ่งเคยมีกรณี สมชาย แสวงการ อดีต สว. จัดลิสต์ว่าเทวฤทธิ์อยู่ในเกณฑ์ฮั้ว เพราะจังหวัดสมุทรปราการที่เทวฤทธิ์ลงสมัครมีจำนวนคนลงสมัครน้อย ทั้งที่เทวฤทธิ์เองก็จะไม่เห็นด้วยกับจำนวนที่น้อย และอยากให้ผู้สมัครมีจำนวนมากกว่านี้

ประเด็นที่สองคือธรรมชาติของการที่ผู้เลือกและผู้ถูกเลือกเป็นคนเดียวกัน ทำให้เกิดภาวะที่ทุกคนต้องคอยใช้ “ภาษาดอกไม้” ในการแนะนำตัวกันทุกวันโดยไม่มีใครอยากขัดแย้ง ทุกคนเป็นคนดีต่อกันเพราะไม่รู้ว่าหน้างานจะต้องเจอใคร และแม้หลายคนจะรู้ว่าอีกฝ่ายอาจกล่าวอ้างคุณสมบัติเกินจริง ก็ไม่มีใครกล้าพูดอะไรออกมา 

“ระบบการเลือกกันเองแบบนี้ไม่ควรจะมีอีกแล้วครับ ส่วนสาเหตุที่ออกแบบให้เป็นลักษณะของกลุ่มอาชีพหรือกลุ่มร่วมต่างๆ แบบนี้ ผมมองว่ามันมาจากโมเดลสภาวิชาชีพหรือสภาอุตสาหกรรมต่างๆ ที่คาดหวังให้ตัวแทนกลุ่มเข้ามาเป็น สว. ซึ่งที่ผ่านมาจะเป็นการแต่งตั้งเมื่อเกิดรัฐประหาร ให้ผู้ทรงอิทธิพลจากสภาต่างๆ เช่น สภาเกษตรกร สภาอุตสาหกรรม เข้ามานั่งเป็น สนช. หรือ สว. ผมคิดว่าเขาจำลองแบบนี้มา เพียงแต่เพิ่มพิธีกรรมในการเลือกเข้าไป แต่ปรากฏว่าคนกลุ่มนั้นกลับพ่ายแพ้ไป เพราะระบบการเลือกแบบไขว้รอบนี้ ทำให้ถ้าคุณไม่มีพันธมิตรข้ามกลุ่มหรือข้ามข่ายกัน คุณก็ร่วง”

น้ำหนึ่งใจเดียวของ ‘สว. สีน้ำเงิน’

ต่อมา เมื่อถามว่า ‘สว. สีน้ำเงิน’ มีความเป็นน้ำหนึ่งใจเดียวกันจริงไหม จากประสบการณ์การทำงานที่ผ่านมา เทวฤทธิ์ไม่ปฏิเสธ โดยเขามองว่าความเป็นน้ำหนึ่งใจเดียวกันนี้สะท้อนผ่านพฤติกรรมการลงมติ จากการที่เขาเก็บข้อมูลการลงมติในประเด็นสำคัญ เช่น ร่างพระราชบัญญัติประชามติ รวมถึงบันทึกการประชุมต่างๆ เขาพบว่าสัดส่วนการลงคะแนนของ สว. สีน้ำเงิน เป็นกลุ่มก้อนชัดเจน ซึ่งหากมองอย่างเป็นธรรม ความเป็นกลุ่มก้อนนี้อาจเกิดจากการที่ สว. กลุ่มดังกล่าวมีอุดมการณ์แบบเดียวกันก็ได้

“ผมคิดว่าสัดส่วนการลงมติ การแสดงออก สไตล์การแต่งตัว หรือแม้กระทั่งการระดมคนไปเพื่อยึดกรรมาธิการ แสดงถึงเป็นความน้ำหนึ่งใจเดียวกันของ สว. สีน้ำเงิน ซึ่งเราไม่ได้เรียกว่าผิด ที่เป็นแบบนี้อาจจะเพราะพวกเขาศรัทธาในอุดมการณ์ร่วมกันก็ได้” 

อย่างไรก็ตาม ปัญหาเชิงโครงสร้างที่สำคัญคือ สว. ถูกออกแบบมาให้สมาชิกแต่ละคนมีความเป็นอิสระ แต่ในทางปฏิบัติกลับใช้เกณฑ์การตัดสินใจด้วยมติเสียงข้างมากทั่วไป ซึ่งหากมีกลุ่มก้อนเพียง 101 เสียง ก็ชนะทุกอย่าง กระทั่งกระบวนการตรวจสอบจริยธรรมของสมาชิกกันเอง สมาชิกที่เป็นเสียงข้างน้อยจึงมักเกิดความกังวลหากมติเสียงข้างมากชี้ว่าผิด

นอกจากนี้ เทวฤทธิ์ยังให้ความเห็นว่า “มีสมมติฐานที่หลายๆ คนวิพากษ์วิจารณ์ความเชื่อมโยงกันระหว่าง ‘ค่ายสีน้ำเงิน’ ตั้งแต่สภาผู้แทนราษฎร วุฒิสภา ไปจนถึงองค์กรอิสระ ซึ่งองค์กรอิสระเปรียบเสมือนผู้ถือ ‘ใบอนุญาตที่ 2’ ดังนั้น เมื่อรู้ว่าพรรคนี้หรือกลุ่มสีนี้ เป็นผู้ที่มีโอกาสจะได้ใบอนุญาตที่ 2 มันจึงดึงดูดคนที่อยากได้ใบอนุญาตที่ 1 ให้เข้ามาอยู่ด้วย เพราะมันเป็นการันตีว่า เมื่อได้อำนาจมาแล้วจะสามารถอยู่รอดปลอดภัยในอำนาจต่อไปได้ ดังนั้น เราจึงเห็นปรากฏการณ์การอพยพย้ายขั้วในช่วงเวลาของการเลือกตั้งที่ผ่านมา”

อย่างไรก็ตาม เทวฤทธิ์ยังคงเชื่อมั่นในพลังของประชาชน หากในอนาคตประเทศไทยยังมีวุฒิสภาอยู่ รูปแบบการได้มาจะต้องเปิดให้ประชาชนมีส่วนร่วมมากกว่าระบบที่เป็นอยู่ในปัจจุบันซึ่งไม่มีความชอบธรรมมากพอ

“ถ้าจะรื้อทั้งหมดแล้วเริ่มกระบวนการใหม่หมดเลย ผมเห็นด้วย แล้วกระบวนการใหม่ก็ต้องไม่ใช่กระบวนการแบบที่เป็นอยู่ในมาตรา 107 ของรัฐธรรมนูญ หรือพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการได้มาซึ่ง สว.  

แต่ด้วยความหวั่นใจกับสภาพของสภาในตอนนี้ การจะแก้รัฐธรรมนูญก็ต้องแก้ภายใต้เงื่อนไขของรัฐธรรมนูญฉบับนี้ ที่ต้องผ่านเสียง สว. 1 ใน 3 และต้องผ่านมติของรัฐสภา ถ้าจะรื้อโครงสร้างสภาทั้งหมด ก็ต้องรื้อแบบประชาธิปไตย ต้องมีเงื่อนไขที่เป็นธรรมด้วย”

อีกหนึ่งประเด็นสำคัญที่หลีกเลี่ยงไม่ได้คือ กรณีที่ยิ่งชีพ อัชฌานนท์ จาก iLaw ถูกฟ้องร้องดำเนินคดี ซึ่งสร้างความกังวลใจในสังคมต่อบรรยากาศการปกป้องสิทธิของผู้เปิดเผยข้อมูล เทวฤทธิ์มองว่า ปัจจุบันแม้จะมีการแก้ไขพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต เพื่อคุ้มครองพยานให้ผู้ให้ข้อมูลได้รับความปลอดภัย แต่ในกรณีนี้ทางผู้ถูกกล่าวหาไม่ได้ยื่นเรื่องผ่านคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ปปช.) ซึ่งต้องใช้กระบวนการภายใน แต่กลับเลือกใช้วิธีฟ้องร้องพนักงานสอบสวนแทน ซึ่งในมุมมองของเขาเห็นว่าไม่ควรเป็นคดีความตั้งแต่แรก บรรยากาศเช่นนี้ย่อมสร้างความกังวลใจให้กับผู้คนที่จะออกมาให้ข้อมูล 

“การตอบสื่อน่าจะเป็นประโยชน์มากกว่าการฟ้องร้อง อย่างเช่นคุณอนุทิน ก็ออกมาตอนหลัง ตอบนิดหน่อยแต่ก็เป็นประเด็นเรื่องที่ท่านไปโรงแรมพูลแมนประจำ ผมคิดว่าสำหรับคนที่อาจจะรู้สึกไว้ใจท่านก็คลายความกังวล แต่สำหรับคนที่ไม่แน่ใจกับท่านอยู่แล้วก็อาจจะตั้งคำถาม ผมคิดว่ามันมีทั้งได้และเสียอยู่แล้ว แต่ท่านก็มีสิทธิที่จะชี้แจง และสื่อเองก็ให้พื้นที่กับท่านเต็มที่อยู่แล้ว ดังนั้น สมมติว่าท่านนายกและท่านรัฐมนตรีใช้เวลา 3 นาทีในการโต้แย้งเท่ากันกับของคุณยิ่งชีพ ผมคิดว่าก็แฟร์แล้ว ท้ายที่สุดแล้วคนที่จะตัดสินก็คือประชาชนว่าคุณจะเชื่อใครมากกว่ากัน”

เมื่อย้อนมองคำถามว่าเหตุใดคดีความเรื่อง สว. จึงไม่คืบหน้าตลอดสองปีที่ผ่านมา เทวฤทธิ์ระบุว่า ในช่วงปีที่ผ่านมา กรมสอบสวนคดีพิเศษ (DSI) เคยเข้ามาขับเคลื่อนอย่างหนัก ท่ามกลางความขัดแย้งระหว่างขั้วการเมืองแดงและน้ำเงิน แต่ในมุมมองของเขาเห็นว่ากลไกหลักควรเป็นหน้าที่ของ กกต. มากกว่าจะปล่อยให้ DSI เข้ามาล้วงพื้นที่การเมือง ทั้งที่ DSI อาจเชื่อมโยงกับฝ่ายบริหาร เพราะอยู่ภายใต้กระทรวงยุติธรรม

“เมื่อเขา (กกต.) ขอเวลาอีกไม่นาน แต่ขอไปเรื่อยๆ นั่นคือเวลาของการเข้าสู่อำนาจ ในปี 2570 ศาลรัฐธรรมนูญหมดวาระเดือนเมษายน 4 คน และเดือนสิงหาคม 1 คน ผมจึงคิดความล่าช้าของ กกต. ส่งผลต่อการเปลี่ยนแปลงดุลอำนาจในองค์กรอิสระ”

เมื่อถูกถามถึงความรู้สึกในฐานะสมาชิกวุฒิสภาเสียงข้างน้อยว่ามีความท้อใจบ้างหรือไม่ เทวฤทธิ์สะท้อนว่า ในบางวาระเขาก็เป็นเสียงข้างมาก ทั้งนี้ ประสบการณ์จากการทำหน้าที่สื่อมวลชนทางเลือกในอดีตทำให้เขาคุ้นเคยกับการเป็นเสียงข้างน้อยในการผลักดันวาระสังคม ทว่าสถานการณ์ในสภาแห่งนี้กลับมีความแตกต่างออกไป “เสียงข้างน้อยที่ผมเป็นในสภา ไม่น่าจะสะท้อนความเป็นจริงของสังคม เพราะกระบวนการเลือก สว ไม่ได้สะท้อนความเป็นตัวแทนของสังคม” เทวฤทธิ์ย้ำ

ต่อประเด็นวิกฤตความเชื่อใจและการทอดถอนใจของประชาชนที่มีต่อการเมือง เทวฤทธิ์มองว่าความไม่ไว้วางใจถือเป็นกลไกปกติในสังคมประชาธิปไตย แต่รัฐต้องสร้างกระบวนการให้ประชาชนเข้ามามีส่วนร่วม

“ผมมองว่าการไม่เชื่อใจเป็นเรื่องดี และเป็นคุณสมบัติที่ดีของพลเมืองในสังคมประชาธิปไตย อย่างน้อยที่สุดมันต้องมีกระบวนการที่ทำให้ประชาชนได้ตัดสินใจ มากกว่าแค่ในช่วงวาระที่มีการเลือกตั้ง ควรจะมีกระบวนการส่งเสริมให้ประชาชนมีส่วนร่วมในการตัดสินใจในทุกเรื่อง หรือแม้กระทั่ง สว. เอง ก็ควรจะมีกระบวนการรับฟังความคิดเห็นของประชาชน ไม่ใช่ทำเป็นทองไม่รู้ร้อนว่าเขาส่งเสียงอะไรมาแล้วไม่ยอมฟัง

ผมคิดว่าต้องหาทางสร้างกระบวนการให้ประชาชน ซึ่งควรจะไม่ไว้วางใจ และสามารถมีช่องทางในการแสดงออกหรือถอดถอนได้ แต่ปัญหาคือ กระบวนการได้มาซึ่ง สว. ประชาชนส่วนใหญ่ไม่ได้มีส่วนร่วมเลย และกระบวนการถอดถอนก็ไม่มีส่วนร่วม ครั้นจะเข้ามามีส่วนร่วมในกระบวนการตรวจสอบ ก็อาจจะถูกตัดรอนหรือปิดปากไปเสียก่อน”

เทวฤทธิ์กล่าวต่อไปถึงกระบวนการเอาผิดทั้งผู้เล่นและผู้ดำเนินการกติกาตามกฎหมาย ว่าควรเป็นไปตามกฎหมาย แต่สิ่งที่ทุกคนน่าจะเห็นตรงกัน คือรัฐธรรมนูญ รวมถึงเรื่องที่มาของ สว. ควรมีการแก้ไขหรือยกเลิก เพราะเมื่อวันที่ 8 กุมภาพันธ์ ประชาชนได้แสดงเจตนารมณ์ลงมติไม่เอารัฐธรรมนูญปี 2560 แล้ว อย่างไรก็ตาม หลายคนยังมีความไม่ไว้วางใจเพราะสภาพของสภาในปัจจุบัน ซึ่งอาจทำให้การแก้ไขกลายเป็นความเสี่ยงเหมือน “เตะสุกรเข้าปากสุนัข” หากสภาสูงและสภาล่างยังถูกครอบงำด้วยขั้วการเมืองใดขั้วการเมืองหนึ่ง ดังนั้น ประชาชนควรมีส่วนร่วมในการเลือกผู้ร่างรัฐธรรมนูญด้วย ทั้งนี้ กรณีที่นครินทร์ เมฆไตรรัตน์ ประธานศาลรัฐธรรมนูญ ระบุว่าไม่ได้ปิดกั้นช่องทางในเรื่องนี้ ถือเป็นความกล้าหาญและใจกว้าง ดังนั้น สส. และ สว. จึงไม่ควรนำข้ออ้างเรื่องการขัดรัฐธรรมนูญมาใช้ปิดกั้นการแก้ไข

เทวฤทธิ์ย้ำทิ้งท้ายถึงทางออกของประเทศว่า แม้หลายฝ่ายจะกังวลว่ากระบวนการแก้ไขรัฐธรรมนูญอาจติดล็อกหรือเผชิญความไม่ไว้วางใจต่อโครงสร้างสภาในปัจจุบัน แต่หัวใจสำคัญคือการเปิดโอกาสให้ประชาชนได้มีส่วนร่วมอย่างแท้จริงในการเลือกผู้ร่างรัฐธรรมนูญ

“ให้โอกาสประชาชนเขาได้เลือกผู้ร่างรัฐธรรมนูญเถอะครับ มันจะได้ไม่มีปัญหา เพราะถ้าท่าน (สว.) เป็นคนเลือกกันเองโดยตรง แล้วรัฐธรรมนูญมันคือการบัญญัติสิ่งสำคัญ นั่นก็คือกฎกติกาของรัฐสภา อีกด้านหนึ่งมันอาจจะกลายเป็นเรื่องผลประโยชน์ทับซ้อนหรือเปล่า กลายเป็นว่านอกจากท่านจะมีส่วนเลือกผู้ร่างแล้ว ท่านเองก็ยังจะมีส่วนร่วมในการลงมติว่าจะให้ร่างฉบับใหม่ผ่านหรือไม่ผ่านอีก เหมือนกับว่าท่านจะมาร่างกติกาเพื่อควบคุมเองเสียทั้งหมด ดังนั้น มันควรจะเป็นกระบวนการที่ประชาชนเข้ามามีส่วนร่วม และเป็นคนเลือกผู้ร่างมากกว่า” เทวฤทธิ์ทิ้งท้าย

กกต. คณะกรรมการการเลือกตั้ง ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ ระบบเลือกไขว้ ระบอบสีน้ำเงิน รัฐธรรมนูญ 2560 รัฐธรรมนูญฉบับประชาชน รัฐธรรมนูญปี 60 สว.สีน้ำเงิน อนุทินขู่ฟ้องหมิ่นประมาท ‘เป๋า iLaw’ ฮั้ว สว. ฮั้ว เลือก สว. เทวฤทธิ์ มณีฉาย เลือก สว. โกง สว.

เรียบเรียง: ณัชชา สินคีรี

จบการศึกษาจากภาควิชาความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ คณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย สนใจประเด็นด้านสังคมศาสตร์ ฝันอยากเปลี่ยนโลกด้วยการเล่าเรื่อง

ผู้ดำเนินรายการ: ศุภาวรรณ คงสุวรรณ์

จบจากรั้ววารสารฯ ธรรมศาสตร์ รักที่จะถ่ายทอดเรื่องราวต่างๆ ด้วยนำ้เสียงสนุกสนาน เข้าถึงคนรุ่นใหม่ สนใจประเด็นเรื่องเพศ และเชื่อในการบอกเล่าเรื่องราวของผู้คนอย่างเท่าเทียม