อุตสาหกรรม1 ก.ย. 69 12:01
ชไนเดอร์ อิเล็คทริค (Schneider Electric) ผู้นำระดับโลกด้านเทคโนโลยีพลังงาน เผยผลการดำเนินงานด้านความยั่งยืนครึ่งแรกของปี 2026 ภายใต้โรดแมป Impact 2030 ชูความสำเร็จลดปล่อยคาร์บอน ขับเคลื่อนพลังงานสะอาด พลิกโฉมอุตสาหกรรม สร้างการมีส่วนร่วมตลอดทั้งห่วงโซ่คุณค่า

หลังจากเปิดตัวโรดแมปความยั่งยืนฉบับใหม่ Impact 2030 ทำให้คะแนนการดำเนินงานด้านความยั่งยืนครึ่งแรกของปี 2026 ชไนเดอร์ อิเล็คทริค ทำคะแนนความยั่งยืนที่ 3.69 คะแนน จากคะแนนเต็ม 10 คะแนน ซึ่งอยู่ในเกณฑ์ที่สอดคล้องกับเป้าหมายของบริษัทในปีนี้ที่ 4.20 คะแนน มุ่งสู่เป้าหมายสูงสุดที่ 10 คะแนนเต็มภายในปี 2030 สะท้อนให้เห็นถึงพัฒนาการเชิงบวกในหลายโครงการสำคัญ ผลลัพธ์ครั้งนี้เกิดจากความก้าวหน้าในการดำเนินงานภายในองค์กร ควบคู่ไปกับความสำเร็จในการขยายผลทำได้จริงไปยังกลุ่มลูกค้า ซัพพลายเออร์และชุมชน ภายใต้ 4 กลยุทธ์หลัก ดังนี้
ขับเคลื่อนโลกด้วยพลังงานไฟฟ้า
ชไนเดอร์ อิเล็คทริค เดินหน้าลดการปล่อยคาร์บอนจากการดำเนินงานอย่างต่อเนื่องในครึ่งปีแรก ลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ใน Scope 1 และ Scope 2 ได้ถึง 82% เมื่อเทียบกับปี 2017 ส่วน Scope 3 ลดลง 12% เมื่อเทียบกับปี 2021 โดยโซลูชันของชไนเดอร์ อิเล็คทริค ช่วยให้ลูกค้าประหยัดพลังงาน หรือเปลี่ยนมาใช้พลังงานไฟฟ้าได้ถึง 129.5 ล้านเมกะวัตต์ชั่วโมง (MWh) พร้อมช่วยให้ลูกค้าประหยัดและหลีกเลี่ยงการปล่อยก๊าซเรือนกระจกได้กว่า 50 ล้านตันในครึ่งปีแรก ส่งผลให้ยอดสะสมการลดปล่อยก๊าซเรือนกระจกนับตั้งแต่ปี 2018 สูงถึง 913 ล้านตัน และ 29% ของซอฟต์แวร์ชไนเดอร์ อิเล็คทริค ได้ส่งมอบข้อมูลเชิงลึกด้านพลังงานและคาร์บอนเพื่อใช้ในการตัดสินใจของลูกค้า สะท้อนถึงการเริ่มต้นที่แข็งแกร่งของ Impact 2030 ที่ต่อยอดจากศักยภาพพื้นฐานระบบอัจฉริยะด้านพลังงานของบริษัท
พลิกโฉมภาคอุตสาหกรรม
ยกระดับและสร้างการมีส่วนร่วมตลอดทั้งห่วงโซ่คุณค่าเพื่อกำหนดมาตรฐานใหม่ให้กับอุตสาหกรรม ผ่านการปรับเปลี่ยนแนวทางการออกแบบ การจัดหาวัตถุดิบและการส่งเสริมการตลาดใหม่ทั้งหมด พร้อมทั้งผนึกกำลังกับซัพพลายเออร์เพื่อสนับสนุนการทำงานที่สร้างคุณค่าและลดคาร์บอน โดย 27% ของกลุ่มผลิตภัณฑ์หลักที่อยู่ระหว่างการออกแบบ ได้ผ่านเกณฑ์ความเป็นเลิศด้านสิ่งแวดล้อมและเศรษฐกิจหมุนเวียน ภายใต้แนวทางใหม่ของกลุ่มบริษัทที่เรียกว่า Future-designed ซึ่งเป็นแรงขับเคลื่อนที่แข็งแกร่งจากกลุ่มธุรกิจการจัดการพลังงานและระบบอัตโนมัติอุตสาหกรรม
ทั้งนี้การเปิดตัวโครงการ Future-designed ภายใต้ Impact 2030 เป็นการขยายเป้าหมายขององค์กรเพื่อผลักดันให้ความยั่งยืนกลายเป็นส่วนสำคัญในคุณค่าของผลิตภัณฑ์ ต่อยอดประสบการณ์ด้านการออกแบบเพื่อสิ่งแวดล้อมที่มีมากว่า 20 ปีของชไนเดอร์ อิเล็คทริค ผ่านแนวทางปฏิบัติอย่าง EcoDesign Way, Green Premium และ Environment Data Program ที่เคยนำมาปรับใช้ในโรดแมปความยั่งยืนก่อนหน้านี้
อีกทั้งเพื่อต่อยอดความสำเร็จจากโครงการลดคาร์บอนของซัพพลายเออร์ก่อนหน้านี้ โครงการ The Zero Carbon Pathwayได้ขยายขอบเขตให้ครอบคลุมซัพพลายเออร์เพิ่มเป็น 1,500 ราย เพิ่มข้อกำหนดการวัดผล Scope 3 และคาร์บอนฟุตพริ้นท์ของผลิตภัณฑ์ โดยในไตรมาสที่ 2 มีซัพพลายเออร์ 15 รายผ่านเกณฑ์ประเมินดังนี้ 1.วัดปริมาณการปล่อยก๊าซจากการดำเนินงาน (Scope 1 และ Scope 2) 2.มีเป้าหมายลดการปล่อยก๊าซที่ชัดเจน และ 3.คำนวณการปล่อยก๊าซทางอ้อม (Scope 3 หรือ PCF) โดยความสำเร็จครั้งนี้เกิดจากการทำงานร่วมกับซัพพลายเออร์อย่างใกล้ชิด ผ่านการจัดอบรมทางเทคนิคแบบไลฟ์สดกว่า 200 ครั้ง
นอกจากนี้ ยังเร่งนำเครื่องมือดิจิทัลที่ทำงานด้วย AI เช่น Resource Advisor+ for Supply Chain มาประยุกต์ใช้กับซัพพลายเออร์กว่า 1,000 รายในช่วงครึ่งปีแรก ซึ่งทั้งหมดนี้ช่วยสร้างรากฐานที่แข็งแกร่งในการขับเคลื่อนการลดคาร์บอนของซัพพลายเออร์ในวงกว้างสำหรับไตรมาสต่อๆ ไป
ปลดล็อกศักยภาพของมนุษย์
ในช่วงครึ่งปีแรก 16% ของพนักงานที่มีประสบการณ์ของบริษัท ได้เข้าร่วมกิจกรรมการพัฒนาหรือการถ่ายทอดความรู้ที่มีแบบแผนชัดเจน โครงการที่เปิดตัวใหม่ภายใต้ Impact 2030 เป็นการต่อยอดจากแนวปฏิบัติที่ชไนเดอร์ อิเล็คทริค ดำเนินการมาอย่างยาวนานในการส่งเสริมการมีส่วนร่วมอย่างเท่าเทียมในทุกช่วงวัยทำงาน โดยจัดทำแนวทางอย่างเป็นทางการทั้งการเพิ่มทักษะ ระบบพี่เลี้ยง การโอนย้ายสายงานภายในองค์กรและโครงการผู้เชี่ยวชาญสำหรับบุคลากรระดับอาวุโส โดยนวัตกรรมของชไนเดอร์ อิเล็คทริค ได้รับการยกย่องจากสภาเศรษฐกิจโลกให้เป็น Future of Inclusion Lighthouse ในไตรมาสที่ 2
อีกทั้งมีประชากรกว่า 67 ล้านคน ได้รับประโยชน์จากการเข้าถึงไฟฟ้าที่ยั่งยืนผ่านการสนับสนุนของชไนเดอร์ อิเล็คทริค ตั้งแต่ปี 2009 โดยเฉพาะในไตรมาส 2 ปี 2026 เพียงไตรมาสเดียว สามารถช่วยให้ผู้คนเข้าถึงไฟฟ้าได้กว่า 2.2 ล้านคน โดยเฉพาะในแอฟริกาและอินเดีย นอกจากนี้ ตั้งแต่ปี 2009 บริษัทได้ช่วยฝึกฝนทักษะด้านการใช้พลังงานไฟฟ้าและความยั่งยืนให้กับเยาวชนไปแล้วกว่า 1.37 ล้านคน เพื่อขับเคลื่อนความก้าวหน้าที่ครอบคลุมยิ่งขึ้น
เสริมสร้างศักยภาพให้ชุมชนท้องถิ่น
ชไนเดอร์ อิเล็คทริค ส่งเสริมระบบนิเวศในท้องถิ่นและเป็นกระบอกเสียงให้กับชุมชนระดับฐานราก โดยพลิกโฉมสถานประกอบการให้เป็นศูนย์รวมของชุมชน พร้อมผลักดันให้พนักงานก้าวขึ้นเป็นผู้นำแห่งการเปลี่ยนแปลง โดยมีสถานประกอบการ 5 แห่ง ผ่านเกณฑ์ประเมินหลายมิติตามกรอบโครงการ Impact Workplaces ของบริษัท ซึ่งเป็นโครงการใหม่ภายใต้ Impact 2030 ต่อยอดจากความเป็นผู้นำด้านความยั่งยืนตลอด 2 ทศวรรษในสถานประกอบการต่างๆ ของชไนเดอร์ อิเล็คทริค ครอบคลุมถึงเกณฑ์เป้าหมายขั้นสูงด้านประสิทธิภาพพลังงาน การลดคาร์บอนและเศรษฐกิจหมุนเวียน โครงการนี้ยังขยายเป้าหมายให้ครอบคลุมถึงความหลากหลายทางชีวภาพและผลกระทบต่อชุมชนท้องถิ่นอีกด้วย
“ช่วง 6 เดือนแรกของ Impact 2030 เรามีความก้าวหน้าที่น่าประทับใจในการเปลี่ยนความมุ่งมั่นให้กลายเป็นการลงมือทำจริง” เอสเธอร์ ฟินิโดริ ประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายความยั่งยืน ชไนเดอร์ อิเล็คทริค กล่าว “เรารู้สึกเป็นเกียรติอย่างยิ่งที่ได้รับการยกย่องให้เป็นบริษัทที่ยั่งยืนที่สุดในโลกเป็นปีที่สามติดต่อกัน สะท้อนให้เห็นถึงผลกระทบเชิงรูปธรรมที่เกิดจากความมุ่งมั่นและการอุทิศตนของพนักงานชไนเดอร์ อิเล็คทริคทั่วโลก ความยั่งยืนคือเส้นทางของการเปลี่ยนแปลงอย่างต่อเนื่องด้วย Impact 2030 เรากำลังยกระดับเป้าหมายให้สูงขึ้นอีกครั้ง บนรากฐานที่แข็งแกร่ง พร้อมทั้งเร่งนำความยั่งยืนเข้าไปผสานรวมในทุกมิติของการดำเนินธุรกิจ เพื่อขับเคลื่อนความก้าวหน้าให้กับทุกคน”
“ความสำเร็จระดับโลกตอกย้ำจุดยืนผู้นำด้านความยั่งยืนของเรา สำหรับไทย ลาวและเมียนมา เราพร้อมเป็นผู้นำในการผนึกกำลังกับพันธมิตร นำเทคโนโลยีจัดการพลังงาน ดิจิทัลและ AI มาเร่งการเปลี่ยนผ่านสู่พลังงานสะอาด เป้าหมายของเราไม่ใช่แค่การลดคาร์บอนในภาคธุรกิจ แต่คือการสร้างผลลัพธ์เชิงบวกที่ยั่งยืนต่อสังคมและชุมชน ตามพันธกิจ Impact 2030 อย่างเป็นรูปธรรม” มงคล ตั้งศิริวิช ประธาน ชไนเดอร์ อิเล็คทริค ดูแลกลุ่มคลัสเตอร์ ประเทศไทย ลาว และเมียนมา กล่าว
ชไนเดอร์ อิเล็คทริค ตอกย้ำผู้นำด้านความยั่งยืนครึ่งแรกของปี 2026
ความเป็นผู้นำด้านความยั่งยืนของชไนเดอร์ อิเล็คทริค ยังคงได้รับการยอมรับจากองค์กรภายนอกอย่างต่อเนื่องในช่วงไตรมาสที่ 2 ได้แก่ บริษัทคว้าอันดับ 1 ในรายชื่อ World’s Most Sustainable Companies ประจำปี 2026 ที่จัดทำโดยนิตยสาร TIME และ Statista ติดต่อกันเป็นปีที่ 3 พร้อม
ชไนเดอร์ อิเล็คทริค ขยายเครือข่ายความสำเร็จใน Global Lighthouse Network ของสภาเศรษฐกิจโลก โดยโรงงานผลิตในเอลพาโซ สหรัฐอเมริกา และปักกิ่ง จีน ได้รับการรับรองให้เป็น Lighthouse แห่งใหม่ จากการแสดงให้เห็นว่าเทคโนโลยีในยุคปฏิวัติอุตสาหกรรมครั้งที่ 4 ซึ่งรวมถึงเทคโนโลยีดิจิทัล การวิเคราะห์ข้อมูลขั้นสูงและ AI สามารถช่วยขับเคลื่อนประสิทธิภาพ ความยืดหยุ่นและลดคาร์บอนในวงกว้างได้อย่างไร การรับรองเพิ่มเติมนี้ส่งผลให้ปัจจุบัน ชไนเดอร์ อิเล็คทริค มีโรงงานในเครือข่าย WEF Global Lighthouses รวม 11 แห่ง โดย 6 แห่ง ได้รับการยกย่องด้านความยั่งยืน จากทั้งหมด 31 แห่งทั่วโลกที่ได้รับการรับรองจากสภาเศรษฐกิจโลก
อีกทั้งยังได้รับการยกย่องจากสภาเศรษฐกิจโลกให้เป็น Future of Inclusion Lighthouse จากโครงการ Senior Talent Program ช่วยให้พนักงานที่อยู่ในช่วงท้ายของสายอาชีพสามารถกำหนดเส้นทางชีวิตการทำงานในระยะถัดไปได้ ผ่านโอกาสการพัฒนาแบบเฉพาะบุคคล การเพิ่มทักษะ ระบบพี่เลี้ยงและการแบ่งปันความรู้ รวมถึงบริษัทติดอันดับ Gartner Top 25 Global Supply Chains ประจำปี 2026 ตอกย้ำถึงความมุ่งมั่นอย่างต่อเนื่องในการสร้างระบบนิเวศห่วงโซ่อุปทานที่ยืดหยุ่น เชื่อมโยงถึงกันและมีความยั่งยืน
นอกจากนี้บริษัทได้รับรางวัลพิเศษจากคณะกรรมการ Coup de Cœur du Jury ในเวทีรางวัล Prix Entreprises avec les Réfugiés มอบโดยกระทรวงมหาดไทย กระทรวงแรงงาน และกระทรวงความสมานฉันท์แห่งประเทศฝรั่งเศส ร่วมกับสำนักงานข้าหลวงใหญ่ผู้ลี้ภัยแห่งสหประชาชาติ (UNHCR) รางวัลอันทรงเกียรตินี้สะท้อนให้เห็นถึงความมุ่งมั่นของบริษัท ในการสนับสนุนการยอมรับความแตกต่างและอยู่ร่วมกันอย่างเท่าเทียม รวมถึงการเสริมสร้างศักยภาพให้กับสตรีผู้ลี้ภัย
ล่าสุด ชไนเดอร์ อิเล็คทริค ได้ประกาศความร่วมมือในการพัฒนากองทุน Schneider Electric Energy Access Asia Fund II (SEEAA Fund II) ซึ่งเป็นเครื่องมือทางการเงินแบบผสมผสานที่ออกแบบมาเพื่อปิดช่องว่างทางการเงินในระยะเริ่มต้นสำหรับธุรกิจพลังงานสะอาดในภูมิภาคเอเชียใต้และเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ โดยต่อยอดจากความสำเร็จของกองทุนแรกที่ลงทุนใน 13 บริษัท โดยกองทุน SEEAA Fund II คาดว่าจะช่วยลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ได้ประมาณ 3 ล้านตัน สร้างประโยชน์ต่อผู้คนกว่า 3.5 ล้านคน และสนับสนุนการสร้างงานประมาณ 5,000 ตำแหน่ง เพื่อส่งเสริมการเข้าถึงพลังงานที่ยั่งยืนและการพัฒนาเศรษฐกิจแบบมีส่วนร่วมทั่วภูมิภาคอย่างต่อเนื่อง
นอกจากนี้ความมุ่งมั่นของกลุ่มบริษัทในการสนับสนุนการเปลี่ยนผ่านที่ครอบคลุมและเป็นธรรมผ่านการลงทุนเพื่อสังคม ได้รับการยกย่องให้เป็น Social Fund of the Year จากเวทีรางวัล Sustainable Investment โดย Environmental Finance อีกด้วย อย่างไรก็ตามรางวัลและการยอมรับทั้งหมดนี้ ช่วยตอกย้ำให้เห็นถึงจุดยืนของชไนเดอร์ อิเล็คทริค ในฐานะผู้นำระดับโลกด้านเทคโนโลยีพลังงานที่มุ่งมั่นขับเคลื่อนผลกระทบเชิงบวกด้านความยั่งยืนในระดับวงกว้าง
ที่มา: เอพีพีอาร์ มีเดีย
เอพีพีอาร์ มีเดีย