พวกคุณเชื่อในทฤษฎีตีประเมินผลงานด้วยการ ‘ปิดชื่อ’ ศิลปินผู้สร้างไหม ทางนี้คือศรัทธาอย่างเต็มหัวใจ ว่าการตัดสินลงคะแนนให้ผลงานชิ้นใดๆ เราไม่ควรเอา ‘ความขลัง’ ‘ความดัง’ หรือ ‘ความปัง’ ของผลงานในอดีตมาเป็นปัจจัยในการพิจารณาประกอบด้วย งานจะดีจะห่วยมันย่อมฟ้องสะท้อนจาก content ที่ได้เห็นจากงานชิ้นนั้น ชวนให้บางครั้งก็อยากจะเสพผลงานกันโดยไม่รู้มาก่อนว่าชิ้นนั้นชิ้นนี้มีลายเซ็นของใครสลักไว้ให้ได้รู้เจ้า ‘ตัวการ’
การได้ดูหนังก่อนจะทราบผลการตัดสินรางวัลที่เทศกาลภาพยนตร์เมืองคานส์ บางครั้งมันก็พอจะช่วยสานเจตนารมณ์นี้ได้ ต่อให้ทุกรอบฉายจะประกาศชัดว่านี่นัดกันมาดูผลงานของใคร แต่อย่างน้อยๆ มันก็เป็นการดูที่ยังไม่ถูกสปอยล์จากคณะกรรมการตัดสินรางวัลว่าเรื่องไหน ‘ยอดเยี่ยม’ ยิ่งกว่าเรื่องไหน หนังในสายประกวดทุกเรื่องจึง ‘ถูกดู’ ด้วยศักดิ์ศรีที่เท่าเทียมกัน ประกวดประชันขันแข่งกันด้วย ‘คุณภาพ’ ต่อให้ทราบชื่อผู้กำกับมาตั้งแต่แรกแล้วก็ตามที
ตอนที่ ‘กัลปพฤกษ์’ มีโอกาสได้ดู It Was Just an Accident (2025) ของผู้กำกับ จาฟาร์ ปานาฮี (Jafar Panahi) ที่เทศกาลภาพยนตร์เมืองคานส์จึงยังเป็นช่วงของการไล่ชมหนังสายประกวดให้ครบถ้วน ด้วยหัวใจที่เป็นกลางอย่างล้วนๆ ว่าจะเชียร์เรื่องไหนให้เป็นผู้คว้ารางวัลโดยยังไม่ทันได้ทราบมติของคณะกรรมการ และต่อให้หนังจะเป็นงานที่มีชื่อของผู้กำกับปานาฮีมาการันตีคุณภาพ แต่อย่างที่ทราบว่าผู้กำกับทุกๆ รายล้วนถูกเซ็ต ซีโร่ให้เริ่มต้นใหม่ทุกครั้งที่มีผลงานชิ้นต่อไป ใครๆ ก็รู้ว่าในวงการนี้อะไรๆ ก็เกิดขึ้นได้ ขนาดผู้กำกับที่เคยคว้าชัยได้รางวัลปาล์มทองคำมาก่อน ก็ยังเคยถูกโห่หอนตอนที่มีงานชิ้นใหม่ได้เข้าประกวดอีกครั้ง!
ตอนนั่งดู It Was Just and Accident ในโรง Salle Bazin เมื่อวันที่ 20 พฤษภาคมปี 2025 จึงมาแบบไม่ได้เชียร์ไม่ได้หวังว่าหนังจะออกมาเป็นอย่างไร หรือจะปังถึงขั้นซิวรางวัลใดๆ หรือไม่ สนใจก็แค่เพียงเหตุผลอธิบายว่าทำไมเทศกาลคานส์จึงยอมให้หนังเรื่องนี้ได้เข้าฉายในสายประกวดหลัก!

พอดูจบแล้วก็สามารถหักปากกาประกาศกร้าวได้เลยว่า It Was Just an Accident ไม่น่าจะคว้าอะไรไปได้เลยสักรางวัล ถึงขั้นท้ากับเพื่อนนักวิจารณ์ว่า ลองถ้าเทศกาลจัดฉายหนังประกวดเรื่องนี้ด้วยวิธีการจัดรอบเซอร์ไพรซ์ไม่บอกกันก่อนว่าเป็นหนังชื่ออะไรของใคร อีกทั้งตอนไล่เอนด์ เครดิตก็ขอให้ขึ้นแถบดำมาปิดพื้นที่บนจอเอาไว้ ไม่ให้รู้ว่าเป็นผู้กำกับรายไหน อาจจะไม่มีใครทายได้ถูกเลยว่านี่คือหนังของปานาฮี
ที่กล้าพูดถึงขนาดนี้ เพราะตอนที่ได้ดูหนัง เราถึงกับนั่งงงอยู่ตลอดเวลา ว่าทำไมปานาฮีจึงถอยหลังกลับไปเล่าเรื่องราวการใช้ ‘ศาลเตี้ย’ มาเคลียร์อดีตที่เคยบาดหมางคลางแคลงใจ ระหว่างหนุ่มนักโทษที่ถูกจับไปทรมานในซังเตด้วยข้อหาทำตัวเกเรประท้วงเรียกร้องค่าจ้างค้างจ่าย กับผู้คุมชายที่เขาไม่เคยเห็นหน้าเพราะถูกคาดผ้าปิดตาไว้ตลอดเวลา แต่ยังจำเสียงฝีเท้าของผู้คุมที่เสียขาไปข้างหนึ่งได้ จนเมื่อกลับมาพบกันใหม่ เขาจึงมั่นอกมั่นใจว่าชี้ได้ไม่ผิดตัว ผ่านบทที่ออกจะจงใจขยี้ปมกันแบบตรงๆ รัวๆ ไม่มัวมาเสียเวลาเล่นท่าสำแดงลีลาชั้นเชิงใดๆ ในการเล่าเลย! It Was Just an Accident จึงช่างห่างชั้นไปจากผลงานเก่าๆ อันสุดคมคายที่เราเคยได้ดู จนรู้สึกว่าถ้าปิดชื่อเสียงเรียงนามของผู้กำกับไว้ เราคงจะเข้าใจว่ามันน่าจะเป็นผลงานของผู้กำกับอิหร่านรุ่นใหม่มือใหม่ ที่ฝีมือและอะไรต่ออะไรยังไม่ใคร่จะเข้าที่เข้าทาง!
มันอ่อนหัดกันอย่างไร คงต้องไล่กันตั้งแต่เค้าโครงเนื้อหาที่ออกจะดำเนินตามสูตรการไล่ล่าถามหาความยุติธรรมผ่านกรรมวิธีแบบ ‘ศาลเตี้ย’ ไกล่เกลี่ยความเคียดแค้นในอดีตโดยไม่คิดพึ่งพาอำนาจตุลาการผ่านปมประเด็นอันตื้นเขินและออกจะชั้นเดียว คุณพ่อ อีกห์บัล ต้องหักพวงมาลัยเลี้ยวหนีอย่างกะทันหันเมื่อเจ้าสุนัขร่อนเร่ดันวิ่งตัดหน้ารถยนต์ที่ตนกำลังขับพาภรรยาและบุตรสาวกลับบ้าน เมื่องานเข้าเขาจึงต้องแวะเอารถไปซ่อมที่อู่ ซึ่งบังเอิญคนงานนาม วาฮิด กำลังอยู่หลังร้านพอดี ทันทีที่วาฮิดได้ยินเสียงฝีเท้าที่ก้าวสลับระหว่างขาจริงกับขาเทียมของอีกห์บัล เขาก็ถึงกับสะท้าน เพราะจำได้ทันทีว่านี่คือเสียงของคนที่เคยทรมานเขาในคุก วาฮิดรีบลุกหนีเพื่อมิให้อีกห์บัลเห็นหน้า วันรุ่งขึ้นเมื่ออีกห์บัลกลับมา วาฮิดจึงจัดการลักพาตัวอีกฝ่ายขึ้นรถตู้แล้วเอาผ้ามาผูกตา คาดคั้นให้อีกห์บัลยอมรับว่าเขาเคยทำระยำอะไรเอาไว้ตอนที่วาฮิดต้องชดใช้ความผิดที่เขาไม่ได้ทำ ในเรือนจำที่อีกห์บัลทำงานอยู่ แต่อีกห์บัลก็ทู่ซี้ชี้แจงด้วยเหตุผลนานาว่าวาฮิดจำคนผิด ฝ่ายวาฮิดจึงขับรถไปตามหมู่มิตรนักโทษที่เคยถูกจองจำร่วมกัน ให้มาช่วยยืนยันว่านี่คืออีกห์บัลไม่ผิดคน กลายเป็นปฏิบัติการระดมความคิด(ไม่)เห็นสุดอลหม่าน เพราะไม่ว่าจะเป็นตากล้องหญิง คู่แต่งงาน pre-wedding และอดีตแฟนหนุ่มของตากล้องหญิง ที่ช่างบังเอิญจนเกินจริงว่าเคยเป็นเหยื่อของอีกห์บัลมาแทบทุกราย จะไม่เคยได้เห็นหน้าชายคู่กรณีคนนี้ การล้างแค้นด้วยวิธีกฎหมู่อยู่เหนือกฎหมายของพวกเขาจึงยากที่จะฟันธงลงความเห็นอะไรได้ เพราะถึงแม้ว่าสัญชาตญาณของแต่ละคนจะดลใจให้สรุปว่าบุรุษตรงหน้าคืออีกห์บัลอย่างไม่ต้องสงสัย แต่พวกเขาต่างก็วินิจฉัยกันในวิสัยของผู้พิพากษาตาบอด เนื่องจากตลอดเวลาที่ถูกจับทรมาน ไม่มีใครสามารถมองผ่านผ้าปิดตาจนเห็นใบหน้าของอีกห์บัลเลยสักคน!
ผลคือ It Was Just an Accident กลายเป็นหนังที่เล่าปฏิบัติการแค้นฝังหุ่นแก้เกมกระทำการทารุณแบบตาต่อตาฟันต่อฟันที่ออกจะชั้นเดียวจนดู ‘ตรง’ มากเกินไป โดยเฉพาะการถ่ายทอดตัวละครฝ่ายอีกห์บัลให้มีแต่ความชั่วร้ายหากปราศจากคำอธิบายว่าทุกสิ่งที่เขาทำลงไป ก็เพราะเพื่อให้มีงานการเลี้ยงชีพและครอบครัว หาได้มีความบาดหมางส่วนตัวกับนักโทษรายไหนๆ อย่างที่เขาได้อ้างไว้เพียงสั้นๆ ซึ่งมันถือเป็นอะไรที่ผิดคาดเอามากๆ สำหรับผู้กำกับที่เคยฝากผลงานหนังที่เคยเป๊ะปังในการตั้งคำถามและพิจารณาความกันด้วยระดับความคิดที่ซับซ้อนซ่อนนัยอยู่เสมอมา ซึ่งมองอีกทางมันก็อาจเป็นเรื่องปรกติธรรมดาสำหรับผู้กำกับที่ผ่านโลกมาเกินครึ่งชีวิต ที่เริ่มจะคิดกลับไปโหยหาลีลาอันเรียบง่าย แต่ใน It Was Just an Accident ยังเห็นได้ชัดว่าหนังจงใจถ่ายทอดด้วยอาการ ‘เล่นใหญ่’ ยังคงมีน้ำเสียงในแบบโหวกเหวกโวยวาย ขายดราม่าและความหาญกล้าท้าทายป่าวประจานความระยำทั้งหลายที่ภาครัฐเคย ‘จัดการ’ ประชาชนโดยไม่สนถึงความลึกซึ้งคมคายใดๆ ในเชิงการเล่า
เราจึงนึกภาพเห็นชัดเลยว่า นี่ถ้าไม่บอกกันก่อนว่านี่คืองานผลงานใหม่ของปานาฮี ก็จะขอคาดการณ์ในทันทีเลยว่า มันน่าจะเป็นผลงานของผู้กำกับอิหร่านหน้าใหม่ไฟแรง ที่ร้อนใจอยากสำแดงวิชาความรู้ซึ่งร่ำเรียนมาจากผู้กำกับร่วมชาติรุ่นพี่ชั้นครู แต่ด้วยทักษะความสามารถที่ยังอยู่ในระดับเริ่มต้นลงมือทำงาน ผลลัพธ์จึงยังเห็นการผสมผสานกันระหว่างพลังสร้างสรรค์และความลักลั่นสุดเด๋อด๋า ซึ่งไม่น่าจะเกิดขึ้นเลยสำหรับผู้กำกับระดับปานาฮี

สิ่งที่ฟ้องถึงอาการมือใหม่ที่เห็นได้ชัด คือ subtext ต่างๆ ที่วางไว้ ไม่ว่าจะเป็นพิธีแต่งงานในชุดเครื่องแบบมาตรฐานสากลของคนตะวันตกที่สวมสูทยกชายกระโปรงกันให้เห็นเป็นภาพเชิงสัญลักษณ์กันเต็มตา ไม่ต้องมากระบวยกระบิดกระมิดกระเมี้ยนใดๆ ก่อนจะให้ฝ่ายพี่สาวของวาฮิดได้เข้าพิธีวิวาห์ด้วยในช่วงท้าย การออกเรือนเพื่อผลิตทายาทด้วยกันของคู่รักหญิงชาย ซึ่งถ่ายทอดผ่านฉากที่ภรรยาของอีกห์บัลคลอดบุตร จนเขาต้องเป็นฝ่ายหลุดสารภาพความจริงออกมา รวมถึงสถานะการเป็นคุณน้าของวาฮิดในวันข้างหน้าทันทีที่ภคินีพี่สาวของเขามีบุตร ล้วนเป็นชุด subtext ที่ถูกยัดเยียดเหมือนเด็กนักเรียนหนังตั้งใจใส่มาให้งานของตัวเองแลดูมีอะไรๆ หากปราศจากความละเมียดละไมในการสร้างภาพเทียบที่ควรจะทำอย่างเลียบๆ เคียงๆ มากกว่าจะประกาศเปรี้ยงกันอย่างสะดุดตาอีท่านี้! ส่วนงานด้านการแสดงแม้ว่าโดยรวมก็ยังถือว่าทำได้ระดับดี แต่พอมาถึงฉากที่อีกห์บัลเริ่มร้องแหกปากลากโหนกันแบบสุดเสียงช่วงที่ต้องถกเถียงกับวาฮิดโดยลำพัง มันเป็นการเร่งเสียงให้ดังที่มาจากการ ‘เล่นใหญ่’ ทำให้ทุกอย่างดูล้นจนมีความเป็น ‘การละคอน’ ที่ชัดเจนเกินไป ชวนให้รู้สึกว่า เอ ทำไมการไล่สางปมของหนังเรื่องนี้ มันมีลำดับการคลี่คลายเหมือนได้วางคิวทุกอย่างล่วงหน้าเอาไว้ หาได้มีความน่าเชื่อเป็นธรรมชาติใดๆ ให้ได้รู้สึกโกรธร่วมไปกับตัวละครเลย!
ที่ตำหนินี่ก็รู้ล่ะนะ ว่าปานาฮีเคยถูกทางการอิหร่านรุกรานเสรีภาพต่างๆ อย่างไม่เป็นธรรมมาขนาดไหน แล้วทำไมเขาจะมาแฉให้ชาวโลกได้เห็นแบบกระจะตาไม่ได้ว่าเคยผ่านพบขุมนรกใดในฐานะนักทำหนังผิดกฎหมายนอกระบบ ก็คงต้องขออนุญาตสยบข้อแก้ต่างประเด็นนี้ด้วยการชี้ให้เห็นว่า สิ่งที่ปานาฮีเคยประสบพบเจอมา กับเนื้อหาที่เขาเลือกนำเสนอในหนังอย่าง It Was Just an Accident มันเป็นบริบทแห่งความจริงและสิ่งสมมติที่อยู่บนโลกคนละใบกันในนามข้อเท็จจริงและเรื่องแต่ง คุณจะมาดื้นรั้นปั้นปึ่งดึงดัน หันมา ‘เอาคืน’ ผ่านเรื่องราวของ ‘ตัวละคร’ เพื่อย้อนสู้กันแบบนี้ไม่ได้ เพราะอีกฝ่ายเขาจะหาได้ระแคะระคาย ทุกสิ่งที่คุณระบายล้วนเป็นเรื่องในจินตนาการที่ไม่สามารถอนุมานถึงบุคคลในโลกความจริง โดยเฉพาะเมื่อยิ่งได้ดูจะยิ่งรู้สึกถึงความเป็น ‘เรื่องแต่ง’ เป็นการแกงกลับกันด้วยอาการเพ้อเจ้อ ‘มโน’
แต่อนิจจา! แทนที่ข้าพเจ้าจะรู้สึกโมโห เมื่อรู้ว่าผลงานเรื่องนี้ของปานาฮีได้รับการยกย่องสดุดีให้คว้าโล่ปาล์มสีทองของคณะกรรมการตัดสินรางวัลในฐานะผู้ชนะเลิศ เรากลับบังเกิดอารมณ์ปิติยินดี ที่สุดท้ายปานาฮีก็จะได้รับเกียรติที่เขาสมควรได้รับมาอย่างยาวนานเสียที แม้ว่าหวยมันจะดันมาออกที่เรื่องนี้ เรื่องที่ฉันกลับรู้สึกว่ามัน ‘บ้ง’ ที่สุดเท่าที่เขาเคยทำมา แหมๆ บางทีเราก็ต้องน้อมยอมรับเสียบ้างว่า การตัดสินรางวัลเทศกาลหนังนานาชาติมันอาจถูกแทรกแซงจากปัจจัยภายนอกได้ตลอดเวลา ไม่มีหรอกนะที่จะมาขึงวัดตัดสินคุณภาพจากหนังที่ร่วมประกวดทั้งหมดในสายแต่เพียงถ่ายเดียวโดยไม่สนใจเงื่อนไขอื่น การได้ยืนหนึ่งคว้ารางวัลปาล์มทองคำสำหรับ It Was Just an Accident ของปานาฮีในครั้งนี้ จึงมีนัยยะที่มีวาระของการเป็นรางวัล Lifetime Achievement อยู่กลายๆ คือถ้านายต้องต่อสู้เพื่อให้ยังอยู่ในวงการมาตลอด 30 ปีเป็นผู้กำกับนับร้อยคดีจนถึงทุกวันนี้ ก็ควรแล้วล่ะที่จะได้รับรางวัลอันทรงเกียรตินี้ไป เพียงแต่ถ้า It Was Just an Accident ไม่ได้แปะชื่อของปานาฮีในฐานะผู้กำกับเอาไว้ ตรูข้าจะบุกเข้าไปในห้อง Jury Press Conference ไล่บี้ถามความคิด(ไม่)เห็นของกรรมการทีละรายเลยว่านี่เป็นเพราะหน้ามืดหรือตาลายถึงได้ยกย่องให้หนังระดับ ‘หัดทำ’ มาล้ำหน้าแซงนำผลงานที่ ‘ยอดเยี่ยม’ ยิ่งกว่า อีกไม่น้อยกว่ายี่สิบเรื่อง!

IT WAS JUST AN ACCIDENT จาฟาร์ ปานาฮี ‘กัลปพฤกษ์’
เรื่อง: ‘กัลปพฤกษ์’
นักวิจารณ์ภาพยนตร์ รางวัลกองทุนหม่อมหลวงบุญเหลือ เทพยสุวรรณ ประจำปี 2547 แต่มักจะแอบนอกใจไปเขียนวิจารณ์วรรณกรรม ละครเวที การแสดง นิทรรศการศิลปะ และดนตรีคลาสสิกอยู่เสมอๆ