K-Shaped วิกฤตเศรษฐกิจเชิงโครงสร้าง.!?

Published on 11 ต.ค. 2026

วงการเศรษฐศาสตร์ช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา มีคำศัพท์หนึ่งถูกพูดถึงบ่อยครั้ง..นั่นคือ K-Shaped Economy คำนี้อธิบายภาวะการฟื้นตัวทางเศรษฐกิจที่แตกออกเป็น 2 ทิศทางอย่างชัดเจน เหมือนแขนและขาของตัวอักษร K กล่าวคือ แขนชี้ขึ้นด้านบนเปรียบเสมือนกลุ่มคนที่ได้ประโยชน์จากวิกฤตมีรายได้เพิ่มขึ้นและฟื้นตัวอย่างรวดเร็ว ขณะที่ขาชี้ลงด้านล่าง เปรียบดั่งกลุ่มคนที่ได้รับผลกระทบหนัก รายได้ลดลง และตกอยู่ในภาวะยากลำบากเรื้อรัง

ปรากฏการณ์นี้จึงเป็นการตอบคำถามได้อย่างชัดเจนว่า..ทำไมตัวเลข GDP ประเทศเติบโต แต่คนส่วนใหญ่กลับรู้สึกว่าเศรษฐกิจแย่..!!

หากมองย้อนวิกฤตในอดีต มักฟื้นตัวแบบ V-Shape หรือ U-Shape ทุกฝ่ายจะทยอยดีขึ้นพร้อมกัน แต่วิกฤตยุคใหม่กลับทิ้งแผลเป็นทางเศรษฐกิจที่ไม่เท่าเทียม สร้างความเหลื่อมล้ำที่กว้างขึ้นกว่าเดิม สำหรับประเทศไทยโครงสร้างเศรษฐกิจเชิงปริมาณอาจดูเหมือนกำลังขยายตัวได้ดีจากตัวเลขการส่งออก การลงทุนภาคเอกชน กลุ่มอุตสาหกรรมเทคโนโลยีดิจิทัล และอิเล็กทรอนิกส์ขยายตัวอย่างก้าวกระโดด กลุ่มทุนขนาดใหญ่ และนักลงทุนต่างชาติ สามารถเก็บเกี่ยวผลประโยชน์จากกระแสเปลี่ยนผ่านนี้ได้อย่างเต็มที่

ข้อมูลชี้ให้เห็นว่ากลุ่มธุรกิจขนาดใหญ่ 1% แรกของประเทศ มีรายได้เติบโตสูงกว่าช่วงก่อนเกิดวิกฤตถึง 30% แต่ในทางกลับกัน ฝั่งขาลงของตัว K คือ กลุ่มภาคธุรกิจขนาดกลางและขนาดเล็ก หรือ SMEs ที่ยังคงติดหล่ม รายได้ของ SMEs ไทยต่ำกว่าระดับก่อนวิกฤต และต้องเผชิญกับการแข่งขันอันดุเดือดจากสินค้านำเข้า ยิ่งไปกว่านั้น “ปัญหาบริษัทผีดิบ” หรือ Zombie Firms กลุ่ม SMEs พุ่งสูงขึ้นอย่างน่าตกใจ บริษัทเหล่านี้มีรายได้ไม่เพียงพอ แม้แต่จะจ่ายดอกเบี้ยเงินกู้ สะท้อนถึงความเปราะบางขั้นวิกฤต…

ความแตกต่างไม่ได้เกิดขึ้น แค่ระดับภาคธุรกิจเท่านั้น แต่ลุกลามถึงระดับครัวเรือนและตลาดแรงงาน สัดส่วนรายได้ของกลุ่มคนรวยที่สุด 10% แรกของประเทศ ปรับตัวสูงขึ้นจนเกือบครองก้อนเค้กเศรษฐกิจทั้งหมด ขณะที่กลุ่มคน 90% ที่เหลือ กลับมีสัดส่วนรายได้ลดลงอย่างต่อเนื่อง แสดงถึงการกระจายรายได้ที่ล้มเหลว ในตลาดแรงงาน กลุ่มแรงงานอิสระและนอกระบบกลายเป็นกลุ่มที่เปราะบางสุด และได้รับผลกระทบรุนแรง ค่าจ้างที่แท้จริงของแรงงานอิสระ ปรับตัวลดลง ขณะที่ค่าครองชีพและภาระหนี้สินกลับสวนทางสูงขึ้น

ปัจจัยเชิงโครงสร้างอย่างสังคมสูงวัย การขาดแคลนการวิจัยและนวัตกรรม รวมถึงภาวะโลกร้อน ยิ่งซ้ำเติมปัญหา ทำให้แรงส่งจากการกระตุ้นเศรษฐกิจระยะสั้นของภาครัฐ ไม่สามารถดึงกราฟเส้นล่างให้เชิดหัวขึ้นได้จริง คำถามสำคัญคือ ประเทศไทย จะสามารถทลายโครงสร้างเศรษฐกิจรูปตัว K นี้ได้อย่างไรในอนาคต.!?

นักเศรษฐศาสตร์มองว่า ทางออกไม่ได้อยู่ที่การเร่งตัวเลขการเติบโตเชิงปริมาณ (Quantity of Growth) อีกต่อไป แต่ต้องมุ่งเน้นไปที่การเติบโตเชิงคุณภาพ (Quality of Growth) ที่กระจายผลประโยชน์อย่างทั่วถึง

มาตรการแก้ไข จำเป็นต้องดำเนินผ่าน 3 แนวทางหลัก ได้แก่ การยกระดับเครื่องยนต์เศรษฐกิจใหม่ด้วย FDI การสร้างความเชื่อมโยงระหว่างทุนใหญ่กับ SMEs เพื่อให้ห่วงโซ่อุปทานในประเทศ ได้รับอานิสงส์ร่วมกัน และการปรับปรุงทักษะแรงงาน ให้สอดรับกับความต้องการของโลกยุคเทคโนโลยี รวมถึงการเข้าไปดูแลและพยุงกลุ่มเปราะบางที่มีศักยภาพ ให้สามารถปรับตัวและลุกขึ้นยืนใหม่ได้ การแก้ปัญหา K-Shaped Economy ไม่ใช่เพียงโจทย์ทางเศรษฐศาสตร์ แต่เป็นโจทย์ความอยู่รอดของสังคมไทย

หากปล่อยให้ความถ่างของตัว K ขยายกว้างมากขึ้น รอยแตกร้าวทางสังคมและเศรษฐกิจ จะยิ่งยากเกินประสาน เป้าหมายสูงสุดของการพัฒนาเศรษฐกิจที่ดี จึงไม่ใช่แค่การเห็นกราฟ GDP พุ่งทะยานขึ้นไปข้างหน้า แต่คือการสร้างระบบเศรษฐกิจที่ไม่ทิ้งใครไว้ข้างหลัง และดึงแขนขาของตัว K ให้กลับมาเติบโตพร้อมกันได้อีกครั้ง..!!

Back to top button