บทความโดย นายธนดล มีชัยมาตร์
ตลอดระยะเวลากว่า 42 ปีที่ “KFC” เข้ามาเป็นส่วนหนึ่งของตลาดอาหารไทย แบรนด์ไก่ทอดรายนี้ไม่ได้หยุดอยู่เพียงการขยายสาขาและเพิ่มเมนูใหม่
แต่ล่าสุดประกาศเดินหน้าสู่ “New Era” ยกระดับแบรนด์ในหลายด้าน ตั้งแต่เมนู การออกแบบร้าน การบริการ ไปจนถึงภาพลักษณ์และประสบการณ์ที่ลูกค้าจะได้รับ โดยใช้ KFC สาขาสยามเซ็นเตอร์เป็นต้นแบบแห่งแรกในประเทศไทย
การเปลี่ยนแปลงครั้งนี้เกิดขึ้นภายใต้แนวคิดการขยับจาก Quick Service Restaurant (QSR) สู่ Quality Experience Restaurant (QXR) ซึ่ง KFC ต้องการให้ร้านไม่ได้ตอบโจทย์เพียงเรื่องความรวดเร็วและความสะดวก แต่เพิ่มเรื่องประสบการณ์เข้ามาเป็นส่วนสำคัญของการใช้บริการ
ท่ามกลางตลาดร้านอาหารบริการด่วน (QSR) มูลค่ากว่า 51,500 ล้านบาท KFC ระบุว่าปัจจุบันมีส่วนแบ่งตลาดมากกว่า 56% พร้อมด้วยยอดขายจากสาขาเดิมที่ยังเติบโตอย่างต่อเนื่อง โดยบริษัทเตรียมเดินหน้าปรับโฉมและขยายสาขาในเครือข่าย เพื่อให้สอดรับกับพฤติกรรมของผู้บริโภคที่เปลี่ยนแปลงไป

คุณศศิพินทุ์ จันทรศักดิ์ ผู้จัดการทั่วไป KFC ประเทศไทย อธิบายว่า “New Era ไม่ได้เป็นเพียงการรีเฟรชภาพลักษณ์แบรนด์ แต่เป็นการยกระดับประสบการณ์ KFC ในทุกมิติ ตั้งแต่เมนู ร้าน การบริการ ไปจนถึงวิธีเชื่อมต่อกับผู้บริโภครุ่นใหม่”
ปัจจุบัน KFC มีสาขาครอบคลุมทั้ง 77 จังหวัด และยังเดินหน้าขยายสาขาอย่างต่อเนื่อง โดยตั้งเป้าเพิ่มจำนวนสาขาไปถึง 1,266 สาขาภายในสิ้นปี 2569 นี้
สยามเซ็นเตอร์ จุดเริ่มต้นของ KFC New Era
สำหรับ KFC สาขาสยามเซ็นเตอร์ ถือเป็นสาขาต้นแบบแห่งแรกของประเทศไทยภายใต้แนวคิด QXR โดยเปิดให้บริการอย่างเป็นทางการตั้งแต่วันที่ 6 ตุลาคม 2569 และเตรียมเปิดบริการดีลิเวอรีในระยะต่อไป
ตั้งแต่วันที่ 3 พฤศจิกายน 2569 ลูกค้าจะสามารถสั่ง KFC สาขาดังกล่าวผ่าน Grab แบบ Exclusive เป็นระยะเวลา 3 เดือน รวมถึงผ่าน KFC Application
คุณอรณัฐร์ ผกาภรณ์รัตน์ กรรมการผู้จัดการ บริษัท เดอะ คิวเอสอาร์ ออฟ เอเชีย จำกัด (QSA) กล่าวว่า QSA ซึ่งเป็นหนึ่งในแฟรนไชส์ซี (Franchisee) หลักของ KFC ประเทศไทย และดูแลมากกว่า 550 สาขา จะเดินหน้ายกระดับมาตรฐานร้านและประสบการณ์ลูกค้าอย่างต่อเนื่อง
ดังนั้น สาขาสยามเซ็นเตอร์จึงไม่ใช่แค่ “KFC สาขาใหม่” แต่เป็นพื้นที่ทดลองให้เห็นว่า KFC ในยุค New Era ต้องการให้ร้านไก่ทอดเปลี่ยนจากสถานที่สำหรับ “ซื้ออาหาร” ไปสู่พื้นที่สำหรับ “สร้างประสบการณ์” กับแบรนด์มากขึ้น

จับเทรนด์ Gen Z ผ่านเมนูใหม่
หนึ่งในการเปลี่ยนแปลงสำคัญคือการพัฒนา “Modern Menu” เพื่อให้เข้ากับพฤติกรรมผู้บริโภคยุคใหม่ โดยเฉพาะเมนูไก่ไม่มีกระดูก ที่ตอบโจทย์การรับประทานที่ง่ายและคล่องตัวมากขึ้น
ขณะเดียวกัน KFC เปิดโอกาสให้ลูกค้าปรับรสชาติได้ด้วยตัวเองผ่าน 3 รูปแบบ อย่าง “Season It” การคลุกผงปรุงรส, “Dunk It” การดังก์ซอส และ “Dip It” การดิปซอส
พร้อมรสชาติใหม่ที่พัฒนาขึ้นสำหรับผู้บริโภคไทย อย่าง Smoky BBQ, Seoul Hot, New Jai Ded, Garlic Parmesan, White Truffle และ Zabb Spicy รวมถึงดิปซอสใหม่อีก 5 รสชาติ
นอกจากเมนูไก่แล้ว ยังมีเมนูที่ตอบโจทย์การรับประทานแบบ Grab & Go อย่าง Double Down, Zinger Burger และ Twister รวมถึงเมนูใหม่อย่าง Scoop Fries และ Matcha Mochi Egg Tart ซึ่ง KFC ระบุว่าจะมีจำหน่ายอย่างต่อเนื่อง

เพิ่มเทคโนโลยี แต่ก็เพิ่ม “คน” เพื่อดูแลลูกค้า
อีกหนึ่งจุดที่สะท้อนแนวคิด QXR คือการยกระดับประสบการณ์การใช้บริการของลูกค้า โดย KFC สาขาสยามเซ็นเตอร์จะมีทั้งตู้ “Kiosk” (คีออสก์) สำหรับสั่งอาหาร บริการ Just Pick Up และบทบาทใหม่อย่าง “Lobby Host” (พนักงานต้อนรับ) ที่เข้ามาต้อนรับและดูแลลูกค้าภายในร้าน
คุณอรณัฐร์ยังอธิบายว่า “แม้เทคโนโลยีจะเข้ามาช่วยให้การใช้บริการสะดวกและคล่องตัวมากขึ้น แต่ KFC ยังให้ความสำคัญกับการบริการของพนักงาน โดย Host จะเข้ามาช่วยสร้างความใกล้ชิดและดูแลลูกค้าในร้าน”
ตัวตนใหม่ของ KFC
นอกจากนี้ KFC ยังปรับภาพลักษณ์ของแบรนด์ใหม่ ผ่านองค์ประกอบสำคัญ ทั้งภาพผู้พันแซนเดอร์ส ถังใส่ไก่ โลโก้ และสโลแกน “Finger Lickin’ Good” หรือ “อร่อยจนต้องเลียนิ้ว” ให้มีความร่วมสมัยมากขึ้น รวมถึงออกแบบร้านและยูนิฟอร์มพนักงานใหม่ ภายใต้แนวคิด ‘Us-niform’ ที่ต้องการสะท้อนความเป็นตัวตนของแบรนด์และผู้คนที่ทำงานอยู่ภายใน
KFC ยังวางเป้าหมายให้แบรนด์เชื่อมโยงกับไลฟ์สไตล์มากขึ้น ผ่าน “Next-Gen Merchandise” คอลเล็กชันลิมิเต็ด อิดิชัน เช่น แจ๊กเก็ต เสื้อยืด หมวก กระเป๋ายิม และกระเป๋าใส่โน้ตบุ๊ก เพื่อให้ KFC ไม่ได้อยู่เพียงในช่วงเวลาที่ผู้บริโภคเข้ามารับประทานอาหาร แต่สามารถเข้าไปอยู่ในชีวิตประจำวันของผู้บริโภคได้มากขึ้น
ทั้งนี้ KFC ระบุว่าการปรับภาพลักษณ์ครั้งนี้ยังคงรักษา DNA และองค์ประกอบที่ผู้บริโภคชาวไทยคุ้นเคยเอาไว้
Tags
Related Posts
บทความโดย นายธนดล มีชัยมาตร์ ตลอดระยะเวลากว่า 42 ปีที่ “KFC” เข้ามาเป็นส่วนหนึ่งของตลาดอาหารไทย แบรนด์ไก่ทอดรายนี้ไม่ได้หยุดอยู่เพียงการขยายสาขาและเพิ่มเมนูใหม่ แต่ล่าสุดประกาศเดินหน้าสู่ “New Era” ยกระดับแบรนด์ในหลายด้าน ตั้งแต่เมนู การออกแบบร้าน การบริการ ไปจนถึงภาพลักษณ์และประสบการณ์ที่ลูกค้าจะได้รับ โดยใช้ KFC สาขาสยามเซ็นเตอร์เป็นต้นแบบแห่งแรกในประเทศไทย การเปลี่ยนแปลงครั้งนี้เกิดขึ้นภายใต้แนวคิดการขยับจาก Quick Service Restaurant (QSR) สู่ Quality Experience Restaurant (QXR) ซึ่ง KFC ต้องการให้ร้านไม่ได้ตอบโจทย์เพียงเรื่องความรวดเร็วและความสะดวก แต่เพิ่มเรื่องประสบการณ์เข้ามาเป็นส่วนสำคัญของการใช้บริการ ท่ามกลางตลาดร้านอาหารบริการด่วน (QSR) มูลค่ากว่า 51,500 ล้านบาท KFC ระบุว่าปัจจุบันมีส่วนแบ่งตลาดมากกว่า 56% พร้อมด้วยยอดขายจากสาขาเดิมที่ยังเติบโตอย่างต่อเนื่อง โดยบริษัทเตรียมเดินหน้าปรับโฉมและขยายสาขาในเครือข่าย เพื่อให้สอดรับกับพฤติกรรมของผู้บริโภคที่เปลี่ยนแปลงไป คุณศศิพินทุ์ จันทรศักดิ์ ผู้จัดการทั่วไป KFC ประเทศไทย อธิบายว่า “New Era ไม่ได้เป็นเพียงการรีเฟรชภาพลักษณ์แบรนด
7 ตุลาคม 2569
ทำงานหาเงินมาทั้งชีวิต แต่คำถามยอดฮิตที่หลายคนไม่กล้าคิดคือ “หลังเกษียณเราต้องมีเงินเท่าไหร่ถึงจะรอด?” ยิ่งยุคนี้คนเราอายุยืนขึ้น หรือ Longevity Risk ถ้าไม่วางแผน ระวังเงินออมจะหมดก่อนหมดลมหายใจ ลองคิดเล่นๆ ว่า ถ้าวันนี้เรามีค่าใช้จ่ายเดือนละ 30,000 บาท ด้วยผลกระทบของเงินเฟ้อ ในอีก 20-30 ปีข้างหน้า อาจจะพุ่งไปถึงเดือนละ 60,000 บาท! สรุปแล้ว ถ้าต้องใช้ชีวิตหลังเกษียณไปอีกสัก 20 ปี เราอาจจะต้องมีเงินก้อนเตรียมไว้ถึง 14.4 ล้านบาท! ที่เอ่ยมาอาจยังไม่รวมค่าหมอ ค่าซ่อมบ้าน ซ่อมรถนะ ฟังดูเป็นตัวเลขที่ชวนท้อ แต่เรื่องนี้ ทีทีบี (ttb) ได้เชิญกูรูการเงินอย่าง คุณศักดา สรรพปัญญาวงศ์ (Avenger Planner) และคุณแก๊ปเปอร์ (MoneyStudio) มาเปิดคัมภีร์ในกิจกรรม fintalk ชวนมนุษย์เงินเดือนมาสำรวจ “3 กระเป๋าเงิน” ที่เราอาจจะมีอยู่แล้ว แต่ยังดึงศักยภาพมาใช้ไม่เต็มที่ ลองมาเช็กกันดูว่าคุณมีครบไหม? จากการสำรวจค่าใช้จ่ายพื้นฐานในปัจจุบันและนำมาคำนวณผลกระทบจากเงินเฟ้อในระยะยาว ตัวอย่างเช่น หากปัจจุบันมีค่าใช้จ่ายอยู่ที่ 30,000 บาทต่อเดือน ในอีก 20-30 ปีข้างหน้า ค่าใช้จ่ายดังกล่าวอาจเพิ่มขึ้นเป็นประมาณ 60,000 บาทต
7 ตุลาคม 2569
“รางวัลชมนาด” (Chommanard Book Prize) เวทีประกวดวรรณกรรมสำหรับนักเขียนหญิงไทย จัดขึ้นเพื่อเปิดโอกาสให้นักเขียนได้แสดงความสามารถและถ่ายทอดเรื่องราวผ่านงานเขียน โดยเกิดจากความร่วมมือระหว่างธนาคารกรุงเทพ จำกัด (มหาชน) และบริษัท สำนักพิมพ์ประพันธ์สาส์น จำกัด และจัดขึ้นอย่างต่อเนื่องมาตั้งแต่ปี 2551 สำหรับรางวัลชมนาด ครั้งที่ 15 ประจำปี 2026 มีการเปิดประกวดผลงานประเภท “นวนิยาย” โดยมีผู้ส่งผลงานเข้าประกวดกว่า 27 เรื่อง ก่อนที่ผลงานจะผ่านการพิจารณาจากคณะกรรมการจนเหลือ 8 เรื่องที่ผ่านเข้าสู่รอบตัดสิน การประกาศผลรางวัลจัดขึ้นเมื่อวันที่ 1 ตุลาคม 2569 โดยมี ชาติศิริ โสภณพนิช กรรมการผู้จัดการใหญ่ ธนาคารกรุงเทพ จำกัด (มหาชน) เป็นประธานในพิธี พร้อมด้วยผู้ทรงคุณวุฒิในแวดวงวรรณกรรมและบุคคลจากแวดวงต่างๆ เข้าร่วมงาน อาทิ เนาวรัตน์ พงษ์ไพบูลย์ ศิลปินแห่งชาติ สาขาวรรณศิลป์ ประจําปีพุทธศักราช 2536, ชมัยภร แสงกระจ่าง ศิลปินแห่งชาติ สาขาวรรณศิลป์ ประจําปีพุทธศักราช 2557 รวมถึง คุณกนกวลี พจนปกรณ์ นักเขียนและอดีตนายกสมาคมนักเขียนแห่งประเทศไทย พร้อมด้วย คุณอาทร เตชะธาดา, ดร.อรุโณชา ภาณุพันธุ์ ผู้จัดละครและประธ
6 ตุลาคม 2569
บทความโดย สุภัทรา “เขาว่าฝนมันทำให้คนเหงา หรือเพราะฟ้าที่มองช่างว่างเปล่า ความอ้างว้างมันเกิดจากลมหนาว หรือดาวที่มองดูอ่อนแรง” เคยไหม วันที่ฟ้าครึ้มติดกันหลายวัน ฝนตกพรำจนแสงแดดหายไปจากชีวิต แล้วอยู่ ๆ เราก็รู้สึกเหนื่อยโดยไม่มีเหตุผล ง่วงทั้งวัน ไม่อยากเจอใคร งานที่เคยทำได้สบาย ๆ กลับหนักอึ้ง หรือจะในวันที่ลมหนาวพัดผ่านมา ความอ้างว้างในใจก็เพิ่มขึ้น มีคนที่อารมณ์เปลี่ยนไปตามฤดูกาลเช่นนี้อยู่จริง และไม่ได้เป็นแค่ความขี้เกียจ แต่ในทางการแพทย์เรียกอาการนี้ว่า Seasonal Affective Disorder หรือ SAD ภาวะซึมเศร้าชนิดหนึ่งที่สัมพันธ์กับการเปลี่ยนแปลงของฤดูกาล SAD คืออะไร SAD คือภาวะซึมเศร้าที่มีรูปแบบซ้ำตามฤดูกาล เริ่มและหายไปในช่วงเวลาใกล้เคียงกันทุกปี อาการมักกินเวลาราว 4-5 เดือนต่อปี แบ่งออกได้เป็น 2 รูปแบบหลัก 1. แบบฤดูหนาว (Winter-pattern SAD) พบได้บ่อยที่สุด อาการเริ่มช่วงปลายฤดูใบไม้ร่วงถึงต้นฤดูหนาว และค่อย ๆ ดีขึ้นเมื่อฤดูใบไม้ผลิมาถึง 2. แบบฤดูร้อน (Summer-pattern SAD) พบน้อยกว่า อาการเริ่มปลายฤดูใบไม้ผลิถึงต้นฤดูร้อน แต่ SAD จะแตกต่างจาก “holiday blues” หรือความเศร้า-เครียดจากเทศกา
5 ตุลาคม 2569
จากวงสนทนา “สี่จตุรเทพ HOW หนุ่มหล่อที่ทำธุรกิจได้นิดหน่อย” ของ House Of Wisdom (HOW) คลับแห่งการเรียนรู้ของเจ้าของธุรกิจและผู้บริหารระดับสูง คุณคริส-ฐิติภัทร์ ยิ้มเศรษฐี ผู้ก่อตั้ง Pramy, คุณตอน-ทนงค์ศักดิ์ แซ่เอี้ยว ผู้ก่อตั้ง YUEDPAO, หมอพงศ์ นพ.ยุวพงศ์ สุทธินันท์ ผู้ก่อตั้ง Dr.PONG และ คุณธาม พิชิตสุรกิจ ผู้ก่อตั้ง White Lab มาร่วมแชร์บทเรียนธุรกิจ ซึ่งสัมภาษณ์โดย คุณธนา เธียรอัจฉริยะ ผู้ก่อตั้ง HOW และสามสาวเพื่อนสมาชิก HOW ด้วยกันในบรรยากาศสนุกสนานเป็นกันเอง โดยสรุปบทเรียนของทั้ง 4 แบรนด์ไว้ดังนี้ สร้างแบรนด์ให้โดดเด่นกว่าคู่แข่ง คุณคริส-ฐิติภัทร์ ยิ้มเศรษฐี ผู้ก่อตั้ง Pramy แบรนด์อาหารแมวเพื่อสุขภาพสัญชาติไทย ซึ่ง Euromonitor จัดอันดับให้เป็นแบรนด์ที่เติบโตเร็วที่สุดในเอเชียแปซิฟิก เปิดเผยเส้นทางทำแบรนด์สุดที่รักของพ่อแม่แมวทั่วประเทศว่า ตอนเริ่มต้น ตลาดอาหารแมวมีเจ้าตลาดอยู่แล้ว ประสบการณ์จากงานที่ปรึกษาทำให้เขามองหาจุดขายที่ทำให้แบรนด์โดดเด่นกว่าคู่แข่ง “เราทำบรรจุภัณฑ์อาหารแมวที่ไม่มีรูปแมวอยู่บนนั้น ใช้สีที่แตกต่างให้คนสังเกตเห็นง่าย และชูวัตถุดิบมาตรฐานเกรดอาหาร (Food Gr
5 ตุลาคม 2569
ผู้เขียน พิมพรรณ มีชัยศรี จากความฝัน “อยากเปิดร้านอาหาร” มาตั้งแต่วัยเด็ก ทำให้ “คุณเพิร์ธ-วิรัล ธนานพตุลธร” ครูสอนทำอาหารผันตัวมาเป็นแม่ค้า เปิดร้านเบอร์เกอร์เล็กๆ “Chef Perth Station” ที่ตลาดนัดจตุจักร ก่อนสร้างไวรัลด้วยการรับออร์เดอร์ 4 ภาษา ได้แก่ ไทย จีน เกาหลี และอังกฤษ จนได้ใจลูกค้าต่างชาติ สามารถสร้างยอดขายได้ 100 ชิ้น ใน 3 ชั่วโมง จากคุณครูสู่ผู้ประกอบการ คุณเพิร์ธทำงานประจำเป็นครูสอนทำอาหารให้เด็กๆ ในโรงเรียนนานาชาติ แต่ลึกๆ แล้วเธอมีความฝันอยากเปิดร้านอาหารมาตั้งแต่วัยเด็ก จึงเลือกเปิดร้านอาหารสตรีตฟู้ดขายเบอร์เกอร์ที่ตลาดนัดจตุจักรในช่วงค่ำของวันศุกร์ถึงวันอาทิตย์ “การที่จะเปิดร้านใหญ่เป็นเรื่องที่ไม่ง่ายเลย ทั้งงบประมาณ บุคลากร พละกำลังเรา และเวลา ตัวเบอร์เกอร์ที่มาขายสตรีตฟู้ด เป็นสิ่งที่เราทำได้เลย และเป็นเรื่องง่าย แถมมีครอบครัวเป็นกำลังสำคัญช่วยซัพพอร์ต และเบอร์เกอร์เป็นเมนูที่ใครๆ ก็ชอบ และตัวเราเองก็อยากจะส่งต่อเบอร์เกอร์ที่มีคุณภาพ รสชาติอร่อย และคุ้มค่าให้กับลูกค้า เมนูที่ร้านมีเนื้อวัว เนื้อหมู เนื้อไก่ และเต้าหู้ แต่ตัวซิกเนเจอร์ที่ขายดีคือ เนื้อวัวออสเตรเลียค่ะ
3 ตุลาคม 2569