KKPS อัปเกรด รพ.เอกชน กำไรผ่านจุดต่ำสุด-P/E ถูกลงมาก ภาระรัฐบีบถ่ายโอนงบสุขภาพ ชู BH-BDMS-PR9

Published on 21 ก.ย. 2026

นายธีระพล อุดมเวศย์, IAA นักวิเคราะห์ บล.เกียรตินาคินภัทร (KPPS) กล่าวว่า ประเทศไทยกำลังเผชิญความท้าทายจากโครงสร้างประชากรที่สูงวัยขึ้นและต้นทุนทางการแพทย์ที่สูงขึ้นตามเทคโนโลยี ในขณะที่พื้นที่ทางการคลัง (Fiscal Space) ของภาครัฐมีจำกัดมากขึ้นเรื่อยๆ การปรับตัวของระบบสาธารณสุขไทยจึงหลีกเลี่ยงไม่ได้ที่จะต้องพึ่งพากลไกของภาคเอกชนและระบบประกันสุขภาพมากขึ้นในทศวรรษหน้า

ขณะที่ปัจจุบันรัฐบาลไทยเป็นผู้รับภาระค่าใช้จ่ายด้านสาธารณสุขถึง 78% ของทั้งประเทศ ถือเป็นสัดส่วนที่สูงมากเมื่อเทียบกับฐานภาษีที่จัดเก็บได้ เมื่อผนวกกับภาระสวัสดิการสังคมที่เพิ่มขึ้นตามแนวโน้มสังคมสูงวัย KKPS ประเมินว่าข้อจำกัดด้านฐานะการคลังของรัฐจะมีผลชัดเจนภายในปี 73 เนื่องจากข้อบังคับทางกฎหมายที่กำหนดให้ต้องรักษาสัดส่วนงบลงทุนไม่น้อยกว่า 20% ของงบประมาณรายจ่ายประจำปี เงื่อนไขนี้จะบีบให้รัฐบาลต้องควบคุมงบสวัสดิการและถ่ายโอนภาระค่าใช้จ่ายบางส่วนไปสู่ภาคเอกชน

อย่างไรก็ตาม ความยากในการปฏิรูประบบหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้าภายใต้ข้อจำกัดทางการคลัง อาจทำให้ภาระค่าใช้จ่ายกว่า 4.5-5 แสนล้านบาท/ปี ของรัฐ ถูกถ่ายโอนมายังภาคเอกชนบางส่วน ซึ่งอาจคิดเป็นมูลค่าส่วนเพิ่มถึงกว่า 1 แสนล้านบาท หรือราว 40% ของรายได้ปัจจุบันของกลุ่มโรงพยาบาลเอกชนในตลาดหลักทรัพย์

นอกจากนี้แม้ไทยจะสามารถผลิตบุคลากรทางการแพทย์เพิ่มขึ้นกว่าสองเท่าในช่วงปี 58-67 แต่สัดส่วนแพทย์ต่อประชากรยังคงต่ำกว่ามาตรฐานของหลายประเทศ การขาดแคลนทรัพยากรท่ามกลางอุปสงค์ที่สูงขึ้นจากโรคที่ซับซ้อน จะเป็นปัจจัยที่ทำให้โรงพยาบาลเอกชนยังคงรักษาความสามารถในการกำหนดราคาไว้ได้ในระยะยาว

การปรับตัวของระบบสาธารณสุขจะทำให้ความต้องการประกันสุขภาพเอกชนเพิ่มสูงขึ้นตามค่ารักษาพยาบาล ปัจจุบัน อัตราการทำประกันสุขภาพเอกชนของไทยยังอยู่เพียง 6.4% ของประชากร ซึ่งต่ำกว่าค่าเฉลี่ยของกลุ่มประเทศ OECD (36%) อย่างมีนัยสำคัญ แต่พบว่าเบี้ยประกันสุขภาพเติบโตเฉลี่ยถึง 8% ต่อปีในช่วงปี 62-68 โดยในระยะข้างหน้า หากมีการปรับเพิ่มวงเงินลดหย่อนภาษี หรือใช้มาตรการร่วมจ่าย (Co-payment) จะยิ่งเป็นปัจจัยสนับสนุนให้ตลาดประกันสุขภาพขยายตัวได้อีกมาก

โดยกลุ่มโรงพยาบาลเอกชนยังมีความน่าสนใจในแง่ของมูลค่าหุ้น (Valuation) ซึ่งปัจจุบันกลุ่มโรงพยาบาลซื้อขายที่ P/E ปี 69 ในะดับเพีนง 19 เท่า ต่ำกว่าค่าเฉลี่ยภูมิภาคที่ราว 30 เท่า โดย Valuation ในช่วง 1-2 ปีที่ผ่านมา ราคาหุ้นกลุ่มโรงพยาบาลปรับตัวลดลงจน Underperform ตลาดไปราว 10-20% หรือลดลงราว 6% นับตั้งแต่เกิดสงครามตะวันออกกลาง ส่งผลให้ระดับ P/E Multiple ลดลงจากระดับปกติที่ 30 เท่า เหลือเพียงประมาณ 20 เท่า ถูกลงถึง 30-40% เมื่อเทียบโรงพยาบาลในภูมิภาคอย่างสิงคโปร์และมาเลเซียที่ซื้อขายที่ระดับ 29-30 เท่า

ขณะเดียวกันหากมองในแง่ของอัตราผลตอบแทนจากเงินปันผล (Dividend Yield) ของหุ้นกลุ่มโรงพยาบาล ยังปรับตัวขึ้นมาอยู่ที่ 4-5% ต่อปี เทียบกับอดีตที่อยู่เพียง 1-2% ต่อปี ทำให้เริ่มกลับมาน่าสนใจในการลงทุนระยะกลาง-ยาวมากขึ้น

ด้ารผลการดำเนินงานของหุ้นกลุ่มโรงพยาบาลคาดว่ากำไรของกลุ่มโรงพยาบาลผ่านจุดต่ำสุดไปแล้วในไตรมาส 2/69 และจะทยอยฟื้นตัวในครึ่งปีหลังของปี 69 เนื่องจากปัจจัยลบ ทั้งเรื่องกฎเกณฑ์การเบิกประกันเด็กที่เข้มงวดขึ้น และยอดคนไข้กัมพูชาที่ลดลง ได้เกิดขึ้นมานานกว่า 1 ปีแล้ว ทำให้ฐานรายได้เข้าสู่ระดับใหม่ที่นิ่งมากแล้ว และไม่ส่งผลกดดันกับผลการดำเนินงานมากเหมือนในอดีต และผลกระทบชั่วคราวจากสงครามในช่วงต้นปีก็เริ่มคลี่คลาย ทำให้การเดินทางของคนไข้กลุ่มอาหรับเริ่มกลับเข้าสู่สภาวะปกติ โดยรายได้ต่างชาติที่ไม่รวมกัมพูชายังคงขยายตัวได้ดี โดยเฉพาะตลาดผู้ป่วยเมียนมาเติบโตถึง 20-30% รวมถึงกลุ่ม Expat ชาวสหรัฐในไทยที่เติบโต 20-30% เช่นกัน

อีกทั้งหากมองในไตรมาส 3/69 เป็นช่วงที่มีโรคไข้หวัดและโควิด-19 ระบาด ส่งผลให้ปริมาณคนไข้ชาวไทยเข้ามาใช้บริการในโรงพยาบาลเพิ่มขึ้นอย่างชัดเจน โดยอัตราการเติบโตของรายได้รวมของกลุ่มโรงพยาบาลในครึ่งปีแรก 69 เติบโตเพียง 1-2% แต่ในเดือนกรกฎาคมและสิงหาคม การเติบโตเร่งตัวขึ้นมาอยู่ที่ 6-7% สะท้อนถึงผลประกอบการในไตรมาส 3 และครึ่งปีหลังที่ฟื้นตัวขึ้นอย่างชัดเจน

Screenshot

KKPS แนะนำปรับเพิ่มน้ำหนัก (Overweight) การลงทุนในกลุ่มโรงพยาบาลเอกชน และ Top Picks ได้แก่ BH จากการที่เป็นโรงพยาบาที่มีสัดส่วนรายได้จากผู้ป่วยต่างชาติสูงที่สุดในกลุ่มถึง 60-70% และมีความเชี่ยวชาญโดดเด่นในกลุ่มผู้ป่วยจากภูมิภาคตะวันออกกลาง และให้ราคาเป้าหมายไว้ที่ 230 บาท/หุ้น

BDMS เป็นโรงพยาบาลเอกชนขนาดใหญ่ที่สุดในประเทศ มีสัดส่วนผู้ป่วยต่างชาติราว 30% และมีสัดส่วนผู้ป่วยที่ใช้สิทธิ์ประกันสุขภาพราว 30% ราคาเป้าหมายที่ 23.50 บาท/หุ้น, PR9 ราคาเป้าหมาย 24.50 บาท เพราะเป็นอีกหนึ่งโรงพยาบาลที่มีสัดส่วนรายได้จากผู้ป่วยต่างชาติติดอันดับต้นๆราว 26%

ส่วนโรงพยาบาลที่ได้ประโยชน์จากกลุ่มผู้ประกันตน ได่แก่ BCH และ CHG ก็ยังน่าสนใจเช่นกัน จากจำนวนผู้ประกันตนที่ปรับตัวสูงขึ้นต่อเนื่อง แต่ BCH จะมีส่วนหนึ่งที่มาจากลูกค้าชาวต่างชาติเข้ามาเสริมในสัดส่วน 13% มากกว่า CHG ที่มีสัดส่วนลูกค้าชาวต่างชาติที่ 4% แต่ทั้ง 2 โรงพยาบาล Valuation ก็ยังถูก โดยราคาเป้าหมายของ BCH อยู่ที่ 13 บาท/หุ้น และ CHG ที่ 2 บาท/หุ้น