KLINIQ อัพเป้ารายได้ปี 69 ทะลุ 4.5 พันล.! อัดงบ 320 ล้าน ลุยเปิด 13 สาขาใหม่-เจาะต่างชาตผิ

Published on 21 ส.ค. 2026

นายวีระศักดิ์ สินทรัพย์ไพบูลย์ กรรมการผู้จัดการ บริษัท เดอะคลีนิกค์ คลินิกเวชกรรม จำกัด (มหาชน) หรือ KLINIQ เปิดเผยในงาน Opportunity Day เมื่อวันที่ 20 สิงหาคม 2569 ว่า ผลการดำเนินงานไตรมาส 2/2569 บริษัทมีรายได้จากการขายและบริการ 1,127 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 32.4% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน และเพิ่มขึ้น 3.8% จากไตรมาสก่อน ขณะที่กำไรสุทธิอยู่ที่ 111.9 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 24.9% จากปีก่อน

ด้านกำไรขั้นต้นอยู่ที่ประมาณ 577.3 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 35.5% จากปีก่อน ขณะที่อัตรากำไรขั้นต้นขยับขึ้นสู่ 51.2% จาก 50.8% ในช่วงเดียวกันของปีก่อน สะท้อนการเติบโตของรายได้ควบคู่กับประสิทธิภาพการบริหารต้นทุน ส่วน EBITDA อยู่ที่ 244.3 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 23.1% จากปีก่อน และมี EBITDA Margin ที่ 21.7%

ขณะที่ยอดขายจากสาขาเดิม หรือ Same Store Sales Growth (SSSG) อยู่ที่ 21.5% สะท้อนว่าการเติบโตไม่ได้มาจากการเปิดสาขาใหม่เพียงอย่างเดียว แต่ยังได้รับแรงหนุนจากฐานสาขาเดิมที่ยังสร้างยอดขายได้แข็งแกร่ง รวมถึงรายได้ที่เติบโตในทุกแบรนด์ภายใต้พอร์ตของบริษัท

สำหรับงวด 6 เดือนแรกปี 2569 บริษัทมีรายได้จากการขายและบริการรวม 2,213.3 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 32.9% จากปีก่อน และมีกำไรสุทธิ 233.1 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 33.7% สะท้อนโมเมนตัมการเติบโตของธุรกิจที่ยังแข็งแกร่ง

นายวีระศักดิ์ กล่าวว่า แนวโน้มครึ่งปีหลังยังมีทิศทางที่ดี โดยบริษัทคาดว่า SSSG จะเติบโตในระดับ Double Digit และผลประกอบการครึ่งปีหลังมีโอกาสดีกว่าครึ่งปีแรก หลังยอดขายทุกแบรนด์ในช่วงเดือนกรกฎาคมและต้นเดือนสิงหาคมยังเติบโตตามแผน

จากผลการดำเนินงานที่เติบโตดีกว่าแผน บริษัทจึง ปรับเพิ่มเป้าหมายรายได้ปี 2569 เป็น 4,500 ล้านบาท จากเดิม 4,150 ล้านบาท หรือคิดเป็นการเติบโตเกือบ 27% จากปีก่อน พร้อมคาดว่า Net Profit Margin ทั้งปีจะอยู่ที่ประมาณ 11%

ด้านแผนขยายสาขา ณ สิ้นไตรมาส 2/2569 บริษัทมีเครือข่ายรวม 84 สาขา ครอบคลุมธุรกิจ Aesthetic & Wellness และ Surgery โดยในช่วงไตรมาส 2/2569 เปิดสาขาใหม่จำนวน 3 สาขา ประกอบด้วย LAAB X จำนวน 2 สาขา ที่เซ็นทรัล ระยอง และเซ็นทรัล อุดรธานี รวมถึง Acne Labs อีก 1 สาขา ที่เซ็นทรัล ลาดพร้าว

สำหรับไตรมาส 3/2569 บริษัทมีแผนเร่งเปิดสาขาใหม่อีก 10 สาขา ประกอบด้วย THE KLINIQUE 1 สาขา, LAAB X 4 สาขา, L Clinic 4 สาขา และ Acne Labs 1 สาขา โดยกระจายไปยังศูนย์การค้าหลายแห่งทั้งในกรุงเทพฯ และต่างจังหวัด

ขณะที่ไตรมาส 4/2569 มีแผนเปิดสาขาที่ได้รับการยืนยันแล้วอีก 3 สาขา ประกอบด้วย THE KLINIQUE 1 สาขา, LAAB X 1 สาขา และ L Clinic 1 สาขา ส่งผลให้ช่วงครึ่งปีหลังบริษัทมีแผนเปิดเพิ่มอย่างน้อย 13 สาขา เพื่อเพิ่มการเข้าถึงลูกค้าและสร้างฐานรายได้ในระยะถัดไป

ทั้งนี้ บริษัทตั้งงบลงทุน หรือ CAPEX ปี 2569 ไว้ประมาณ 300-320 ล้านบาท โดยราว 60-70 ล้านบาทใช้สำหรับการตกแต่งสาขาใหม่ ส่วนที่เหลือเป็นการลงทุนในเครื่องมือและอุปกรณ์ทางการแพทย์ ทั้งสำหรับสาขาใหม่และเพิ่มศักยภาพให้สาขาเดิม เพื่อรองรับการขยายตัวของรายได้ในอนาคต

ด้านธุรกิจศัลยกรรม บริษัทตั้งเป้าผลักดัน Operating Margin จากระดับ 5.9% ในไตรมาส 2/2569 สู่ระดับแรกที่ประมาณ 10% ผ่านการเพิ่มประสิทธิภาพการใช้ศูนย์ศัลยกรรม การปรับ Product Mix และการบริหารต้นทุน โดยบริการปลูกผมถือเป็นหนึ่งในกลุ่มที่เติบโตโดดเด่นและเป็น Driver สำคัญของธุรกิจศัลยกรรมในปีนี้

ขณะเดียวกัน ตลาดลูกค้าต่างชาติยังเป็นอีกหนึ่ง Growth Driver ที่บริษัทให้ความสำคัญ โดยปัจจุบันรายได้จากลูกค้าต่างชาติคิดเป็นประมาณ 14% ของรายได้รวม เทียบกับเป้าหมาย 20% ภายในปี 2571 ซึ่งบริษัทคาดว่าโมเมนตัมในครึ่งปีหลังจะเร่งตัวขึ้น หลังมีทีมงานเต็มรูปแบบในการขยายฐานลูกค้าต่างประเทศ

ทั้งนี้ ลูกค้าต่างชาติมี Average Ticket สูงกว่าลูกค้าไทยประมาณ 4-5 เท่า และโดยทั่วไปมีอัตรากำไรสูงกว่า แม้จะแตกต่างกันไปตามประเทศและประเภทบริการ จึงถือเป็นอีกหนึ่งปัจจัยที่จะช่วยสนับสนุนทั้งรายได้และความสามารถในการทำกำไรในระยะยาว

สำหรับเป้าหมายระยะกลาง บริษัทอยู่ระหว่างทบทวนประมาณการปี 2570-2571 หลังผลการดำเนินงานปีนี้ดีกว่าแผน โดยกรอบเดิมกำหนดเป้ารายได้ปี 2571 ที่ 5,700 ล้านบาท และกำไรสุทธิ 666 ล้านบาท ซึ่งผู้บริหารมองว่ามีโอกาสปรับเพิ่มขึ้น และจะนำเสนอเป้าหมายอย่างเป็นทางการอีกครั้งหลังผ่านการพิจารณาของคณะกรรมการบริษัท

นายวีระศักดิ์ กล่าวเพิ่มเติมว่า ตัวขับเคลื่อนหลักในช่วง 3-5 ปีข้างหน้ายังคงมาจาก Revenue Growth ทั้งจาก Same Store Sales Growth และการขยายสาขาใหม่ ขณะที่ธุรกิจความงาม สุขภาพ และ Wellness ยังอยู่ใน Mega Trend ทั้งในประเทศไทย ภูมิภาค และตลาดโลก จึงเชื่อมั่นว่าบริษัทมีศักยภาพรักษาการเติบโตได้อย่างต่อเนื่อง แม้สภาวะเศรษฐกิจยังมีความท้าทาย