มองเทรนด์ใหม่จาก “KMITL EXPO 2026 – ลาดกระบังนิทรรศน์ 2569” - มิติหุ้น | ชี้ชัดทุกการลงทุน

Published on 15 ก.ย. 2026

มิติหุ้น – มองเทรนด์ใหม่จาก “KMITL EXPO 2026 – ลาดกระบังนิทรรศน์ 2569” เมื่อคนไทยไม่ได้เพียง “อยากเห็นเทคโนโลยี” แต่ต้องการเข้าใจ–ทดลอง–ใช้จริง พร้อมการเปิดทางผลงานเชื่อมธุรกิจและโอกาสใหม่ของประเทศ

ผู้คนกว่า 124,065 คนที่เข้าร่วม “KMITL EXPO 2026 – ลาดกระบังนิทรรศน์ 2569” ตลอดระยะเวลา 6 วัน นับเป็นหนึ่งในปรากฏการณ์ที่สะท้อนว่า คนไทยกำลังหันมาสนใจวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และนวัตกรรมอย่างจริงจัง โดยไม่ได้ต้องการเพียงชมความล้ำ แต่ต้องการเห็น ทดลอง และเข้าใจว่าเทคโนโลยีจะช่วยเปลี่ยนชีวิต สร้างอาชีพใหม่ และต่อยอดธุรกิจได้อย่างไร

ในวาระครบรอบ 66 ปี สจล. จึงนำ “ลาดกระบังนิทรรศน์” กลับมาอีกครั้งในรอบกว่า 30 ปี พร้อมเปลี่ยนมหาวิทยาลัยให้เป็นพื้นที่ทดลองอนาคต ผ่าน 10 พาวิลเลียน กว่า 100 ผลงานนวัตกรรม และ 140 เวิร์กช็อป ภายใต้แนวคิด “From Lab to Life” เพื่อเชื่อมงานวิจัยกับประชาชน เยาวชน ภาคธุรกิจ และนักลงทุน พร้อมพาองค์ความรู้
ออกจากห้องปฏิบัติการไปสู่การใช้ประโยชน์จริง รวมทั้งยังตอกย้ำเส้นทางของสถาบันการศึกษาที่เติบโตมาพร้อมกับการพัฒนาด้านวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และนวัตกรรมของประเทศไทย การมุ่งสร้างบุคลากรคุณภาพที่ก้าวออกไปเป็นกำลังสำคัญในหลากหลายอุตสาหกรรม ควบคู่กับการขับเคลื่อนงานวิจัยและพัฒนาเทคโนโลยีที่ตอบโจทย์ความเปลี่ยนแปลงของสังคม และการนำองค์ความรู้และศักยภาพของสถาบันมาร่วมขับเคลื่อนการพัฒนาประเทศอย่างต่อเนื่อง

KMITL EXPO 2026 เปิดพื้นที่ให้คนทุกกลุ่มได้สัมผัสนวัตกรรมผ่านประสบการณ์จริง

รองศาสตราจารย์ ดร.คมสัน มาลีสี อธิการบดี สถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบัง (สจล.) กล่าวว่า การจัดงาน KMITL EXPO 2026 ในปีนี้ สะท้อนความตั้งใจของ สจล. ที่ต้องการยกระดับงานให้เป็น “National Innovation Experience Platform” หรือพื้นที่ที่เปิดโอกาสให้ผู้คนหลากหลายกลุ่มได้เข้ามาเห็น สัมผัส และเรียนรู้นวัตกรรมผ่านประสบการณ์จริง พร้อมมองเห็นว่าองค์ความรู้และเทคโนโลยีสามารถนำไปต่อยอดและสร้างประโยชน์ให้กับชีวิตและสังคมได้ จากผลงานวิจัย เทคโนโลยี และนวัตกรรมกว่า 400 ผลงาน ครอบคลุมตั้งแต่ปัญญาประดิษฐ์ เซมิคอนดักเตอร์ เทคโนโลยีอวกาศ พลังงาน สุขภาพและการแพทย์ อาหาร ไปจนถึงสิ่งแวดล้อม พร้อมกิจกรรมเวิร์กช็อปกว่า 140 กิจกรรม ที่เปิดโอกาสให้ผู้ร่วมงานได้ลงมือทดลอง เรียนรู้ และสัมผัสการทำงานของเทคโนโลยีอย่างใกล้ชิด

ขณะเดียวกัน กิจกรรม KMITL Open House จาก 14 คณะ 3 วิทยาลัย และ 1 วิทยาเขต ยังเปิดโอกาสให้เยาวชนและครอบครัวได้เข้ามาทำความรู้จักหลักสูตร สาขาวิชา ห้องปฏิบัติการ รวมถึงเส้นทางการเรียนและอาชีพในอนาคต การรวมทั้งพื้นที่จัดแสดงนวัตกรรม พื้นที่ทดลองเรียนรู้ และพื้นที่เปิดบ้านไว้ภายในงานเดียวกัน จึงทำให้ KMITL EXPO 2026 สามารถเชื่อมผู้คนต่างวัยและต่างความสนใจให้เข้ามามีประสบการณ์ร่วมกับนวัตกรรมในหลากหลายมิติ ตั้งแต่เยาวชนที่กำลังค้นหาเส้นทางการศึกษาของตนเอง นักวิจัยที่ต้องการนำเสนอองค์ความรู้ ไปจนถึงผู้ประกอบการและภาคอุตสาหกรรมที่กำลังมองหาเทคโนโลยีและโอกาสใหม่ ๆ ในการต่อยอด เพื่อให้นวัตกรรมไม่หยุดอยู่เพียงในรั้วมหาวิทยาลัย แต่สามารถก้าวออกไปสร้างคุณค่า และเป็นส่วนหนึ่งของการขับเคลื่อนอนาคตประเทศได้อย่างแท้จริง

3 บทเรียนจาก KMITL EXPO 2026 สู่โจทย์อนาคตนวัตกรรมไทย

นอกเหนือจากจำนวนผู้เข้าร่วมงานกว่า 124,065 คน ตลอดระยะเวลา 6 วัน KMITL EXPO 2026
ยังเปรียบเสมือนพื้นที่ทดลองขนาดใหญ่ที่ทำให้เห็นทั้งความสนใจของประชาชน ความต้องการของภาคธุรกิจ และช่องว่างของระบบนวัตกรรมไทย โดยมี 3 บทเรียนสำคัญต่อการพัฒนานวัตกรรมของประเทศ ได้แก่

  • บทเรียนที่ 1: นวัตกรรมจะมีคุณค่า เมื่อคนทั่วไป “เข้าใจ–เข้าถึง–ทดลองได้”
    เทคโนโลยีที่ก้าวหน้าเพียงอย่างเดียวอาจยังไม่เพียงพอ หากประชาชนไม่เข้าใจว่าเทคโนโลยีนั้นเกี่ยวข้องกับชีวิตหรือช่วยแก้ปัญหาให้พวกเขาได้อย่างไร การเปิดพื้นที่ให้ผู้ร่วมงานได้ทดลองใช้ ลงมือปฏิบัติผ่านเวิร์กช็อป และพูดคุยกับนักวิจัยโดยตรง ช่วยลดระยะห่างระหว่างผู้สร้างนวัตกรรมกับผู้ใช้จริง พร้อมเปลี่ยนองค์ความรู้ที่เคยดูซับซ้อนหรือไกลตัว ให้กลายเป็นประสบการณ์ที่จับต้องและมองเห็นประโยชน์ได้ชัดเจนขึ้น บทเรียนสำคัญจึงไม่ใช่เพียงการสร้างเทคโนโลยีให้ “ล้ำ” แต่ต้องออกแบบวิธีสื่อสารและประสบการณ์ให้คนรู้สึกว่าเทคโนโลยีนั้น “ใกล้” กับชีวิตของตนเองด้วย
  • บทเรียนที่ 2: การสร้างกำลังคนแห่งอนาคต ต้องเริ่มก่อนที่มหาวิทยาลัย
    การแข่งขันด้านเทคโนโลยีของประเทศไม่สามารถรอให้เยาวชนเข้ามหาวิทยาลัยแล้วจึงเริ่มสร้างทักษะได้ แต่ต้องเริ่มจากการเปิดโอกาสให้พวกเขาได้เห็น ทดลอง และค้นพบความสนใจของตนเองตั้งแต่วัยเรียน การได้สัมผัสห้องปฏิบัติการ เรียนรู้จากนักวิจัย และเห็นเส้นทางอาชีพที่เชื่อมโยงกับ AI เซมิคอนดักเตอร์ อวกาศ พลังงาน สุขภาพ และสิ่งแวดล้อม ช่วยเปลี่ยนเทคโนโลยีจากเรื่องในตำราให้กลายเป็นภาพอนาคตที่เยาวชนมองเห็นตัวเองอยู่ในนั้น บทบาทของมหาวิทยาลัยจึงไม่ควรเริ่มต้นในวันที่รับนักศึกษาเข้าเรียน แต่ต้องเป็นประตูบานแรกที่จุดประกายความสนใจ และช่วยเตรียมคนรุ่นใหม่เข้าสู่อุตสาหกรรมแห่งอนาคตได้เร็วขึ้น
  • บทเรียนที่ 3: คอขวดของงานวิจัยไทยไม่ใช่การไม่มีไอเดีย แต่คือการขาด “เส้นทางไปสู่การใช้จริง”
    ผลงานกว่า 400 ผลงานภายในงานสะท้อนว่าประเทศไทยมีทั้งนักวิจัย องค์ความรู้ และเทคโนโลยีที่มีศักยภาพ แต่ความท้าทายสำคัญคือการเชื่อมงานเหล่านั้นเข้ากับผู้ใช้จริง โจทย์ของภาคอุตสาหกรรม เงินทุน พื้นที่ทดลอง และตลาด งานวิจัยจึงไม่ควรถูกวัดความสำเร็จเพียงเมื่อพัฒนาเป็นต้นแบบได้ แต่ต้องพิจารณาว่าสามารถ
    ช่วยลดต้นทุน เพิ่มประสิทธิภาพ สร้างธุรกิจใหม่ หรือยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชนได้หรือไม่ การนำพื้นที่จัดแสดงนวัตกรรมและ Business Matching มาอยู่ภายในงานเดียวกัน จึงเป็นกลไกที่ช่วยให้นักวิจัยได้พบเจ้าของปัญหา และทำให้ภาคธุรกิจเข้าถึงเทคโนโลยีที่พร้อมนำไปพัฒนาต่อได้ง่ายขึ้น

ทั้ง 3 บทเรียนสะท้อนว่า การขับเคลื่อนประเทศด้วยนวัตกรรมไม่สามารถเกิดขึ้นจากมหาวิทยาลัย ภาครัฐ ภาคธุรกิจ หรือนักลงทุนเพียงฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง แต่ต้องมีพื้นที่กลางที่ทำให้ “คน–ความรู้–เทคโนโลยี–เงินทุน–ตลาด” เข้ามาเชื่อมต่อกันอย่างเป็นระบบ KMITL EXPO 2026 จึงไม่ได้ทำหน้าที่เป็นเพียงเวทีแสดงความก้าวหน้าของ สจล. แต่ยังเป็นพื้นที่ทดลองแนวทางใหม่ในการพานวัตกรรมออกจากห้องปฏิบัติการ ไปสู่การเรียนรู้ การร่วมพัฒนา และการสร้างผลลัพธ์ที่เกิดขึ้นได้จริงในอนาคต

ผู้ร่วมงานกว่า 1.24 แสนคน ปรากฏการณ์ที่สะท้อนว่าคนไทยหันมาสนใจนวัตกรรมอย่างจริงจัง

จำนวนผู้ร่วมงานกว่า 124,065 คน ตลอดระยะเวลา 6 วันของ KMITL EXPO 2026 ไม่ได้สะท้อนเพียงความสำเร็จด้านการจัดงาน แต่นับเป็นหนึ่งในปรากฏการณ์ที่แสดงให้เห็นว่า คนไทยกำลังหันมาให้ความสนใจวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และนวัตกรรมอย่างจริงจัง โดยเฉพาะความสนใจที่เกิดขึ้นภายใน 10 พาวิลเลียน ซึ่งรวบรวมผลงานกว่า 100 ผลงาน ครอบคลุมตั้งแต่ปัญญาประดิษฐ์ เซมิคอนดักเตอร์ เทคโนโลยีอวกาศ พลังงาน สุขภาพและการแพทย์ อาหาร ไปจนถึงสิ่งแวดล้อม ทำให้เรื่องที่เคยดูซับซ้อนหรือไกลตัว กลายเป็นสิ่งที่ประชาชนสามารถเข้าถึง ทดลอง และมองเห็นความเชื่อมโยงกับชีวิตได้ชัดเจนขึ้น

ความสนใจที่เพิ่มขึ้นนี้มีความหมายมากกว่าการสร้างการรับรู้ เพราะเป็นจุดเริ่มต้นของการสร้าง “สังคมที่พร้อมรับนวัตกรรม” เมื่อเยาวชนได้เห็นเส้นทางการเรียนและอาชีพใหม่ ประชาชนเข้าใจประโยชน์ของเทคโนโลยีมากขึ้น ขณะที่ผู้ประกอบการมองเห็นโอกาสนำงานวิจัยไปแก้ปัญหา เพิ่มประสิทธิภาพ และสร้างมูลค่าให้กับธุรกิจ ย่อมช่วยขยายฐาน ทั้งผู้สร้าง ผู้ใช้ และผู้สนับสนุนนวัตกรรมของประเทศให้เติบโตไปพร้อมกัน

หากความสนใจเหล่านี้ได้รับการต่อยอดอย่างต่อเนื่อง ตั้งแต่การพัฒนาทักษะ การเปิดพื้นที่ทดลองใช้ ไปจนถึงการเชื่อมงานวิจัยเข้ากับภาคธุรกิจ เงินทุน และตลาด ก็จะช่วยเร่งให้นวัตกรรมไทยก้าวออกจากห้องปฏิบัติการไปสู่การใช้ประโยชน์จริง พร้อมเปลี่ยนความตื่นตัวของประชาชนในวันนี้ให้กลายเป็นกำลังสำคัญในการพัฒนาบุคลากร สร้างธุรกิจใหม่ และเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศไทยในอนาคต

จาก 400 ผลงาน สู่ 3 ภาพอนาคตที่สถาบันกำลังเข้าไปมีบทบาท

ท่ามกลางผลงานวิจัย เทคโนโลยี และนวัตกรรมกว่า 400 ผลงานที่นำมาจัดแสดงภายใน KMITL EXPO 2026 จุดสำคัญไม่ได้อยู่เพียงจำนวนหรือความล้ำของเทคโนโลยี แต่คือความสามารถของแต่ละผลงานในการตอบคำถามว่า นวัตกรรมเหล่านี้กำลังพยายามแก้ปัญหาอะไร ใครคือผู้ที่จะได้รับประโยชน์ และจะสามารถพัฒนาจากองค์ความรู้ หรือต้นแบบไปสู่การใช้งานจริงได้อย่างไร โดย 3 ผลงานและความร่วมมือสำคัญภายในงาน ช่วยฉายภาพให้เห็นบทบาทของนวัตกรรมไทยในสามมิติ ทั้งการยกระดับขีดความสามารถทางเทคโนโลยี การพัฒนาคุณภาพชีวิต และการตอบโจทย์ความยั่งยืน

  • “Moon Village” เตรียมขีดความสามารถคนไทยรับเศรษฐกิจอวกาศ

“Moon Village” ต้นแบบที่อยู่อาศัยบนดวงจันทร์ ซึ่ง สจล. พัฒนาร่วมกับ Harbin Institute of Technology (HIT) สาธารณรัฐประชาชนจีน เป็นมากกว่าการนำเสนอภาพจินตนาการของการใช้ชีวิตนอกโลก แต่เป็นพื้นที่ศึกษา การออกแบบโครงสร้างพื้นฐาน วัสดุ ระบบวิศวกรรม และสภาพแวดล้อมที่จำเป็นต่อการดำรงชีวิตบนพื้นผิวดวงจันทร์ ภายใต้ข้อจำกัดที่แตกต่างจากโลกอย่างสิ้นเชิง

แม้การอยู่อาศัยบนดวงจันทร์อาจยังดูไกลจากชีวิตประจำวัน แต่กระบวนการพัฒนาเทคโนโลยีอวกาศสามารถต่อยอดองค์ความรู้ไปสู่อุตสาหกรรมอื่นได้ ทั้งวัสดุขั้นสูง ระบบอัตโนมัติ การจัดการพลังงาน การสื่อสาร และการออกแบบโครงสร้างในสภาวะสุดขั้ว ความร่วมมือดังกล่าวจึงมีความหมายต่อการเตรียมบุคลากร นักวิจัย และองค์ความรู้ของไทยให้พร้อมเข้าไปมีบทบาทในเศรษฐกิจอวกาศ ซึ่งกำลังเปิดพื้นที่ทางธุรกิจและเทคโนโลยีใหม่ให้กับหลายประเทศทั่วโลก

  • “Tokai Challenger 2019” จากรถพลังงานแสงอาทิตย์สู่ห้องทดลองการเดินทางสะอาด

ด้านพลังงานและสิ่งแวดล้อม “Tokai Challenger 2019” รถยนต์พลังงานแสงอาทิตย์จากมหาวิทยาลัยโทไก ประเทศญี่ปุ่น แสดงให้เห็นว่าโจทย์ของการเดินทางแห่งอนาคตไม่ได้อยู่เพียงการเปลี่ยนแหล่งพลังงานจากน้ำมันไปสู่พลังงานสะอาด แต่ครอบคลุมตั้งแต่ประสิทธิภาพการใช้พลังงาน น้ำหนักและรูปทรงของยานยนต์ ระบบกักเก็บพลังงาน ไปจนถึงการออกแบบที่ช่วยให้รถสามารถเดินทางได้ไกลขึ้นโดยใช้ทรัพยากรน้อยลง

การนำรถยนต์พลังงานแสงอาทิตย์มาเปิดให้เยาวชน นักศึกษา และประชาชนได้สัมผัสอย่างใกล้ชิด จึงไม่ได้มีคุณค่าในฐานะสิ่งจัดแสดงเท่านั้น แต่ช่วยทำให้แนวคิดเรื่องพลังงานสะอาดและการเดินทางคาร์บอนต่ำกลายเป็นภาพที่เข้าใจได้ง่าย พร้อมเปิดโอกาสให้นักศึกษาและนักวิจัยไทยได้เรียนรู้จากประสบการณ์ของสถาบันต่างประเทศ และนำองค์ความรู้กลับมาต่อยอดสู่การออกแบบระบบพลังงาน หรือเทคโนโลยีการเดินทางที่เหมาะสมกับบริบทของประเทศไทย

  • Longevity Economy เปลี่ยนสังคมอายุยืนจากภาระสู่โอกาสทางสุขภาพและเศรษฐกิจ

ขณะที่ประเทศไทยและอีกหลายประเทศกำลังก้าวเข้าสู่สังคมสูงวัย ความท้าทายไม่ได้อยู่เพียงการทำให้ประชาชนมีอายุยืนขึ้น แต่คือการทำให้ช่วงชีวิตที่ยาวขึ้นมาพร้อมสุขภาพที่ดี ความสามารถในการพึ่งพาตนเอง และคุณภาพชีวิตที่เหมาะสม การจัด LONGEVITY ECONOMIC FORUM 2026 จึงนำประเด็นสุขภาพออกจากกรอบของการรักษาโรค มาสู่การออกแบบระบบเศรษฐกิจ บริการ เทคโนโลยี และบุคลากรที่รองรับสังคมอายุยืนอย่างรอบด้าน

ความร่วมมือระหว่างไทยและอินเดียด้าน Ayurveda, Thai Traditional Medicine and Healthy Longevity ยังช่วยเปิดโอกาสให้องค์ความรู้ด้านการแพทย์ดั้งเดิมของทั้งสองประเทศได้รับการศึกษาและพัฒนาบนฐานของการวิจัยสมัยใหม่ ครอบคลุมตั้งแต่การแลกเปลี่ยนองค์ความรู้ การศึกษา การพัฒนาบุคลากร ไปจนถึงนวัตกรรมสุขภาพ หากสามารถต่อยอดสู่ผลิตภัณฑ์ บริการ หรือแนวทางดูแลสุขภาพที่มีมาตรฐานและหลักฐานรองรับ ความร่วมมือนี้จะไม่เพียงช่วยยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชน แต่ยังสามารถสร้างโอกาสใหม่ให้กับเศรษฐกิจสุขภาพและบริการมูลค่าสูงของประเทศไทยได้ในอนาคต

ทั้งสามกรณีสะท้อนให้เห็นว่า คุณค่าของงานวิจัยไม่ได้วัดจากระดับความซับซ้อนของเทคโนโลยีเพียงอย่างเดียว แต่ต้องพิจารณาจากศักยภาพในการสร้างบุคลากรใหม่ เชื่อมโยงความร่วมมือ และนำองค์ความรู้ไปพัฒนาต่อ เพื่อแก้โจทย์ของโลกจริง ตั้งแต่การแข่งขันในอุตสาหกรรมอวกาศ การเปลี่ยนผ่านสู่พลังงานสะอาด ไปจนถึงการเตรียมประเทศรับมือกับสังคมอายุยืน ซึ่งเป็นโจทย์ที่ประเทศไทยต้องเริ่มลงทุนและลงมือพัฒนาตั้งแต่วันนี้

Business Matching เชื่อมงานวิจัยกับโจทย์ธุรกิจและโอกาสลงทุน

นอกจากการจัดแสดงผลงานและเปิดพื้นที่ให้ประชาชนได้เข้าถึงนวัตกรรมแล้ว KMITL EXPO 2026 ยังให้ความสำคัญกับการต่อยอดงานวิจัยไปสู่การใช้งานจริงและเชิงพาณิชย์ ผ่านกิจกรรม Business Matching ที่เปิดโอกาสให้นักวิจัย เจ้าของเทคโนโลยี ผู้ประกอบการ ภาคอุตสาหกรรม นักลงทุน และหน่วยงานที่สนใจเทคโนโลยี ได้เข้ามาพูดคุยและมองหาความเป็นไปได้ในการพัฒนาความร่วมมือร่วมกัน โดยกิจกรรมได้รับความสนใจจาก 5 องค์กรชั้นนำของไทย ได้แก่ สมาพันธ์เอสเอ็มอีไทย สถาบันการแพทย์ฉุกเฉินแห่งชาติ บริษัท วู่หลิง ไทยแลนด์ จำกัด บริษัท โอ๊คลิน (ประเทศไทย) จำกัด และบริษัท เอส.ดับบลิว.เค อินดัสเทรียล จำกัด ร่วมเจรจาธุรกิจกับ สจล. และมีมูลค่าการจับคู่ทางธุรกิจและโอกาสการลงทุนรวมกว่า 1,000 ล้านบาท ครอบคลุมกลุ่มอุตสาหกรรมยานยนต์ฟ้า อุตสาหกรรมการจัดการพลังงาน และอุตสาหกรรมการจัดการขยะรีไซเคิล ถือเป็นอีกกลไกที่ช่วยให้งานวิจัยของมหาวิทยาลัยเข้าใกล้ภาคธุรกิจมากขึ้น และช่วยเพิ่มโอกาสให้เทคโนโลยีต้นแบบถูกพัฒนาต่อเป็นผลิตภัณฑ์ บริการ หรือธุรกิจใหม่ที่สามารถนำไปใช้ในตลาดได้จริง

ความสำเร็จของ KMITL EXPO 2026 จึงเป็นอีกหนึ่งหมุดหมายสำคัญในช่วงครบรอบ 66 ปีของ สจล. และเป็นภาพสะท้อนของทิศทางที่มหาวิทยาลัยจะเดินหน้าต่อในอนาคต ท่ามกลางการแข่งขันด้านเทคโนโลยีที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว ประเทศไทยจำเป็นต้องมีทั้งบุคลากรที่มีทักษะสูง งานวิจัยที่ตอบโจทย์จริง และระบบที่ช่วยให้นวัตกรรมสามารถพัฒนาต่อได้อย่างต่อเนื่อง สจล. จึงตั้งเป้าขยายบทบาทของมหาวิทยาลัยให้เป็นพื้นที่ที่เชื่อมการศึกษา งานวิจัย ภาคอุตสาหกรรม การลงทุน และความร่วมมือระดับนานาชาติให้ใกล้กันมากขึ้น พร้อมผลักดันผลงานของนักวิจัยไทยให้มีโอกาสถูกนำไปใช้จริง สร้างธุรกิจใหม่ เพิ่มมูลค่าให้กับภาคเศรษฐกิจ และช่วยยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชน เพื่อให้องค์ความรู้และนวัตกรรมเป็นหนึ่งในรากฐานสำคัญของการขับเคลื่อนประเทศไทยไปสู่เศรษฐกิจมูลค่าสูงอย่างยั่งยืน

ติดตามช่องทางมิติหุ้นเพื่อรับข่าวสารตลาดทุนได้ตามลิงค์ด้านล่าง

Web : https://www.mitihoon.com/
Facebook : https://www.facebook.com/mitihoon
Youtube : https://www.youtube.com/@mitihoonofficial7770
Tiktok : www.tiktok.com/@mitihoon