KTB สินเชื่อ-ค่าฟีพุ่ง ตั้งสำรองลด หนุนกำไร Q2 โต 9% ทะลุ 1.2 หมื่นล้าน

Published on 21 ก.ค. 2026

ธนาคารกรุงไทย จำกัด (มหาชน) หรือ KTB รายงานผลการดำเนินงานไรมาส 2/2569 และงวด 6 เดือน สิ้นสุดวันที่ 30 มิถุนายน 2569 มีกำไรสุทธิดังนี้

สำหรับผลการดำเนินงานไตรมาส 2/2569 ธนาคารมีกำไรสุทธิ 12,125.22 ล้านบาท เพิ่มขึ้นร้อยละ 9.02 เมื่อเทียบกับงวดเดียวกันของปีก่อนที่มีกำไรสุทธิ 11,122.00 ล้านบาท สะท้อนการเติบโตอย่างมีคุณภาพภายใต้การบริหารคุณภาพสินทรัพย์อย่างรอบคอบ แม้เศรษฐกิจไทยและเศรษฐกิจโลกยังเผชิญความท้าทาย โดยสินเชื่อรวมขยายตัวร้อยละ 5.1 จากช่วงเดียวกันของปีก่อน ได้รับแรงหนุนจากสินเชื่อรายย่อย สินเชื่อธุรกิจขนาดใหญ่ และสินเชื่อภาครัฐ

อย่างไรก็ตาม รายได้ดอกเบี้ยสุทธิลดลงร้อยละ 13.5 ตามทิศทางอัตราดอกเบี้ยขาลงและการปรับลดอัตราดอกเบี้ยผ่านมาตรการเชิงรุกเพื่อช่วยเหลือลูกค้า ควบคู่กับการบริหารต้นทุนทางการเงินอย่างมีประสิทธิภาพ ส่งผลให้อัตราผลตอบแทนสุทธิต่อสินทรัพย์ที่ก่อให้เกิดรายได้ (NIM) อยู่ที่ร้อยละ 2.45 ขณะที่ธนาคารยังคงเพิ่มสัดส่วนรายได้ที่ไม่ใช่ดอกเบี้ยเพื่อสร้างความยั่งยืนของรายได้ โดยรายได้ค่าธรรมเนียมและบริการสุทธิเพิ่มขึ้นร้อยละ 10.3 จากการเติบโตของธุรกิจ Wealth Management ซึ่งขับเคลื่อนผ่าน 3 กลยุทธ์หลัก ได้แก่ Digital, Product Innovation และ Distribution รวมถึงรายได้จากธุรกิจตลาดเงินและตลาดทุนที่เพิ่มขึ้นตามภาวะตลาด

ด้านการบริหารต้นทุน ธนาคารยังคงควบคุมค่าใช้จ่ายอย่างมีประสิทธิภาพ ส่งผลให้อัตราส่วนค่าใช้จ่ายต่อรายได้ (Cost to Income Ratio) ลดลงมาอยู่ที่ร้อยละ 38.9 จากร้อยละ 42.3 ในช่วงเดียวกันของปีก่อน จากการเพิ่มประสิทธิภาพการดำเนินงานและการลดค่าใช้จ่ายในการบริหารทรัพย์สินรอการขาย ขณะเดียวกัน ธนาคารยังเดินหน้าลงทุนด้านเทคโนโลยีและดิจิทัลอย่างต่อเนื่อง เพื่อยกระดับขีดความสามารถในการแข่งขันและรองรับการเติบโตในระยะยาว

ด้านคุณภาพสินทรัพย์ยังคงอยู่ในระดับแข็งแกร่ง โดยมีอัตราส่วนสินเชื่อด้อยคุณภาพ (NPL Ratio) อยู่ที่ร้อยละ 2.92 อัตราผลขาดทุนด้านเครดิตที่คาดว่าจะเกิดขึ้นต่อสินเชื่อ (Credit Cost) อยู่ที่ร้อยละ 0.95 และรักษาอัตราส่วนค่าเผื่อผลขาดทุนด้านเครดิตต่อสินเชื่อด้อยคุณภาพ (Coverage Ratio) ในระดับสูงที่ร้อยละ 205.2 เพื่อรองรับความไม่แน่นอนของภาวะเศรษฐกิจ

สำหรับไตรมาส 2/2569 ธนาคารมีรายได้ค่าธรรมเนียมและบริการสุทธิ 6,144 ล้านบาท เพิ่มขึ้นร้อยละ 10.3 จากช่วงเดียวกันของปีก่อน โดยมีธุรกิจ Wealth Management เป็นแรงขับเคลื่อนหลัก ขณะที่รายได้จากการดำเนินงานอื่นอยู่ที่ 8,075 ล้านบาท เพิ่มขึ้นร้อยละ 4.8 จากการเติบโตของธุรกิจตลาดเงินและตลาดทุน รวมถึงรายได้เงินปันผล

ในส่วนของค่าใช้จ่ายจากการดำเนินงาน ธนาคารสามารถลดลงได้ร้อยละ 14.1 จากการเพิ่มประสิทธิภาพการดำเนินงานและการลดค่าใช้จ่ายในการบริหารทรัพย์สินรอการขาย ส่งผลให้ Cost to Income Ratio ลดลงเหลือร้อยละ 38.9 จากร้อยละ 42.3 ในไตรมาส 2/2568

ทั้งนี้ ธนาคารตั้งผลขาดทุนด้านเครดิตที่คาดว่าจะเกิดขึ้นจำนวน 6,620 ล้านบาท ลดลง 19.6% จากช่วงเดียวของปีก่อน 8,239 ล้านบาท  คิดเป็น Credit Cost ร้อยละ 0.95 สอดคล้องกับคุณภาพสินทรัพย์ที่อยู่ในระดับแข็งแกร่ง พร้อมรักษา Coverage Ratio ที่ร้อยละ 205.2 และติดตามสถานการณ์เศรษฐกิจอย่างใกล้ชิดเพื่อบริหารความเสี่ยงอย่างรอบคอบ

สำหรับผลการดำเนินงานงวด 6 เดือนแรกของปี 2569 ธนาคารมีกำไรสุทธิ 24,562.40 ล้านบาท เพิ่มขึ้นร้อยละ 7.56 เมื่อเทียบกับงวดเดียวกันของปีก่อนที่มีกำไรสุทธิ 22,835.70 ล้านบาท แม้ว่ารายได้ดอกเบี้ยสุทธิลดลงร้อยละ 14.7 ตามทิศทางอัตราดอกเบี้ยขาลงและมาตรการช่วยเหลือลูกค้า แต่รายได้ที่ไม่ใช่ดอกเบี้ยยังเติบโตอย่างต่อเนื่อง จากธุรกิจ Wealth Management ธุรกิจตลาดเงินและตลาดทุน การรับรู้กำไรจากการปรับมูลค่ายุติธรรมของเงินลงทุนในกลุ่ม Transportation รวมถึงรายได้จากหนี้สูญรับคืนผ่านการบริหารจัดการ Recovery Engine

ธนาคารยังสามารถบริหารค่าใช้จ่ายได้อย่างมีประสิทธิภาพ ส่งผลให้อัตราส่วน Cost to Income Ratio อยู่ที่ร้อยละ 38.9 ลดลงจากร้อยละ 41.3 ขณะที่ตั้งผลขาดทุนด้านเครดิตที่คาดว่าจะเกิดขึ้นในระดับเหมาะสม โดยมี Credit Cost อยู่ที่ร้อยละ 1.05 สอดคล้องกับคุณภาพสินทรัพย์ที่ปรับตัวดีขึ้น

นอกจากนี้ รายได้ค่าธรรมเนียมและบริการสุทธิในช่วงครึ่งปีแรกอยู่ที่ 12,342 ล้านบาท เพิ่มขึ้นร้อยละ 12.1 จากการเติบโตของธุรกิจ Wealth Management และค่าธรรมเนียมบัตรเครดิต ส่วนรายได้จากการดำเนินงานอื่นอยู่ที่ 17,911 ล้านบาท เพิ่มขึ้นร้อยละ 21.8 จากธุรกิจตลาดเงินและตลาดทุน การรับรู้กำไรจากการปรับมูลค่ายุติธรรมของเงินลงทุนในกลุ่ม Transportation รายได้เงินปันผล และรายได้จากหนี้สูญรับคืนจากการบริหารสินทรัพย์ด้อยคุณภาพ (NPL) และทรัพย์สินรอการขาย

สำหรับผลขาดทุนด้านเครดิตที่คาดว่าจะเกิดขึ้นในช่วงครึ่งปีแรก ธนาคารและบริษัทย่อยตั้งสำรองจำนวน 14,426 ล้านบาท ลดลงร้อยละ 12.4 จากช่วงเดียวกันของปีก่อน 16,463 ล้านบาท โดยยังคงพิจารณาปัจจัยแวดล้อมในการดำเนินธุรกิจอย่างรอบคอบ พร้อมรักษาอัตราส่วน Coverage Ratio อยู่ที่ร้อยละ 205.2