KTC เติมธุรกิจทวงหนี้.!

Published on 31 ส.ค. 2026

หลังจากหุ้นบัตรรูดปรื๊ด บริษัท บัตรกรุงไทย จำกัด (มหาชน) หรือ KTC ก้าวผ่านมรสุมชีวิตจากกรณีผู้ถือหุ้นใหญ่บางราย ซึ่งมีสัดส่วนการถือหุ้นเยอะ ถูก “ฟอร์ซเซล” หรือบังคับขายหุ้นเกินกว่าครึ่งที่มีในพอร์ต จนทำให้หุ้น KTC ดิ่งนรก…เสียทรงหุ้นไปเมื่อช่วงกลางปีที่แล้ว ซึ่งคงไม่ต้องบอกนะว่า ผู้ถือหุ้นรายนั้นเป็นไผ..?? รู้ ๆ กันอยู่ทนโท่

มาวันนี้ชีวิตฟ้าหลังฝนของ KTC ดูสดใสซาบซ่าขึ้นเยอะ…สะท้อนได้จากผลประกอบการที่เติบโตต่อเนื่อง อย่างงบไตรมาสแรกปี 2569 โชว์กำไรสุทธิ 2,171 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 16.7% จากช่วงเดียวกันของปีก่อนที่มีกำไรสุทธิ 1,860 ล้านบาท ตามด้วยงบไตรมาส 2/2569 ที่ฟาดกำไรสุทธิไป 2,225 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 17.4% จากช่วงเดียวกันของปีก่อนที่มีกำไรสุทธิ 1,894 ล้านบาท 

ส่งผลให้งวดครึ่งปีแรกตุนกำไรสุทธิไว้แล้ว 4,396 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 17.07% จากช่วงเดียวกันของปีก่อนที่มีกำไรสุทธิ 3,755 ล้านบาท…

งั้นถ้าไม่สะดุดขาตัวเอง ปีนี้จะเป็นอีกปีที่เห็นกำไร KTC เติบโตโดดเด่นนะออเจ้า..!!

ล่าสุด KTC ยังเดินหน้าสร้างการเติบโตต่อเนื่อง ด้วยการทุ่มงบ 295 ล้านบาท เข้าเทกโอเวอร์บริษัท วินเพอร์ฟอร์มานซ์ จำกัด (WIN) ซึ่งประกอบธุรกิจติดตามทวงหนี้ รวมถึงดำเนินงานด้านกฎหมาย และบริการสนับสนุนที่เกี่ยวข้อง เพื่อสนับสนุนแผนกลยุทธ์ในการบริหารต้นทุนการดำเนินงาน และสร้างรายได้ผ่านความร่วมมือเชิงกลยุทธ์ของเคทีซี และบริษัทในกลุ่มธุรกิจทางการเงินของธนาคารกรุงไทย (KTB)

แน่นอนว่า การได้ WIN เข้ามาอยู่ในพอร์ตจะทำให้ KTC มีรายได้เพิ่มขึ้นมาอีกขาจากธุรกิจติดตามทวงหนี้..!! 

ซึ่งถ้าไปส่องผลงานของ WIN ในช่วงที่ผ่านมาถือว่าไม่ธรรมดา เป็นบริษัทที่เก็บเกี่ยวกำไรมาโดยตลอด…อย่างปี 2564 มีรายได้รวม 293 ล้านบาท กำไรสุทธิ 54 ล้านบาท ถัดมาปี 2565 มีรายได้รวม 300 ล้านบาท กำไรสุทธิ 78 ล้านบาท ส่วนปี 2566 มีรายได้รวม 336 ล้านบาท กำไรสุทธิ 94 ล้านบาท ปี 2567 มีรายได้รวม 355 ล้านบาท กำไรสุทธิ 92 ล้านบาท และปี 2568 มีรายได้รวม 377 ล้านบาท กำไรสุทธิ 98 ล้านบาท 

แล้วอย่างที่รู้ ๆ กัน ธุรกิจติดตามทวงหนี้มีอัตรากำไรสุทธิค่อนข้างสูง โดย WIN ทำได้เฉลี่ยสูงกว่า 25% เลยทีเดียว…

เป็นบริษัทที่ดีเว่อร์อย่างนี้…แต่ไหงเจ้าของเดิมกลับขายทิ้งซะงั้น..?? บ่เข้าใจ๋ ๆ

โอเค…แม้รายได้และกำไรของ WIN ยังน้อยนิดเมื่อเทียบกับพอร์ตรายได้ระดับหมื่นล้านบาท และกำไรหลักหลายพันล้านบาทของ KTC แต่อย่าลืมว่าธุรกิจติดตามทวงหนี้มีโอกาสเติบโตได้อีกมาก แล้วการมาเป็นบริษัทย่อยของ KTC และเป็นบริษัทในกลุ่มธุรกิจการเงินของธนาคารกรุงไทย…จะทำให้ WIN มีโอกาสในการเข้าถึงหนี้เสียทั้งหมดของกลุ่มนี้ (KTC และธนาคารกรุงไทย จากเดิมมีการขายหนี้ให้กับคนนอกไปบริหารจัดการ ต่อไปก็ให้ WIN รับหน้าที่ติดตามทวงหนี้ไป)

WIN ก็มีโอกาสสร้างรายได้และกำไรมากขึ้น…สุดท้ายก็จะย้อนกลับคืนสู่ KTC ในฐานะผู้ถือหุ้นของ WIN และไปสู่ธนาคารกรุงไทย ซึ่งอยู่บนสุดของห่วงโซ่ ในฐานะผู้ถือหุ้นใหญ่ KTC นั่นเอง…

ขณะเดียวกัน ก็จะทำให้ KTC จากเดิมเป็นแค่คนทำธุรกิจบัตรเครดิตและปล่อยสินเชื่อ ต่อไปก็จะมีสถานะทั้งปล่อยทั้งทวง (ทวงหนี้) นั่นเอง..!!

แต่เอ๊ะ…พอ KTC ซึ่งเป็นลูกของธนาคารกรุงไทยไปซื้อธุรกิจติดตามทวงหนี้มาอย่างนี้ มันทำให้อดต่อจิ๊กซอว์ไม่ได้ว่า หรือนี่จะเป็นแผนในการ “ปราบนักบิด” ที่ไม่ใช่นักซิ่ง…แต่เป็นกลุ่มที่กู้แล้วพร้อมบิด (ไม่จ่ายหนี้) ของธนาคารคลิกซ์ (CLICX) หรือธนาคารไร้สาขารายแรกของไทย ที่ชักชวนกันเบี้ยวหนี้จนเกิดเป็นกระแสในโลกออนไลน์ก่อนหน้านี้อ๊ะป่าว..?? 

เดาว่าหาก CLICX มีหนี้เสีย…ก็ไม่แคล้วโยนให้ WIN ไปจัดการติดตามทวงหนี้แหละ…

คงจำกันได้เนอะว่า ธนาคารกรุงไทยถือหุ้นใน CLICX ตั้ง 41% เพราะงั้นเค้าไม่ปล่อยให้นักบิดลอยนวลหรอก…เชื่อขนมกินได้เลย

แหม๊…เห็นอย่างนี้ รู้สึกเสียวสันหลังแทนนักบิด CLICX เสียแล้วสิ..!!

ใครที่คิดจะลองของเป็นนักบิด…คิดผิดคิดใหม่ได้นะเจ้าคะ..!?

เดี๋ยวจะหาว่าไม่เตือน…

…อิ อิ อิ…