- หน้าหลัก
- หุ้น
- Cryptocurrency
นักสืบคริปโตแฝงตัวเปิดโปงจีน!! ฟอกเงินคริปโตพันล้านให้ Lazarus แฮกเกอร์เกาหลีเหนือ
เผยแพร่: 6 ต.ค. 2569 21:43 ปรับปรุง: 6 ต.ค. 2569 21:43 โดย: ผู้จัดการออนไลน์
นักสืบบล็อกเชนชื่อดัง แซคเอ็กซ์บีที (ZachXBT) เปิดโปงขบวนการอาชญากรรมข้ามชาติครั้งใหญ่ด้วยการแฝงตัวเข้าสืบสวนเครือข่ายฟอกเงินชาวจีนที่อยู่เบื้องหลังการฟอกเงินคริปโทเคอร์เรนซีมูลค่ากว่า 1 พันล้านดอลลาร์ให้กับกลุ่มแฮกเกอร์เกาหลีเหนือ Lazarus Group ข้อมูลเชิงลึกนี้ชี้ให้เห็นถึงกลยุทธ์การฟอกเงินที่สลับซับซ้อนผ่านฮ่องกงและจีนแผ่นดินใหญ่ โดยเชื่อมโยงกับการโจรกรรมบนแพลตฟอร์ม Bybit มูลค่า 1.5 พันล้านดอลลาร์ ตลอดจนการแฮกครั้งใหญ่ในระบบนิเวศคริปโตอีกหลายเหตุการณ์ สะท้อนภาพภัยคุกคามร้ายแรงต่อระบบการเงินยุคใหม่ที่หน่วยงานกำกับดูแลทั่วโลกต้องเร่งรับมืออย่างเด็ดขาด
อาชญากรรมทางไซเบอร์ที่เกี่ยวพันกับสินทรัพย์ดิจิทัลกำลังยกระดับความซับซ้อนขึ้นไปอีกขั้น ล่าสุดบนแพลตฟอร์ม X เมื่อวันที่ 5 ตุลาคม 2569 นักสืบบล็อกเชนผู้ใช้นามแฝงว่า แซคเอ็กซ์บีที (ZachXBT) ได้ตีแผ่ปฏิบัติการล้วงลับที่สะเทือนวงการคริปโทเคอร์เรนซีระดับโลก การสืบสวนครั้งนี้เริ่มต้นขึ้นในเดือนกุมภาพันธ์ 2568 เพียงไม่กี่วันหลังจากเกิดเหตุการณ์ช็อกวงการอย่างการแฮก Bybit ซึ่งสร้างความเสียหายทะลุ 1.5 พันล้านดอลลาร์ เพื่อเจาะลึกถึงรากเหง้าของขบวนการดังกล่าว นักสืบรายนี้ได้ตัดสินใจแฝงตัวเป็นลูกค้าที่ต้องการใช้บริการฟอกเงิน
กลยุทธ์การเข้าถึงแกนนำเครือข่ายอาศัยความแนบเนียนอย่างมาก โดยแซคเอ็กซ์บีที (ZachXBT) ได้วางเงินทุนในรูปแบบสเตเบิลคอยน์ (Stablecoin) มูลค่า 349,700 ดอลลาร์ ควบคู่กับการยอมขาดทุน 5 เปอร์เซ็นต์ในทุกคำสั่งซื้อขาย อันเป็นผลมาจากการสร้างความไว้วางใจกับหนึ่งในผู้ควบคุมเครือข่ายที่ใช้ชื่อว่า จิมมี กรีน (Jimmy Green) ส่งผลให้เขาสามารถแทรกซึมเข้าสู่แกนกลางของปฏิบัติการที่ครอบคลุมพื้นที่ทั้งในฮ่องกงและจีนแผ่นดินใหญ่
สิ่งที่น่าจับตาคือข้อมูลเบาะแสที่ได้รับจากผู้ฟอกเงินรายนี้ นำไปสู่ผลสัมฤทธิ์ที่เป็นรูปธรรม กล่าวคือช่วยให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องสามารถระบุเส้นทางและกลุ่มก้อนของเงินทุนที่เชื่อมโยงกับการโจรกรรม Bybit มูลค่ากว่า 12 ล้านดอลลาร์ เป็นเหตุให้บริษัทผู้ออกเหรียญอย่าง Tether สามารถอายัดเหรียญ USDT ที่เกี่ยวข้องได้ทันควันเป็นมูลค่า 442,000 ดอลลาร์ การเปิดโปงในครั้งนี้จึงนับเป็นกรณีศึกษาที่หาได้ยากยิ่ง ซึ่งช่วยตีแผ่พฤติกรรมของตัวกลางผู้อยู่เบื้องหลังการจัดการทรัพย์สินดิจิทัลที่ถูกปล้นขโมยโดยรัฐบาลเปียงยาง
สืบเนื่องจากรายงานของ Chainalysis ข้อมูลสถิติระบุว่า กลุ่มแฮกเกอร์ที่เชื่อมโยงกับเกาหลีเหนือได้ทำการปล้นสินทรัพย์ดิจิทัลไปแล้วมูลค่าไม่ต่ำกว่า 6.75 พันล้านดอลลาร์นับจนถึงสิ้นปี 2568 กลวิธีในการเคลื่อนย้ายคริปโตที่ถูกขโมยมานั้นมีความซับซ้อนและดำเนินการผ่านหลายขั้นตอน ตัวอย่างเช่นการกระโดดข้ามเครือข่ายบล็อกเชน และการสับเปลี่ยนโทเคนผ่านกระดานเทรดแบบกระจายศูนย์ รวมถึงระบบสะพานข้ามเครือข่าย เพื่ออำพรางเส้นทางการเงินและหลบหนีการติดตาม
ในอีกด้านหนึ่ง ตัวกลางชาวจีนได้กลายเป็นฟันเฟืองสำคัญในกระบวนการฟอกเงินระดับโลกนี้ หากย้อนกลับไปในปี 2563 อัยการสหรัฐอเมริกาได้ตั้งข้อหาชาวจีนสองคนในความผิดฐานฟอกเงินกว่า 100 ล้านดอลลาร์ ซึ่งเป็นเงินที่ถูกแฮกเกอร์เกาหลีเหนือปล้นมาจากกระดานเทรดคริปโตในปี 2561 ต่อมาในปี 2566 สำนักงานควบคุมทรัพย์สินในต่างประเทศของกระทรวงการคลังสหรัฐฯ (OFAC) ได้ประกาศคว่ำบาตรนักเทรดคริปโตสองรายจากฮ่องกงและจีน โทษฐานให้ความช่วยเหลือเกาหลีเหนือในการแปลงสภาพคริปโตที่ขโมยมาและหลบเลี่ยงมาตรการควบคุมทางการเงิน
สถานการณ์ปัจจุบันยิ่งตอกย้ำให้เห็นถึงความเชื่อมโยงที่แน่นแฟ้นขึ้น ล่าสุด แซคเอ็กซ์บีที (ZachXBT) ได้เชื่อมโยงกลุ่มผู้ไม่ประสงค์ดีชาวจีนเข้ากับขบวนการฟอกเงินจากการแฮกแพลตฟอร์ม Bitget มูลค่า 387.5 ล้านดอลลาร์ ซึ่งเพิ่งเกิดขึ้นในเดือนกันยายน 2569 โดยเขาได้ระบุว่า ตัวแทนชาวจีนที่ทำหน้าที่ฟอกเงินให้กับแฮกเกอร์เกาหลีเหนือมีพฤติกรรมอุกอาจถึงขั้นประกาศหาแนวร่วมอย่างเปิดเผยตามเซิร์ฟเวอร์สาธารณะบน Discord และช่องทาง Telegram ที่ควบคุมโดยเครือข่ายบริการที่กลุ่มคนเหล่านี้ใช้งาน
พร้อมกันนี้ หนึ่งในผู้ดำเนินการเครือข่ายดังกล่าวยังพัวพันกับการฟอกเงินในการโจมตีระบบของ Kelp DAO มูลค่า 292 ล้านดอลลาร์เมื่อเดือนเมษายน 2569 อีกด้วย พฤติการณ์อันท้าทายนี้สะท้อนให้เห็นว่า อาชญากรไซเบอร์กำลังใช้ประโยชน์จากช่องโหว่ของเทคโนโลยีบล็อกเชนแบบไร้พรมแดนอย่างเต็มรูปแบบ
โดยภาพรวม ปรากฏการณ์นี้ตอกย้ำให้เห็นว่า แม้เทคโนโลยีบล็อกเชนจะถูกออกแบบมาให้มีความโปร่งใสและสามารถตรวจสอบร่องรอยได้ แต่การทำงานร่วมกันอย่างเป็นระบบขององค์กรอาชญากรรมข้ามชาติ ยังคงเป็นช่องโหว่ขนาดใหญ่ที่บ่อนทำลายเสถียรภาพของตลาดคริปโทเคอร์เรนซี ไม่ว่าจะเป็นเงินสกุลใหญ่อย่างบิทคอยน์ หรือโทเคนทางเลือกอื่นๆ ด้วยเหตุนี้ หน่วยงานกำกับดูแลทั่วโลกจึงต้องยกระดับการสืบสวนและประสานความร่วมมือระหว่างประเทศให้รวดเร็วและเด็ดขาดยิ่งขึ้น ก่อนที่ขุมทรัพย์ดิจิทัลเหล่านี้จะกลายเป็นเส้นเลือดใหญ่หล่อเลี้ยงภัยความมั่นคงระดับโลกอย่างถาวร