- หน้าหลัก
- หุ้น
- Cryptocurrency
Ledger ชี้ยอดเสียหายพุ่ง 3.6 พันล้าน จากอุปกรณ์แอบฝัง LTE ในกระเป๋าคริปโตที่ CryptoBilis ขาย
เผยแพร่: 13 ต.ค. 2569 20:56 ปรับปรุง: 13 ต.ค. 2569 20:56 โดย: ผู้จัดการออนไลน์
Ledger ผู้ผลิตกระเป๋าเงินฮาร์ดแวร์รายใหญ่ ตรวจพบชิ้นส่วนสอดแนมฝังในอุปกรณ์ที่จำหน่ายผ่าน CryptoBilis ตัวแทนจำหน่ายในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ เมื่อวันที่ 13 ตุลาคม พ.ศ. 2569 ขบวนการดังกล่าวส่งผลให้รหัสกู้คืนรั่วไหลผ่านเครือข่ายมือถือ และสร้างความเสียหายแก่นักลงทุนแล้วกว่า 103 ล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือราว 3.6 พันล้านบาท
ทีมวิจัยความปลอดภัย Ledger Donjon เปิดเผยผลการตรวจสอบพบว่า ชิ้นส่วนดัดแปลงดังกล่าวประกอบด้วยไมโครคอนโทรลเลอร์และซิมการ์ดแบบฝังตัว (eSIM) อุปกรณ์นี้ทำหน้าที่ดักอ่านรหัสลับ 24 คำ (Recovery Phrase) โดยตรงจากหน้าจอขณะผู้ใช้เริ่มตั้งค่าเครื่อง จากนั้นระบบจะส่งข้อมูลลับออกไปยังภายนอกผ่านเครือข่าย LTE ทันที แม้ชิปรักษาความปลอดภัยหลักจะไม่ถูกเจาะ แต่รหัสผ่านของนักลงทุนกลับหลุดไปสู่อาชญากรเรียบร้อยแล้ว
จุดเริ่มต้นของความเสียหายเชื่อมโยงกับ CryptoBilis ซึ่งเป็นตัวแทนจำหน่ายที่ได้รับอนุญาตในมาเลเซีย ฟิลิปปินส์ และอินโดนีเซีย โดยสเปกเตอร์ (Specter) นักสืบสวนบนบล็อกเชนประเมินมูลค่าความเสียหายเบื้องต้นไว้ไม่ต่ำกว่า 86 ล้านดอลลาร์ ขณะที่ วายฟาร์มเอ็กซ์ (Yfarmx) ผู้เชี่ยวชาญด้านความปลอดภัยทางไซเบอร์ระบุตัวเลขความเสียหายสุทธิอาจพุ่งแตะ 103 ล้านดอลลาร์
แรงกระเพื่อมดังกล่าวบีบให้ CryptoBilis สั่งระงับการจัดส่งและจำหน่ายกระเป๋าเงินฮาร์ดแวร์ทุกยี่ห้อในภูมิภาค พร้อมประกาศปิดหน้าร้านชั่วคราวเพื่อเร่งตรวจสอบระบบร่วมกับผู้เชี่ยวชาญภายนอก ด้าน Trezor แบรนด์คู่แข่ง ประกาศถอดถอน CryptoBilis ออกจากเครือข่ายตัวแทนจำหน่ายทันทีเพื่อป้องกันความเสี่ยง แม้จะไม่พบปัญหาในตัวสินค้าของตนเอง ส่วน OneKey สั่งยกเลิกสัญญากับตัวแทนจำหน่ายรายนี้เช่นกัน พร้อมเปิดให้ลูกค้านำอุปกรณ์ที่ซื้อระหว่างวันที่ 1 มีนาคม ถึง 12 ตุลาคม พ.ศ. 2569 มาเปลี่ยนเป็นเครื่องใหม่ได้ฟรี
สิ่งที่ต้องจับตาเป็นพิเศษคือ การลุกลามของปัญหาออกนอกภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ภายหลังผู้ใช้งานในยุโรปส่งภาพหลักฐานอุปกรณ์ที่มีชิ้นส่วนดัดแปลงคล้ายกัน โดยอ้างว่าซื้อมาจากห้างค้าปลีก MediaMarkt เหตุการณ์นี้กำลังสะท้อนว่าการโจมตีอาจแทรกซึมลึกในห่วงโซ่อุปทานระดับโลก (Supply Chain Attack) ไม่ใช่เพียงความผิดพลาดของตัวแทนจำหน่ายรายเดี่ยว
ในมิติของโครงสร้างตลาด ปรากฏการณ์นี้สั่นคลอนหัวใจสำคัญของวงการคริปโทเคอร์เรนซีอย่างระบบกักเก็บสินทรัพย์ด้วยตนเอง (Self-Custody) นักลงทุนหลายฝ่ายเริ่มตั้งคำถามต่อความปลอดภัยของอุปกรณ์ทางกายภาพที่อาจถูกดัดแปลงก่อนถึงมือผู้บริโภค ขณะที่ในอีกมุมหนึ่ง วิกฤตศรัทธาต่อฮาร์ดแวร์อาจกลายเป็นตัวเร่งให้นักลงทุนสถาบันและรายย่อยหันไปพึ่งพากองทุนรวมดัชนีบิทคอยน์ (Spot Bitcoin ETF) หรือผู้รับฝากสินทรัพย์ที่อยู่ภายใต้การกำกับดูแลของรัฐ ซึ่งมีเกราะป้องกันความเสี่ยงด้านห่วงโซ่อุปทานที่รัดกุมกว่า