
ตลาดการเงินโลก กำลังเดินหน้าเข้าสู่สภาวะเปราะบางอย่างไม่เคยเป็นมาก่อน เมื่อแรงหนุนจากการเก็งกำไรและการสร้างผลตอบแทนระยะสั้น ขับเคลื่อนด้วยเครื่องมือทางการเงิน ที่เรียกว่า Leverage หรือการใช้เงินกู้ยืมเพื่อขยายขนาดการลงทุน คำเตือนล่าสุดจาก Jamie Dimon ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร JP Morgan ธนาคารยักษ์ใหญ่ระดับโลก จุดประเด็นความวิตกกังวลครั้งใหญ่ หลังเขาออกมา ระบุว่า Margin Debt และการกู้ยืมรูปแบบต่าง ๆ เพิ่มสูงขึ้น จนทำสถิติสูงสุดเป็นประวัติการณ์
ความน่ากลัวของการใช้ Leverage ไม่ได้อยู่แค่สถิติตัวเลข ที่เปิดเผยอย่างเป็นทางการเท่านั้น แต่ปัญหาสมัยใหม่กลับซ่อนตัวอยู่ในมุมมืดที่มองเห็นได้ยาก Jamie Dimon ชี้ว่ายังมี Leverage แฝงอยู่อีกมหาศาล ที่ไม่ได้ถูกเรียกว่ามาร์จินโดยตรง ไม่ว่าจะเป็นสินเชื่อผ่านธุรกิจไพรม์โบรกเกอร์ (Prime Brokerage), การกู้ยืมของกองทุนเฮดจ์ฟันด์, กองทุน ETF ไปจนถึงกลยุทธ์การทำกำไรจากส่วนต่างราคาพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐ (Treasury Arbitrage) เครื่องมือเหล่านี้เปรียบเสมือนสายชนวนที่ซ่อนอยู่ใต้ฐานรากของตลาด หากเกิดความผิดพลาดเพียงจุดเดียว มันพร้อมที่จะขยายผลกระทบให้ลุกลามเป็นวงกว้างอย่างรวดเร็ว
กรณีศึกษาที่เห็นภาพชัดเจนสุดเมื่อไม่นานมานี้คือการล้มลงอย่างรุนแรงของ Situational Awareness กองทุนเฮดจ์ฟันด์ ที่เน้นการลงทุนในเทคโนโลยีและปัญญาประดิษฐ์ (AI) กองทุนดังกล่าววางเดิมพันด้วยการใช้ Leverage สูงเกินขอบเขตในหุ้นกลุ่มเทคโนโลยี แต่เมื่อตลาดเคลื่อนไหวสวนทางความเสียหายจึงขยายตัวอย่างทวีคูณ ส่งผลให้เกิดภาวะ Margin Call หรือการถูกเรียกหลักประกันเพิ่มอย่างกะทันหัน เพื่อเอาชีวิตรอด กองทุนจำเป็นต้องเทขายสินทรัพย์และหุ้นจดทะเบียนออกมามูลค่ามหาศาลเพื่อเพิ่มสภาพคล่อง
ผลกระทบจากเหตุการณ์ดังกล่าว ทำให้สินทรัพย์ภายใต้การบริหาร (AUM) ของ Situational Awareness ร่วงลงจาก 4.5 หมื่นล้านดอลลาร์ เหลือเพียงประมาณ 1 หมื่นล้านดอลลาร์ คิดเป็นการขาดทุนสูญเสียมูลค่ามากถึง 67% ทั้งนี้ JPMorgan เป็นหนึ่งในไพรม์โบรกเกอร์ ที่ให้บริการแก่กองทุนนี้ ปรากฏการณ์ดังกล่าวตอกย้ำให้เห็นว่า แม้จะเป็นกองทุนยักษ์ใหญ่ที่มีเทคโนโลยีล้ำสมัย ไม่อาจต้านทานพลังทำลายล้างของการใช้ Leverage ผิดทางได้
อย่างไรก็ตามคำถามสำคัญคือ สถานการณ์เช่นนี้ จะนำไปสู่วิกฤติการเงินเชิงระบบ (Systemic Risk) เหมือนดังเช่นวิกฤติแฮมเบอร์เกอร์เมื่อปี 2008 หรือไม่? ประเด็นนี้ Jamie Dimon มองว่าความเสี่ยงปัจจุบันยังไม่ถึงขั้นจะก่อให้เกิดหายนะระดับระบบ เนื่องจากโครงสร้างตลาดในปัจจุบัน ยังมีสภาพคล่องและความสามารถการดูดซับแรงกระแทก จากการล้มลงของผู้เล่นรายบุคคลได้ ความแตกต่างสำคัญคือปี 2008 วิกฤตเกิดจากการขาดทุนจริงมหาศาล ในสินเชื่อที่อยู่อาศัย (Subprime) ซึ่งเป็นฐานรากของระบบสถาบันการเงิน ขณะที่ Leverage ปัจจุบันเป็นเรื่องของการเก็งกำไรในสินทรัพย์ราคาแพง
ถึงกระนั้น ความเสี่ยงระดับรอง ก็ไม่ใช่สิ่งที่นักลงทุนจะละเลยได้ เมื่อความผันผวนปรับตัวสูงขึ้น สำนักหักบัญชีและสถาบันการเงินเริ่มปรับเพิ่มเกณฑ์การวางหลักประกัน กระบวนการนี้จะยิ่งบีบให้นักลงทุนที่ใช้ Leverage สูงต้องทยอยตัดขายสินทรัพย์ออกมาเพิ่มเติม เกิดเป็นวงจรอุบาทว์ที่ซ้ำเติมราคาในตลาดให้ดิ่งลงหนักขึ้นไปอีก
นอกจากเรื่อง Leverage แล้ว ตลาดการเงินต้องเผชิญกับปัจจัยกดดันทางโครงสร้างเศรษฐกิจระยะยาว โดยเฉพาะแรงกดดันด้านเงินเฟ้อและอัตราดอกเบี้ยที่ อาจยืนอยู่ระดับสูงยาวนานกว่าที่คาดการณ์ไว้ ปัจจัยหนุนสำคัญมาจากการขาดดุลงบประมาณมหาศาลของรัฐบาลหลายประเทศ การทุ่มงบประมาณลงทุนโครงสร้างพื้นฐาน และการเร่งสะสมกำลังทางทหารและความมั่นคงทั่วโลก ทั้งหมดนี้ล้วนเป็นกิจกรรมที่ต้องใช้เงินทุนมหาศาล และกระตุ้นความต้องการสินค้า และบริการในระบบเศรษฐกิจ
เมื่อเงินเฟ้อมีแนวโน้มจะกลับมารบกวนตลาด ธนาคารกลางทั่วโลก จึงอาจไม่สามารถลดอัตราดอกเบี้ยลงได้อย่างรวดเร็วดังที่นักลงทุนคาดหวัง ส่งผลให้นักลงทุนในตลาดพันธบัตรเริ่มเรียกร้องผลตอบแทน (Yield) ที่สูงขึ้นเพื่อชดเชยความเสี่ยงในการถือครองพันธบัตรระยะยาว การเพิ่มขึ้นของต้นทุนทางการเงินนี้ จะกลายเป็นตัวบั่นทอนบรรยากาศการลงทุนและเป็นบททดสอบครั้งใหญ่ของผู้เล่น ที่ถือครองหนี้จำนวนมาก
คำเตือนของ Jamie Dimon ไม่ใช่เพียงการทำนายโชคชะตาตลาด แต่เป็นข้อเตือนสติให้ผู้ร่วมตลาดทุกคนตระหนักถึงความเสี่ยงที่ซ่อนอยู่ใต้การปรับขึ้นของราคาหุ้น การลงทุนยุคที่ Leverage สูงและต้นทุนเงินกู้สูง ต้องอาศัยความระมัดระวังเป็นพิเศษ วินัยการบริหารจัดการความเสี่ยง สภาพคล่องสำรองและการไม่พึ่งพาหนี้สินจนเกินตัว คือเกราะคุ้มกันเดียวที่จะช่วยให้นักลงทุนรอดพ้นจากแรงกระแทก เมื่อความปั่นป่วนที่จะมาเยือนได้..!
Back to top button