'ภานุพงศ์ ประโมงกิจ' ตัวแทน LGBTQ+ หนึ่งเดียวของอูรักลาโว้ยในสภาชาติพันธุ์ กับภารกิจเพื่อสิทธิของชุมชนราไวย์

Published on 29 ก.ย. 2026

1.

หลังเสียงร้องเพลง ‘รองเง็ง’ ที่ไม่ค่อยคุ้นชินทั้งในจังหวะ ท่วงทำนอง และกระทั่งภาษาเงียบลง เจ้าของเสียงร้องสุดไพเราะนั้นแปลให้ผู้ต่างถิ่นฟัง “เพลงนี้เป็นภาษามลายู แปลว่าคุณดูนกสีขาวนั้นสิ ทำไมมันสวย สวยเหมือนคุณเลยที่นั่งอยู่ตรงหน้าฉัน เป็นเพลงจีบนั่นแหละ” เธอบอก

“ขอบคุณมากนะที่มาคุยกับมิเชล” เธอว่าต่อ

ภานุพงศ์ ประโมงกิจ หรือ ‘มิเชล’ ตัวแทนจากชุมชนราไวย์ จังหวัดภูเก็ต ก้าวเข้ามาเป็นหนึ่งในตัวแทนชาวอูรักลาโว้ยในสภาชาติพันธุ์ พร้อมภารกิจสำคัญคือการทวงคืนสิทธิในที่อยู่อาศัยของชุมชน ที่ที่ดินบางส่วนถูกกว้านซื้อเพื่อพัฒนาเป็นโรงแรม  และการรักษาวัฒนธรรมของบรรพบุรุษ โดยเฉพาะเสียงร้องและท่วงท่าของ ‘รองเง็ง’ ไม่ให้เงียบหายไป

เหล่านี้อาจดูราวกับเป็นคนละเรื่องกัน เรื่องหนึ่งเกี่ยวข้องกับกรรมสิทธิ์และสิทธิในการอยู่อาศัย ขณะที่อีกเรื่องพูดถึงศิลปะการแสดงพื้นบ้าน และพิธีกรรมโบราณที่สืบทอดต่อกันมา แต่สำหรับพี่น้องชาติพันธุ์ ปัญหาเหล่านี้เชื่อมโยงกันอยู่บนฐานเดียวกัน นั่นคือเรื่องของ ‘สิทธิชุมชน’ ที่บุคคลควรได้ดำรงชีวิตตามวิถีและความเชื่อของตัวเองอย่างมีศักดิ์ศรี

นี่เป็นอีกหนึ่งภาพสะท้อนของชาติพันธุ์ทั่วประเทศ ที่กำลังเผชิญหน้าอยู่กับปัญหาเรื่องสิทธิชุมชน เพียงแค่ต่างบริบทกันออกไป สภาคุ้มครองและส่งเสริมวิถีชีวิตกลุ่มชาติพันธุ์แห่งประเทศไทย หรือสภาชาติพันธุ์ จึงเป็นเครื่องมือที่พี่น้องชาติพันธุ์คาดหวังว่าจะสามารถเข้ามาช่วยเป็นพื้นที่ส่งเสียงความยากลำบากของปัญหาเหล่านี้ 

เรื่องราวของมิเชลฉายภาพการต่อสู้ที่ทับซ้อนกันอยู่หลายชั้น นอกจากการรักษาบ้านและพื้นที่ของชุมชน การต่อรองกับข้อจำกัดในการทำกิน ไปจนถึงการประคับประคองวัฒนธรรมพื้นถิ่นไม่ให้เลือนหาย เธอยังเผชิญกับสายตาที่ตั้งคำถามกับตัวตนทางเพศ อันเป็นบาดแผลร่วมที่ใครอีกหลายคนยังต้องแบกไว้ในสังคมทุกวันนี้ 

สำหรับมิเชล การขับร้องรองเง็งท่ามกลางเกลียวคลื่นราไวย์ไม่ใช่เพียงเรื่องของการแสดง แต่คือการเปล่งเสียงของประวัติศาสตร์ที่ยังมีลมหายใจ เสียงที่บรรพบุรุษอูรักลาโว้ยส่งต่อกันมาหลายชั่วอายุคน และเป็นเสียงที่เธอยืนหยัดว่าจะไม่ยอมให้ใครมาลบทิ้งไปจากแผ่นดินเกิด 

ภานุพงศ์ ประโมงกิจ หรือ ‘มิเชล’ ตัวแทนชาติพันธุ์อูรักลาโว้ย จากชุมชนราไวย์ จังหวัดภูเก็ต

ก่อนจะถึงวันที่มิเชลลุกขึ้นเป็นตัวแทนของชุมชน เรื่องราวของคนคนนี้เริ่มจากสิ่งที่มิเชลนิยามว่าเป็น ‘เรื่องเล็กๆ’ นั่นคือเริ่มจากบ้านของยาย และเริ่มจากเพลงที่ยายสอน

“ตอนแรกก็ไม่ได้สนใจ ตอนนั้นจำได้ว่าประมาณ 8 ขวบ ยายจะเรียกมานั่งคุย แกจะพูดภาษามลายู แกก็มาสอนภาษามลายูก่อน” มิเชลย้อนรอยความทรงจำ เด็กน้อยตัวเล็กจ้อยในวันนั้น เมื่อกลับมาจากโรงเรียน มีหน้าที่ตามคำสั่งของแม่คือต้องคอยดูแลยาย การนั่งทำการบ้านไป คอยเฝ้าดูยายไป ทำให้ความรู้ด้านภาษาและท่วงทำนองมลายูซึมซาบเข้ามาโดยไม่รู้ตัว

กระทั่งอายุได้ราว 12 ขวบ มิเชลเริ่มขับร้องรองเง็งได้เป็นเพลง เวลาผ่านไปพร้อมกับสุขภาพของคุณยายที่ร่วงโรยลงตามกาลเวลา ยายมักจะย้ำเตือนคำสั่งเสียเดิมๆ อยู่เสมอ“อย่าทิ้งนะรองเง็งบ้านเรา อย่าทิ้งนะปาจั๊กบ้านเรา อย่าทิ้งนะหมู่บ้านเรา” ยายว่าอย่างนั้น

“ตอนแรกก็ไม่ได้สัญญาอะไร แกเจ็บหนักแกก็พูดอีกเรื่องนี้ จนเรารู้สึกว่าไม่ได้แล้ว ต้องรับปากแกไว้ดีกว่า เราก็รับปากแกไว้แล้วไม่นานแกก็สิ้นใจ” 

หลังจากยายเสียชีวิต คำพูดนั้นจึงค่อยๆ เปลี่ยนสถานะจากคำสั่งของคนในครอบครัวมาเป็นภารกิจที่มิเชลเลือกถือไว้กับตัวเอง 

“แกสืบทอดให้เรา เราก็อยากสืบทอดให้รุ่นหลังต่อไปอีก” 

2.

ชีวิตของมิเชลไม่ได้เดินอยู่บนถนนสายวัฒนธรรมพื้นถิ่นเพียงอย่างเดียว เมื่ออายุ 18 ปี มิเชลเริ่มทำงานที่ภูเก็ตแฟนตาซี ธีมปาร์ควัฒนธรรมอันโด่งดังอยู่ประมาณหนึ่งปีกว่า ก่อนจะออกมาเพราะปัญหาสุขภาพ และต่อมาจึงได้ไปทำงานคาบาเรต์โชว์อยู่อีกประมาณ 6-7 ปี จนปัจจุบันนี้อาชีพหลักในปัจจุบันของเธอคือการรับแสดงรองเง็ง ควบคู่ไปกับการรับงานคาบาเรต์โชว์ในช่วงไฮซีซั่น

เมื่อก้าวสู่วัย 30 ต้นๆ มิเชลสังเกตเห็นความเปลี่ยนแปลงที่น่าใจหายในหมู่บ้านราไวย์ สิ่งที่ตัวเองเคยเห็นมาตั้งแต่เด็กกำลังค่อยๆ หายไป รองเง็งบ้านราไวย์หยุดไปแล้วราว 2-3 ปี นักดนตรีเริ่มขาด เครื่องดนตรีเริ่มชำรุด รำมะนาหรือเครื่องดนตรีที่ใช้ประกอบจังหวะไม่ได้อยู่ในสภาพพร้อมใช้งาน วัฒนธรรมที่เคยมีคนทำอยู่จึงเหลือเพียงช่องว่างระหว่างสิ่งที่เคยมี กับสิ่งที่อาจกำลังสูญหาย ประกอบกับตัวเธอเองก็ล้มป่วยด้วยโรคแพ้ภูมิตัวเอง ต้องพักรักษาตัว และแม้ว่าหายดีแล้วก็ยังมีผลกระทบที่ว่าเธอเองไม่สามารถทั้งรำและร้องไปพร้อมกันได้บ่อยๆ

อย่างไรก็ตามเธอก็ยังเดินหน้าฟื้นฟูรองเง็งอย่างเต็มที่ “เราก็ร้องได้ รำได้ เราควรจะฟื้นฟูมันขึ้นมาได้แล้ว”

มิเชลได้เข้าไปประสานงานของบประมาณสนับสนุนจากเทศบาล เพื่อนำมาซ่อมแซมรำมะนา และจัดซื้อชุดรำใหม่ทั้งหมดไว้เป็นส่วนกลางของชุมชน แม้ตนเองจะต้องรักษาตัวจนถึงอายุ 34 ปี แต่เธอก็กลับมาขับเคลื่อนการสอนร้องและรำอย่างจริงจัง จนกระทั่งวงรองเง็งของราไวย์กลับมารับงานแสดง และเดินโรงโชว์ในที่ต่างๆ ได้อีกครั้งภายในเวลาเพียง 2 ปี


“ตาที่ช่วยสอนรำมะนากับเด็กๆ ยังพูดกับมิเชลในแบบเดียวกับที่ยายเคยพูด อย่าทิ้งนะลูกนะ นี่เป็นมรดกของอูรักลาโว้ยเลย” คำพูดนั้นทำให้การฟื้นฟูรองเง็งของมิเชลไม่ได้หยุดอยู่ที่การทำให้คนร้องเพลงหรือรำได้ แต่กลายเป็นการส่งต่อภาษาหนึ่ง ชุดท่ารำหนึ่ง และความทรงจำหนึ่ง ไปยังคนอีกหลายคนเพื่อให้รากเหง้าดำรงอยู่ต่อ

แต่การฟื้นฟูวัฒนธรรมนั้นไม่ได้ง่าย เด็กที่มิเชลเคยสอนมีราว 10 คนเห็นจะได้ ซึ่งวันนี้เหลือเพียง 4 คนเท่านั้น เหตุผลหนึ่งที่มิเชลมองเห็นคือโลกภายนอกที่เข้ามาใกล้ชุมชนมากขึ้น สถานที่ท่องเที่ยว สถานบันเทิง และชีวิตอีกแบบที่อยู่ไม่ไกลตัวเด็ก ทำให้บางส่วนสนใจที่จะออกไปสัมผัสโลกแบบนั้นมากกว่า ขณะเดียวกัน ภาษาอูรักลาโว้ยเองก็เริ่มเป็นสิ่งที่เด็กในชุมชนพูดกันไม่ได้แล้ว

“แต่เราเข้าใจเขานะ ไม่ได้ว่าอะไร ตั้งแต่แรกเลยก็ตั้งใจไว้ว่าไม่อยากไปเรียกเด็กมาสอน อยากให้เด็กที่อยากเรียนรู้จริงๆ มาขอให้สอน ซึ่งเด็กๆ ที่เขาไปแล้ว (เด็กที่เลิกเรียนรำ) เราเป็นคนไปดึงเขามาสอนเอง ไม่ใช่เด็กที่ขอให้เราสอน ส่วนเด็กอีก 4 คนที่เหลืออยู่ เขามาขอให้มิเชลสอนให้”

มิเชลเล่าต่อว่า อดีตเคยมีคนเฒ่าคนแก่ในชุมชนมาช่วยรำ ช่วยร้อง ช่วยทำการแสดง เพราะต่างก็ไม่อยากให้วัฒนธรรมหายไป แต่เมื่อเวลาผ่านไปคนเหล่านั้นล้มหายตายจากไปก็มาก เหลือมิเชลเพียงคนเดียวในชุมชนราไวย์ที่ยังร้องรองเง็งเป็นภาษามลายูได้ 

“ทุกวันนี้ก็พยายามสอนเพื่อนๆ ด้วย ถ้าใครร้องภาษามลายูไม่ได้ ก็ร้องภาษาไทยก็ได้ อย่างน้อยให้วัฒนธรรมมันได้สืบทอดต่อไป” 

3.

อีกด้านหนึ่ง จากคำสอนของยายที่ว่าย่าทิ้งรองเง็ง อย่าทิ้งบ้าน ทำให้เธอได้เข้าไปคลุกคลีกับเครือข่ายชาติพันธุ์ในชุมชน ที่กำลังต่อสู้กับนายทุนกว้านซื้อที่ดิน ออกโฉนดทับที่อยู่อาศัยของชุมชนด้วย มิเชลเล่าว่า จุดเริ่มต้นที่เข้ามาช่วยงานขับเคลื่อนของเครือข่ายกลุ่มชาติพันธุ์อูรักลาโว้ย ชุมชนราไวย์ เกิดขึ้นในช่วงที่แม่มีปัญหาคดีที่ดิน ที่ดินดังกล่าวเป็นพื้นที่ที่ครอบครัวอาศัยอยู่มาตั้งแต่รุ่นทวด รุ่นยาย จึงได้เข้าไปปรึกษาเครือข่ายว่าควรทำอย่างไร หลังจากนั้นจึงได้ช่วยงานขับเคลื่อนเรื่อยมา

นี่เป็นจุดที่ทำให้เธอเห็นว่าเรื่อง ‘บ้าน’ เป็นเรื่องเดียวกันกับ ‘สิทธิ’ เธอรู้อย่างแน่ชัดแล้วว่าบ้านไม่ได้หมายถึงพื้นที่ที่เอาไว้พักอาศัยเท่านั้น แต่ยังเป็นพื้นที่ที่คนหลายรุ่นเกิด เติบโต และเสียชีวิต วัฒนธรรมและเรื่องราวต่างอบอวลเป็นมวลใหญ่อยู่ในพื้นที่แห่งนี้ 

พื้นที่หาดราไวย์ ถูกท้าทายด้วยเส้นแบ่งของกรรมสิทธิ์บนผืนดินมาเกือบ 20 ปี หลังจากมีการออกโฉนดให้บุคคลภายนอก หรือที่เรียกเป็นชื่อเล่นอย่างเข้าใจง่ายว่า ‘นายทุน’ ประวัติศาสตร์ของข้อพิพาทนี้ย้อนกลับไปในอดีต เมื่อมีผู้ต่างถิ่นขับรถซาเล้งเข้ามาขออาศัยขายน้ำชา ขายของ และปลูกต้นมะพร้าวไว้ โดยอ้างว่าปลูกไว้ให้คนในหมู่บ้านกิน แต่ในเวลาต่อมา กลับมีการดึงกรมเจ้าท่ามารังวัดและออกเอกสารสิทธิ์ทับที่ตั้งของชุมชนดั้งเดิม โดยที่ชาวบ้านไม่เคยรับรู้มาก่อน 

เมื่อคุณยายของมิเชลเสียชีวิต นายทุนจึงนำเอกสารสิทธิ์นั้นมาฟ้องร้องแม่ของมิเชลซึ่งเป็นเจ้าของทะเบียนบ้านเพื่อขู่รื้อถอน

“ไม่มีใครรู้เลยว่าจะมีการออกโฉนดทับบริเวณบ้านที่ยายอาศัยอยู่ เขาไม่ได้บอกว่าเขาจะออกโฉนดที่ดินทับหมู่บ้าน พอยายเสียเขาก็มาฟ้องแม่เลย” 

การต่อสู้อันยาวนานได้บรรลุหมุดหมายสำคัญในช่วงเดือนมีนาคม พ.ศ. 2567 ที่ผ่านมา เมื่อศาลฎีกาได้มีคำพิพากษาเป็นที่สุดในคดีสำคัญ 2 คดี คดีแรกเป็นเรื่องสิทธิในการอยู่อาศัยในพื้นที่พิพาทเนื้อที่ 8 ไร่ 2 งาน ศาลฎีกาพิพากษายืนให้ยกฟ้องนายทุนที่ฟ้องขับไล่ชาวเล 4 คน ซึ่งแม่ของมิเชลเป็นหนึ่งในนั้น โดยศาลพิเคราะห์ว่าการแจ้งครอบครองเอกสารสิทธิ์อย่าง ส.ค.1 และการออกโฉนดของเอกชนไม่ชอบด้วยกฎหมาย 

ส่วนคดีที่สองเป็นเรื่องสิทธิในการทำกินและตั้งแผงปลาสดริมชายหาด ศาลฎีกาพิพากษายืนให้ยกฟ้องกรณีขับไล่แม่ค้าแผงปลา 5 คน ด้วยเหตุผลเดียวกันว่าโฉนดที่ดินนั้นออกโดยมิชอบทับที่ทำกินดั้งเดิมของชุมชน

เบื้องหลังคำพิพากษาครั้งประวัติศาสตร์นี้ ศาลฎีกาให้น้ำหนักกับพยานหลักฐานอันหนักแน่นทางประวัติศาสตร์และนิติวิทยาศาสตร์ ความจริงเปิดเผยผ่านชั้นใต้ดิน เนื่องจากมีการขุดค้นพบโครงกระดูกที่มีอายุถึง 275 ปี และสถาบันนิติวิทยาศาสตร์ได้ตรวจ DNA แล้วพบว่ามีความเกี่ยวพันเป็นบรรพบุรุษของชาวราไวย์ในปัจจุบัน 

ร่วมกับการวิเคราะห์ภาพถ่ายทางอากาศ 6 ยุคสมัย ตั้งแต่ พ.ศ. 2493 ถึง 2552 ที่ยืนยันว่ามีหมู่บ้านชาวเลตั้งอยู่กลางสวนมะพร้าวมาเนิ่นนาน ทั้งยังปรากฏหลักฐานสำเนาทะเบียนนักเรียนของโรงเรียนวัดสว่างอารมณ์ที่มีชื่อเด็กชาวเลเข้าเรียนตั้งแต่ก่อนปี พ.ศ. 2498 ตลอดจนภาพถ่ายประวัติศาสตร์เมื่อวันที่ 10 มีนาคม พ.ศ. 2502 ในคราวที่ในหลวงรัชกาลที่ 9 เสด็จพระราชดำเนินเยี่ยมชุมชนราไวย์ 

ชัยชนะในชั้นศาลฎีกาจึงกลายเป็นฐานความมั่นใจสำคัญให้ชาวเลราไวย์เดินหน้าต่อสู้เพื่อการเพิกถอนโฉนดที่ไม่ชอบด้วยกฎหมาย และคืนสิทธิอันชอบธรรมให้แก่ชุมชนอย่างแท้จริง

เรื่องราวการต่อสู้เพื่อเพิกถอนโฉนดนายทุนควรง่ายดายหลังจากได้รับชัยชนะในด่านแรก แต่ในความเป็นจริงกลับไม่เป็นเช่นนั้น

30 มิถุนายน พ.ศ. 2569 ชาวอูรักลาโว้ยในชุมชนราไวย์หลายสิบคน พร้อมด้วยพี่น้องอูรักลาโว้ยจากเกาะหลีเป๊ะ จังหวัดสตูล และเกาะลันตา จังหวัดกระบี่ ได้เดินทางมายังศาลปกครองจังหวัดภูเก็ต เพื่อรับฟังคำพิพากษาในคดีที่ชาวบ้านร่วมกันเป็นโจทก์ยื่นฟ้องกรมที่ดิน ขอให้สั่งเพิกถอนเอกสารสิทธิ์โฉนดที่ดินของเอกชนที่ทับซ้อนหมู่บ้าน ซึ่งเป็นโฉนดแปลงเดียวกับที่ศาลฎีกาเคยพิพากษาไว้ว่าออกโดยมิชอบ

ผลคำพิพากษาของศาลปกครองจังหวัดภูเก็ตก่อให้เกิดการตั้งคำถามอย่างมาก เมื่อศาลปกครองมีคำสั่ง ‘ยกฟ้องทั้งหมด’ ทั้งที่ศาลฎีกาเคยตัดสินในคดีขับไล่ที่เป็นชัยชนะของชาวบ้านไปแล้วว่า เจ้าของเอกสารสิทธิ์ได้กรรมสิทธิ์มาโดยมิชอบ แต่เมื่อชาวบ้านต้องการเพิกถอนโฉนดกลับกลายเป็นว่าศาลปกครองกลับยกฟ้อง หลายคนจึงตั้งคำถามว่าอย่างนั้นเท่ากับเป็นการรับรองโฉนดเอกชนเหล่านั้นว่าออกโดยชอบด้วยกฎหมายหรือไม่

“เรื่องนี้ก็เป็นอะไรที่ไม่เข้าใจ เรากังวลนะที่เป็นแบบนี้ กลัวอำนาจเงิน เพราะจริงๆ มันควรจบตั้งนานแล้ว แต่มันก็ไม่จบสักที” มิเชลพูดขึ้นหลังจากพูดคุยกันเรื่องข้อพิพาทเรื่องที่ดินที่ยืดเยื้อมายาวนาน

สำนักข่าวชายขอบ รายงานถึงการพิจารณายกฟ้องของศาลปกครองในคดีนี้ว่า ในการพิจารณาคดีครั้งนี้ ศาลปกครองได้ลดขั้นตอนเหลือเพียง 2 ขั้นตอน โดยพิจารณาจากคำให้การโดยไม่ได้ให้ฝั่งชาวบ้านทำคำคัดค้านคำให้การเพิ่ม อีกทั้งศาลยังให้เหตุผลว่าที่ดินพิพาทตรงนี้เป็น ‘สาธารณสมบัติของแผ่นดินประเภทรกร้างว่างเปล่า’ ไม่ใช่ ‘ที่ดินที่พลเมืองใช้ร่วมกัน’ โดยศาลอ้างว่า ชาวเลไม่ได้ใช้ประโยชน์ร่วมกันในพื้นที่ดังกล่าว เนื่องจากมีการขุดพบกระดูกเพียง 2 โครง (พบในหลุมขุด 1 หลุม) และปกติชาวเลจะไปฝังศพที่สุสานมิตรภาพ ศาลจึงมองว่าผู้ครอบครองเดิมมีสิทธิขอออกโฉนดได้ตามประมวลกฎหมายที่ดินก่อน พ.ศ. 2497

“เมื่อก่อนเขาฝังตั้งแต่แรกเริ่มแล้ว เขาฝังตรงนั้นตั้งแต่แรกเริ่ม บางคนเขาก็อ้อมไปฝังฝั่งหาดมิตรภาพ บางคนไม่มีงบ ไม่มีเรือเขาก็ฝังข้างบ้าน” มิเชลว่า

คำสั่งยกฟ้องเช่นนี้ทำให้คดียืดเยื้อออกไปอีก ความมั่นคงในที่อยู่อาศัยที่ชุมชนรอคอยมานานจึงยังคงเป็นเรื่องที่ต้องต่อสู้ต่อไป แม้ชุมชนจะเคยได้รับชัยชนะจากคดีขับไล่ในชั้นศาลฎีกาแล้วก็ตาม 

สำหรับมิเชล เรื่องนี้จึงไม่ได้จบลงเพียงการพิสูจน์ว่าใครมีสิทธิในที่ดิน แต่ยังหมายถึงการทำให้คนในชุมชนมีหลักประกันว่าพื้นที่ซึ่งพวกเขาและบรรพบุรุษอยู่อาศัยมาหลายชั่วคนจะยังคงเป็นที่ที่พวกเขาสามารถใช้ชีวิตต่อไปได้ โดยไม่ต้องหวาดหวั่นว่าจะถูกขับไล่หรือสูญเสียพื้นที่ในวันใดวันหนึ่ง

ท้ายที่สุดแล้ว สิ่งที่มิเชลพยายามรักษาไว้ไม่ใช่เพียงบ้านหนึ่งหลังหรือที่ดินผืนหนึ่ง หากเป็นพื้นที่ที่ทำให้คนในชุมชนยังคงใช้ชีวิตและสืบทอดสิ่งที่ได้รับมาจากคนรุ่นก่อน ทั้งภาษา รองเง็ง พิธีกรรม และความทรงจำร่วมกันยังคงมีที่ทางให้ดำรงอยู่ “มันคาราคาซังกว่า 20 ปีแล้ว แล้วก็ยังไม่จบ” เธอบอก ก่อนย้ำถึงเหตุผลที่ทำให้ตัวเองยังถอยไม่ได้ว่า 

“ถ้าเราไม่สู้ตอนนี้ แล้วลูกหลานจะอยู่ยังไง”

4.

ความย้อนแย้งในระบบยุติธรรมและภัยคุกคามรอบด้าน ยิ่งตอกย้ำให้บทบาทของมิเชล ในฐานะ ตัวแทน LGBTQ+ หนึ่งเดียวของอูรักลาโว้ย ในสภาชาติพันธุ์ มีความสำคัญและทรงพลังมากยิ่งขึ้น และหากตลอดชีวิตที่ผ่านมา มิเชลต้องต่อสู้เพื่อรักษาบ้าน รักษาวัฒนธรรม และรักษาสิทธิชุมชน ในอีกด้านหนึ่งเธอก็ต้องอยู่กับสายตาและอคติที่มีต่ออัตลักษณ์ทางเพศของเธอไปพร้อมกัน 

การแสดงออกของเธอดึงดูดสายตารอบข้างตั้งแต่ยังเด็ก เธอกล่าวอย่างภูมิใจว่าเธอไม่เคยสนใจสายตาเหล่านั้น ขณะเดียวกันก็เป็นไปได้ว่า เธอ ‘ต้อง’ ไม่สนใจ เพื่อรักษาไว้ซึ่งตัวตนของเธอเอง

“การใช้ชีวิตของมิเชลตั้งแต่เด็กจนโต มิเชลไม่แคร์คน ไม่เคยอายด้วย กล้าแสดงออกตั้งแต่เด็ก แต่แม่บอกว่าเมื่อก่อนแม่อายที่เราเดินตุ้งติ้งแล้วคนอื่นเขาหัวเราะใส่ แต่เดี๋ยวนี้แม่ไม่อายแล้ว แม่ภูมิใจ”

ทว่าการเดินผ่านสายตาของผู้คนมาได้ ไม่ได้หมายความว่าอคติจะหายไป ช่วงที่มิเชลกลับมาฟื้นฟูรองเง็ง กลับพบอุปสรรคอีกครั้งจากตัวตนของตัวเอง 

“ตอนแรกตาที่ตีรำมะนาเขาไม่รับเลย ถ้าเราเข้าไปรำเขาจะไม่ตี ด้วยความที่เราเป็น LGBTQ+ เขาไม่อยากให้เราไปรำ ไม่อยากให้เราแสดงร่วมวงกับเขา คือยายพาไปซึมซับตั้งแต่เด็กนะ แต่พอยายเสียเขาก็ไม่เอาเราเลย เรารู้สึกว่านี่เป็นอุปสรรคของเรานะ”

มิเชลยืนสบตากับคำถามที่ว่า เธอที่เคยได้รับการส่งต่อวัฒนธรรมนี้มาจากยาย จะไม่มีสิทธิทำหน้าที่สืบทอดต่อเพียงแค่เพราะว่าเธอเป็นผู้มีความหลากหลายทางเพศอย่างนั้นหรือ คำตอบของคำถามนี้ไม่ได้มาจากการเรียกร้องสิทธิในทันที แต่มาจากการต้องพิสูจน์ตัวเองอย่างหนัก

มิเชลร้องเพลงรองเง็งจนเก่งขึ้น เพลงที่ยากที่สุดก็พยายามร้องให้ได้ เพลงที่ต้องลากเสียงสูงและยาวก็ทำจนได้ เพราะในเวลานั้นเธอรู้สึกว่าต้องทำให้คนเหล่านั้นเห็นว่า ตัวเองไม่เพียงแค่ทำได้ แต่ทำได้ดีมากเชียวละ

“เราร้องรองเง็งได้ รำสวยก็สวย ทำไมเขาถึงไม่ยอมรับ เราต้องพิสูจน์ตัวเองเยอะมากจนคนยอมรับ แต่ก็โอเคแล้ว ไม่คิดอะไรมาก ไม่คิดเคียดแค้น ขอให้ประเพณีได้สืบสานต่อไปก็พอแล้ว” มิเชลกล่าว

คำว่า ‘พิสูจน์’ จึงกลายเป็นสิ่งที่มิเชลคุ้นเคยมาตลอดชีวิต ตั้งแต่การพิสูจน์ว่าตัวเองไม่จำเป็นต้องเป็นไปตามความคาดหวังของคนอื่น ไปจนถึงการพิสูจน์ว่าการรักษาและสืบทอดวัฒนธรรมพื้นถิ่นของชุมชนไม่เกี่ยวกับเพศเลยแม้แต่น้อย

ภายใต้บทบาทใหม่อย่างการเป็นตัวแทนชาติพันธุ์อูรักลาโว้ย ในสภาชาติพันธุ์ มิเชลยังเป็นคนเดิมที่มีไฟในการผลักดันประเด็นปัญหาของตัวเองอย่างเต็มเปี่ยม แต่ในร่างกายที่มีไฟอย่างเต็มเปี่ยม อุปสรรคเรื่องเพศที่เคยพบเจอมาก็ยังเป็นกำแพงสำคัญที่ต้องทลายทิ้งเช่นกัน

มิเชลยอมรับตรงๆ ว่า สิ่งที่รู้สึกต่อบทบาทใหม่นี้ไม่ใช่เพียงความท้าทายเท่านั้น แต่ยังมีความไม่กล้า เพราะเธอไม่เคยเปิดโลกที่กว้างเช่นนี้มาก่อน และยิ่งเมื่อเป็น LGBTQ+ ก็ยิ่งเกิดคำถามว่า คนในพื้นที่ใหม่จะยอมรับหรือไม่ จะคิดอย่างไรกับเธอ

“การเป็นตัวแทนเข้ามาอยู่ในสภาชาติพันธุ์ครั้งนี้ก็มีอะไรที่เรากลัวนะ เพราะว่าเราไม่เคยเปิดโลกที่กว้างแบบนี้ แล้วเราเป็น LGBTQ+ ด้วย เราก็จะคิดว่าคนเขาจะยอมรับมั้ย แต่ก็มีคนให้กำลังใจเรานะ เราก็ยังหวั่นๆ กลัวๆ อยู่ แต่จะทำให้เต็มที่”

ความกลัวนั้นไม่ได้ทำให้เธอถอยกลับ เพราะเธอต้องการใช้พื้นที่ตรงนี้ผลักดันเรื่องที่ชุมชนต่อสู้มานาน โดยเฉพาะปัญหาที่อยู่อาศัยและพื้นที่พิธีกรรม รวมถึงการทำให้วัฒนธรรมของชาวอูรักลาโว้ยยังได้รับการสืบทอดต่อไป

นี่ทำให้การเป็นตัวแทนของมิเชลมีความหมายมากกว่าการเป็นตัวแทนของคนกลุ่มหนึ่งในแง่ชาติพันธุ์ เพราะเสียงที่เดินเข้าไปในสภาฯ เป็นเสียงของคนที่เคยถูกตั้งคำถามจากทั้งภายนอกและภายในชุมชนของตัวเอง เป็นเสียงของคนที่ต้องพิสูจน์มาตลอดว่า ตัวตนของเธอไม่ได้ขัดแย้งกับความสามารถในการเป็นส่วนหนึ่งของวัฒนธรรม และในวันนี้ มิเชลไม่ได้ต้องการเพียงให้คนยอมรับตัวเธอ เธอต้องการให้คนยอมรับสิทธิของชุมชนด้วย

หลังจาก พ.ร.บ.คุ้มครองและส่งเสริมวิถีชีวิตกลุ่มชาติพันธุ์ พ.ศ. 2568 หรือ พ.ร.บ.ชาติพันธุ์ ประกาศใช้ นี่คือหลักอิงสำคัญที่จะทำให้พี่น้องชาติพันธุ์ปลดล็อกพันธนาการทางโครงสร้าง และคืนสิทธิให้ผู้คนที่ดำรงชีวิตในแบบของตนได้อย่างเสมอภาคและภาคภูมิใจในรากเหง้า โดยมี ‘สภาคุ้มครองและส่งเสริมวิถีชีวิตกลุ่มชาติพันธุ์แห่งประเทศไทย’ หรือสภาชาติพันธุ์ ทำหน้าที่เป็นเวทีกลางสำหรับการประสานงาน แลกเปลี่ยนความรู้ ผลักดันแนวทางในการคุ้มครองและส่งเสริมวิถีชีวิตของกลุ่มชาติพันธุ์ 

สาระสำคัญของกฎหมายฉบับดังกล่าวยังสนับสนุนการจัดตั้ง ‘เขตพื้นที่คุ้มครองวิถีชีวิตกลุ่มชาติพันธุ์’ ด้วยแนวคิดการจัดการร่วม (Co-management) ซึ่งยอมรับสิทธิของชุมชนในการดำรงชีวิตควบคู่ไปกับการอนุรักษ์ทรัพยากร

สภาชาติพันธุ์จึงเป็นอีกหนึ่งพื้นที่ที่เปิดให้เสียงของคนอย่างมิเชลเดินทางไปได้ไกลกว่าเดิม แน่นอนว่าการเข้ามาอยู่ในสภาชาติพันธุ์ไม่ได้ทำให้เรื่องราวเหล่านั้นสิ้นสุดลง แต่เป็นอีกบทบาทหนึ่งที่ทำให้มิเชลมีพื้นที่ในการนำปัญหาเหล่านั้นไปพูดในพื้นที่ที่ใหญ่ขึ้น

ตลอดเส้นทางที่ผ่านมา มิเชลต้องพิสูจน์ตัวเองซ้ำแล้วซ้ำเล่า ตั้งแต่วันที่ต้องเดินผ่านเสียงหัวเราะของผู้คนในวัยเด็ก วันที่ต้องเผชิญกับอคติจากคนในวงรองเง็ง ไปจนถึงวันที่ต้องก้าวออกจากพื้นที่คุ้นเคยและถามตัวเองว่า คนในสภาชาติพันธุ์จะยอมรับเธอหรือไม่ แต่ทุกครั้งที่ต้องพิสูจน์ สิ่งที่เธอเลือกทำไม่ใช่การปฏิเสธตัวตนของตัวเอง แต่เป็นการยืนอยู่ในตัวตนนั้น แล้วทำให้คนอื่นเห็นว่าเธอทำได้

วันนี้ เมื่อมีพื้นที่ใหม่อย่างสภาชาติพันธุ์ให้เธอได้ส่งเสียง มิเชลจึงตั้งใจส่งเสียงปัญหาเรื่องพื้นที่ทับซ้อน ที่กระทบต่อที่อยู่อาศัยและพื้นที่ทางจิตวิญญาณ ตั้งคำถามพื้นฐานที่สุดของการมีชีวิตอยู่ร่วมกันอย่างเราจะมีที่อยู่ที่ไหน จะทำมาหากินอย่างไร จะประกอบพิธีกรรมที่สืบทอดกันมาอย่างไร และจะส่งต่อสิ่งเหล่านี้ให้ลูกหลานได้อย่างไร

“มิเชลคาดหวังกับสภาชาติพันธุ์มาก เข้ามาในสภาฯ นี้ เราจะผลักดันเรื่องที่อยู่อาศัยของเราให้เต็มที่อย่างถึงที่สุด พวกเราควรได้สิทธิที่พวกเราควรมี เราควรจะสู้ชนะมาตั้งนานแล้วด้วยซ้ำ มันยืดเยื้อมามากพอแล้ว”

“ความหวังมันอาจจะน้อยนิด แต่ก็จะสู้ พูดไปก็น้ำท่วมปาก แต่ต่อให้มันน้อยนิดเราก็จะสู้จริงๆ ถ้าเราไม่สู้ตอนนี้แล้วลูกหลานจะอยู่ยังไง” มิเชลทิ้งท้าย

ภาพถ่าย: ศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร (องค์การมหาชน)

LGBTQ+ ชาติพันธุ์ ชุมชนราไวย์ ผู้มีความหลากหลายทางเพศ พ.ร.บ.ชาติพันธุ์ ภานุพงศ์ ประโมงกิจ รองเง็ง ราไวย์ สภาชนเผ่า สภาชาติพันธุ์ อคติทางเพศ อูรักลาโว้ย