Loneliness Influencers ชีวิตติดเหงา ทำไมคนเราชอบดูความเหงาของคนอื่น จนกลายเป็นคนเหงาเสียเอง

Published on 11 ก.ย. 2026

วัดระดับความเหงา กินข้าวคนเดียว Lv. 1 ช้อปปิ้งคนเดียว Lv.30 กินบุฟเฟต์คนเดียว Lv.50 เที่ยวต่างประเทศคนเดียว Lv.80 แอดมิทโรงพยาบาลคนเดียว Lv.999 

ข้อความยอดฮิตแซวไลฟ์สไตล์ใช้ชีวิตคนเดียวตั้งแต่สมัยแพร่หลายในยุคเว็บบอร์ดสวนทางกับเหล่าเจนซีสมัยนี้ที่การใช้ชีวิตด้วยตัวคนเดียวไม่ใช่เรื่องผิดแปลกอะไร คนที่แซวต่างหากที่ไม่เลิศ 

อาจด้วยรูปแบบการใช้ชีวิตที่นิยมเป็นครอบครัวเดี่ยวมากขึ้น คนโสดมากขึ้น จนสินค้าและบริการมากมายที่ปรับเปลี่ยนเพื่อมารองรับลูกค้ากลุ่มนี้โดยเฉพาะ ไม่เว้นแม้แต่คอนเทนต์บนโลกอินเทอร์เน็ต 

จนเกิดเป็นหมวดหมู่ Loneliness Influencers เหล่าผู้สร้างสรรค์เนื้อหาเกี่ยวกับชีวิตสันโดษด้วยความตั้งใจ เปิดเผยไลฟ์สไตล์ว่าตัวเองอยู่คนเดียว โสด หรือไม่มีเพื่อนสนิทมากนัก โดยสื่อความหมายไปในเชิงมีความสุขกับชีวิตสันโดษที่เลือกเอง มากกว่าใช้ชีวิตแบบนี้มันช่างเหงาเสียเหลือเกิน

คอนเทนต์มักมีรูปแบบซ้ำกันคือ Vlog ชีวิตประจำวันแบบเงียบๆ ไม่มีบทพูดเยอะ เน้นภาพและบรรยากาศ เช่น day in my life คนเดียวในคอนโด (ที่ไม่ใช่หนังสือของชาติ กอบจิตติ) ไปไหนมาไหนคนเดียว ใช้ชีวิตคนเดียว และยังมีความสุขในชีวิตดี ฉายภาพของชาวออฟฟิศออกไปดื่มคืนวันศุกร์คนเดียวที่บาร์ ไม่จำเป็นต้องเปิดโต๊ะใหญ่ เฮฮากับกลุ่มเพื่อน ซื้อข้าวกล่องกลับบ้านไปกินหน้าทีวี หรือกิจวัตรก่อนนอน สกินแคร์ กิจวัตรตอนเช้าแบบ ASMR 

เหล่าอินฟลูสายเหงาแปรเปลี่ยนการอยู่คนเดียว จากเรื่องที่ต้องปิดบังหรือน่าสงสาร ให้กลายเป็น aesthetic ที่ชวนติดตามไม่แพ้ไลฟ์สไตล์แบบอื่น แล้วทำไมคนเราถึงอยากดูชีวิตเหงาๆ ของคนอื่นนะ?

เราต่างเหงาเหมือนกันในสังคมนี้

คำตอบหนึ่งอาจอยู่ในงานวิจัยในปี 2009 ในชื่อ Social Surrogacy ของ เจย์ แอล. เดอร์ริก (Jaye L. Derrick) ชิร่า กาเบรียล (Shira Gabriel) และเคิร์ต ฮูเกนเบิร์ก (Kurt Hugenberg) ที่พบว่า เมื่อคนรู้สึกเหงา พวกเขามีแนวโน้มจะหันไปหารายการโทรทัศน์ที่ตัวเองชื่นชอบ และการดูรายการเหล่านั้นก็ช่วยลดความรู้สึกโดดเดี่ยวลงได้ในระดับหนึ่ง นักวิจัยจึงเสนอว่า ความสัมพันธ์แบบทางเดียวกับตัวละครหรือคนในสื่อ อาจทำหน้าที่คล้ายความรู้สึกว่าเราได้เป็นส่วนหนึ่งของสังคม แม้ในความเป็นจริงจะไม่มีใครอยู่ตรงหน้าเลยก็ตาม ซึ่งอธิบายว่า มนุษย์สามารถใช้สื่อหรือความสัมพันธ์กับคนในสื่อ เป็นตัวแทนของความสัมพันธ์ทางสังคมได้ 

เมื่อนำแนวคิดนี้มามองปรากฏการณ์ Loneliness Influencers สิ่งที่เราให้ความสนใจคือ การมีเพื่อนร่วมกิจกรรมในแบบหนึ่ง เราเห็นเขาตื่นมาชงกาแฟ ทำอาหาร อ่านหนังสือ ไปซื้อของ หรือกลับเข้าห้องในตอนกลางคืน ขณะที่เราก็กำลังทำสิ่งของตัวเองอยู่หน้าจออีกด้านหนึ่ง 

ต่อให้ไม่ได้รู้จักกันจริงๆ และเขาเองก็ไม่รู้ว่าเรากำลังดูอยู่ แต่สมองอาจต้องการเพียงรับรู้ว่า มีใครอีกคนกำลังใช้ชีวิตอยู่พร้อมกับเรา แถมยังเหงาเหมือนเราด้วย ชีวิตแบบนี้มันก็ไม่แย่นี่นะ ขนาดอินฟลูเอ็นเซอร์เขายังเหงาเลย นายเองก็เป็นได้นะคนสันโดษน่ะ เลยทำให้ความเหงามันเบาบางลงได้

สิ่งนี้ยังอธิบายต่อได้ด้วยแนวคิด Ambient Awareness การรับรู้ถึงชีวิตของคนอื่นจากการเห็นข้อมูลเล็กๆ น้อยๆ ของพวกเขาอย่างต่อเนื่อง งานวิจัยของ เอนา เลเวอดัชกา (Ana Levordashka) และซอนยา อุตซ์ (Sonja Utz) อธิบายว่า แม้ข้อมูลแต่ละชิ้นบนโซเชียลมีเดียจะดูเหมือนไม่มีความหมาย แต่โพสต์หนึ่ง อัปเดตหนึ่ง หรือเรื่องเล็กๆ ในชีวิตประจำวัน ที่เราได้รับซ้ำๆ นั้นจะค่อยๆ ประกอบกันเป็นภาพชีวิตใครบางคนขึ้นมาในหัวเรา เราเริ่มจับจุดได้ว่าตอนเช้าเราจะเห็นเขาโพสต์อะไร วันทำงานหรือวันหยุดของเขา จะหน้าตาแบบไหน และนั่นทำให้เรารู้สึกคุ้นเคยกับคนที่ไม่ได้มีปฏิสัมพันธ์กับเราโดยตรง

ลองนึกถึงคนที่เราติดตามอยู่เป็นประจำ เราอาจรู้ว่าเขาชอบดื่มกาแฟตอนเช้า แมวชื่ออะไร ชอบไปซูเปอร์มาร์เก็ตไหน หรือมักจะอ่านหนังสือก่อนนอน ทั้งที่เราไม่เคยพูดคุยกับเขาสักครั้ง แต่เมื่อข้อมูลเล็กๆ เหล่านี้สะสมมากขึ้น คนแปลกหน้าบนหน้าจอก็อาจเริ่มมีความรู้สึกคล้าย คนรู้จักขึ้นมา

สอดคล้องกับอีกหลายงานวิจัยเกี่ยวกับ Social Media Influencers ในปี 2024 ชี้ให้เห็นว่า ความผูกพันกับคนบนหน้าจอ สามารถสร้างความรู้สึกเป็นส่วนหนึ่งของบางสิ่งบางอย่างได้

อย่างไรก็ตาม ผู้เชี่ยวชาญบางส่วนได้แสดงความกังวลต่อปรากฏการณ์นี้ ว่ามันจะยิ่งส่งเสริมให้ผู้คนอยู่อย่างสันโดษมากขึ้น จนละเลยสัญญาณความเหงาของตัวเองไปหรือเปล่า 

ตั้งแต่ช่วงโควิด-19 เป็นต้นมา ในตอนนั้นเราจำต้องแยกห่างกันด้วยความจำเป็น แต่เมื่อสถานการณ์ดีขึ้น ความสันโดษกลับไม่ได้จางหายไปตามโรคภัย กลับเข้มข้นขึ้นเสียด้วยซ้ำ รายงานในปี 2023 หัวข้อ Our Epidemic of Loneliness and Isolation พบว่า ความเหงาและการแยกตัวทางสังคม เพิ่มความเสี่ยงต่อการเสียชีวิตก่อนวัยอันควรถึง 29% เพิ่มความเสี่ยงต่อโรคหลอดเลือดสมองถึง 32% และเกี่ยวเนื่องกับความวิตกกังวล ภาวะซึมเศร้า และภาวะสมองเสื่อม 

นั่นเลยทำให้ชีวิตสันโดษที่เราเห็นจากเหล่าอินฟลูเอ็นเซอร์ ไม่ได้เป็นเรื่องทันสมัยที่เราต้องคว้าไว้ให้ทัน จนต้องปรับชีวิตตัวเอง จากที่เคยมีเพื่อน มีสังคม กลายเป็นลองชีวิตสันโดษ เก็บตัวแทน

สิ่งที่เหล่าผู้เชี่ยวชาญกังวล ไม่ใช่เรื่อง FOMO ตกเทรนด์แต่อย่างใด แต่กังวลถึงพิษภัยของความเหงา ความโดดเดี่ยวที่กัดกินชีวิต หากเราใช้ชีวิตสันโดษมากเกินไปต่างหาก

ทั้งที่ตัวเราเองก็เคยมีความสุขกับวิถีชีวิตแบบเดิมอยู่แล้ว แต่กลับต้องแปรเปลี่ยนไปเพราะอยากลองใช้ชีวิตในวิถีทางของคนอื่น ตอนเย็นจากที่ต้องเจอเพื่อนเป็นประจำ ก็อยากจะรีบซื้อข้าวกลับไปกินที่บ้านเงียบๆ คนเดียว จากที่วันหยุดจะส่งข้อความอัปเดตชีวิตกับคนสำคัญ ก็ตอบเพียงข้อความที่จำเป็นเท่านั้น  พอลองขยับมาทำตามอินฟลูเอ็นเซอร์ที่ดูมา อาจจะเข้าทางบ้าง ไม่เข้าบ้าง แต่ผลที่ตามมาจากการเปลี่ยนวิถีชีวิตเป็นสันโดษขึ้นมาอย่างไม่มีปี่ไม่มีขลุ่ย และไม่ได้มาจากความต้องการของตัวเอง อาจเพิ่มความเสี่ยงจากทั้งสุขภาพกายตามที่กล่าวข้างต้น และสุขภาพใจในที่ต้องเปลี่ยนวิถีชีวิตที่เคยมีความสุขดีของตัวเอง

ผู้เขียนเองก็ชื่นชอบชีวิตสันโดษอยู่ไม่น้อย ถึงขนาดที่เพื่อนร่วมงานเห็นหน้าค่าตากันเพียงครั้งต่อสัปดาห์ แต่ถึงเย็นวันศุกร์ทีไร ความสันโดษกลับหายไปอย่างไร้ร่องรอย หากชีวิตเราจะไปในทิศทางไหน ก็ขอให้ความต้องการในใจเราเป็นผู้ชี้ทางเองดีกว่า

อ้างอิงจาก

sciencedirect

pmc.ncbi.nlm.nih.gov

hhs.gov

psychologytoday

Graphic Designer: Sutanya Phattanasitubon (IG: 24n7.s) Editorial Staff: Runchana Siripraphasuk

You might also like