นัท LYKN รับเคยหมดไฟ ขอบคุณตัวเองที่ไม่ยอมแพ้ คว้าใบปริญญาสำเร็จ

Published on 2 ต.ค. 2026

นัท LYKN ขอบคุณตัวเองที่ไม่ยอมแพ้ คว้าใบปริญญาสำเร็จ รับเคยหมดไฟจนเกือบถอดใจ ขอบคุณทุกแรงซัพพอร์ต หลังจากนี้ขอโฟกัสงานมากขึ้น

ถือเป็นอีกหนึ่งเรื่องราวน่ายินดีของวงการบันเทิง หลังจากที่ “นัท ธนัท ด่านเจษฎา” หรือ นัท LYKN สำเร็จการศึกษาปริญญาตรี จาก International School of Engineering (ISE) Nano engineering จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เมื่อวันที่ 2 ต.ค. พร้อมให้สัมภาษณ์กับสื่อมวลชนถึงความสำเร็จดังกล่าว

โดย นัท เล่าว่าที่ผ่านมาเรียนควบคู่กับการทำงานไปด้วยยอมรับว่าช่วงแรกๆ เหนื่อย และเครียดมากจนเคยหมดไฟ แต่ได้กำลังใจจากคนรอบตัว จึงกัดฟันเรียนต่อจนสำเร็จ เจ้าตัวบอกว่าภูมิใจ พร้อมขอบคุณตัวเอง ครอบครัว และแฟนคลับที่คอยสนับสนุนมาตลอด หลังจากนี้ตั้งใจโฟกัสงานมากขึ้น รวมถึงเปิดโอกาสให้ตัวเองได้ลองทำสิ่งใหม่ๆ

เป็นยังไงบ้าง? “เรียกได้ว่า 5 ปีเลยดีกว่า มีดรอปไปปีนึงครับ รู้สึกว่าเป็นช่วงเวลาที่เหนื่อยเหมือนกัน เพราะเรียนไปด้วยทำงานไปด้วย เรียกได้ว่าคณะวิศวกรรมศาสตร์ก็ยากอยู่แล้ว ตอนผมเรียนปีแรกก็เครียดมาก ต้องอ่านหนังสือตอนที่ว่าง เพราะตอนทำงานไม่มีเวลานั่งอ่านจริงจังสักเท่าไหร่ เอามานั่งอ่านระหว่างแต่งหน้าทำผม”

เรียนพร้อมกับเข้าวงการเลยใช่ไหม? “ประมาณนั้นครับ ก่อนที่จะเดบิวต์ก็มีดรอปไป คือเรียนไปแล้วปีนึง แต่ก็มีไปเรียนออนไลน์เพราะว่าช่วงนั้นโควิด เลยมีดรอปตอนปี2 ไป แล้วก็กลับมาตอนเดบิวต์แล้ว”

ตอนนั้นต้องบาลานซ์ยังไง? “จริงๆ ตอนนั้นผมหมดไฟเรียนแล้ว เหมือนคุยกับที่บ้านว่าอยากโฟกัสเป็นไอดอลมากกว่า แต่สุดท้ายพ่อแม่ก็ขอให้จบหน่อย ผมก็กัดฟันเรียนไป รู้สึกว่าก็อีกนิดเดียว ตอนเรียนเครียด เพราะสอบยากด้วย แต่ละวิชาคือยากมาก”

ยากยังไงบ้าง? “ช่วงปีแรกๆ จะยากมาก เพราะมันเป็นการเรียนพื้นฐาน ของผมคือเก็บทุกตัว ต้องรู้เยอะอยู่พอสมควร ตอนสอบคือยากมากเลย (ให้ปีไหนยากสุด?) ให้ปี2 ปี3 เป็นช่วงที่เป็น LYKN แล้ว ช่วงนั้นยากมากเพราะเราทำงานไปด้วย เวลาเรียนก็ไม่ค่อยมีอยู่แล้ว แทบไม่ได้เข้าห้องเรียนเลย เอาจริงได้เพื่อนดีด้วย เพื่อนคอยอัพเดตงาน ส่งสรุปให้อ่าน ช่วยได้เยอะเลยพอมีเพื่อนมาช่วย”

ช่วงที่หมดไฟอะไรทำให้กลับมา? “รู้สึกว่าอยากทำให้ที่บ้านภูมิใจ เขาก็ส่งเสียเรามาตั้งแต่อนุบาลจนจบมหาวิทยาลัย เลยแบบอีกสองปีเอง ลองดูก่อนไหม ตอนนั้นเหมือนพ่อมาคุย แล้วมีความรู้สึกอยากย้ายคณะด้วย ไม่ได้จะเรียนวิศวะ เพราะรู้สึกว่าหนักไป พ่อก็บอกว่าเรียนมาแล้วตั้ง 2 ปี ไหนจะค่าสอบ คิดว่าไหนๆ ก็ไหนๆ แล้วทนหน่อยแล้วกัน”

ตอนเรียนเพื่อนในวงมีใครช่วยเราได้ไหม? “ทุกคนแบ่งเบาผมได้ดีในด้านสภาพจิตใจ คอยให้กำลังใจ ทำให้มีความสุขแฮปปี้ (ใครช่วยเยอะสุด?) ตุ้ยดีกว่า เวลาเห็นผมอ่านหนังสือก็จะไม่ค่อยมายุ่งเท่าไหร่ ให้เวลาผมโฟกัส อย่างตุ้ยปกติจะยุ่งเยอะ แต่พอเห็นผมอ่านหนังสือก็เอาตัวย้ายไปตรงอื่น รู้ว่าเวลาไหนผมกำลังโฟกัสอยู่ก็ให้พื้นที่ผม”

วันนี้ครอบครัวพูดอะไรบ้าง? “เขาดีใจแหละ เพราะผมก็เรียนมายาวนาน ผมเป็นคนเรียนกลางๆ รู้สึกว่าสมองผมใช้ได้อยู่ เข้าใจอะไรบางอย่างได้เร็ว แต่บางอย่างก็ไม่เข้าใจเลยอย่างที่ทุกคนเห็น (ต่อปริญญาโท?) เดี๋ยวต่อสาขาไอดอลแล้วกัน จริงๆ ก็อยากนะ ตอนนี้ก็อาจจะไปโฟกัสงานก่อน แต่อยากมีความรู้มากขึ้นเกี่ยวกับการเงินการบริหาร”

วันนี้มีน้ำตาซึมไหม? “ผมร้องไห้ยาก มันเป็นความแฮปปี้มากกว่า ขอบคุณตัวเองแล้วกันที่ไม่ยอมแพ้ รู้สึกว่าเป็นสิ่งที่ท้าทายพอสมควรกับการเรียนและทำงานไปด้วย คิดไม่ผิดแหละที่เลือกเรียน มันก็สนุกอีกแบบ รู้สึกดีใจว่าในที่สุดก็จบแล้วมันโล่งมาก”

อยากเอาใบปริญญาไปให้ใคร? “แน่นอนว่าคุณพ่อคุณแม่ เขาเลี้ยงเรามาเพื่อให้เรามีการศึกษา สุดท้ายแล้วก็จบแล้วเป็นบัณฑิต เป็นผู้ใหญ่เต็มตัวแล้ว (เขามีของขวัญให้ไหม?) ไม่ต้องให้ผมหรอก เขาให้มาเยอะแล้ว เดี๋ยวผมเป็นคนให้เอง”

หลังจากนี้วางแผนยังไงต่อไป? “คงมีเวลาได้โฟกัสกับการเป็นไอดอลมาก แต่ก็คิดว่าคงไม่ได้ทำไอดอลอย่างเดียว คงมีอะไรหลายอย่างให้เราได้ท้าทายได้ลองทำ ได้ฝึกฝนมากขึ้น รู้สึกว่าการเรียนไปด้วยทำงานไปด้วยมันก็ขึ้นครึ่งๆ กลางๆ ตอนนี้ก็มีเวลาได้ไปทำอย่างอื่นมากขึ้น ไปหาตัวเองว่ามีอะไรที่เราทำได้อีกไหม หรือเราอยากรู้อะไรเพิ่มเติมอีกไหม”

อยากบอกอะไรกับน้องๆ ที่มีเราเป็นไอดอล? “ผมเชื่อว่าทุกคนจะผ่านไปได้ครับ ถ้าเรารู้ว่าเราทำได้ เราจะหาวิธีเองว่าทำยังไงให้เรารอด ถ้าเราอยากจะจบจริงๆ ตอนสอบมันก็ยาก บางครั้งมันก็ท้อเนาะ แต่จะบอกตัวเองว่าเราทำได้มันไม่ได้ยากเกินความสามารถ ถ้าเราทำไม่ได้มันก็จะไม่ได้ตั้งแต่แรกแล้ว มันต้องมีวิธีที่ทำให้มันสำเร็จให้ได้”

ชมตัวเองหรือยัง? “ยังไม่ได้ชมตัวเองเลย นัทเก่งมากเลยรู้ไหมที่จบแล้ว เก่งสุดๆ เลย ทำอะไรตั้งหลายอย่าง ทำได้ทุกอย่าง”

จบแล้วอยากขอบคุณใครบ้าง? “ขอบคุณแฟนคลับ บางคนบอกตลอดว่าคอยเป็นกำลังใจให้ รู้สึกขอบคุณทุกคนเลยครับที่ส่งข้อความมาหาให้กำลังใจตลอด เป็นหนึ่งสิ่งที่ทำให้ผมมีแรงในการไปทำงานหรือไปใช้ชีวิต จนวันนี้ผมจบแล้ว ฝากถึงใครที่ยังเรียนอยู่ สู้ๆ ทำได้ อย่างที่ผมบอกว่าต้องเชื่อว่าตัวเองทำได้ยังไงก็ทำได้”