เมอร์เซเดส-เบนซ์ เปิดตัวรถใหม่ลุยปลายปีถึง 2 รุ่นเริ่มที่ MERCEDES-BENZ GLC Electric กับ MERCEDES-BENZ G 450 d Vintage Look

เริ่มที่ MERCEDES-BENZ GLC Electric เอสยูวีไฟฟ้ารุ่นแรกของค่ายพัฒนาจากแพลตฟอร์มสำหรับรถอีวี MB.EA-M (Mercedes-Benz Electric Architecture for Mid-Size Vehicles) ในรหัส X540 รุ่น GLC 300 4MATIC Electric
ภายนอกโดดเด่นด้วยกระจังหน้า Mercedes-Benz iconic grille with illuminated panel ประกอบไปด้วยไฟ LED เรืองแสงทั้งหมด 942 จุด มาพร้อมชุดแต่ง AMG Line plus และ Night Package
ติดตั้งไฟหน้า DIGITAL LIGHT เจเนอเรชันใหม่ ผสานเทคโนโลยี Micro-LED ที่ให้ทั้งความสว่างและความคมชัดของแสงที่มากขึ้น พร้อมติดตั้งไฟสูงแบบ ULTRA RANGE High Beam ทำงานร่วมกับไฟเลี้ยวตามโค้งแบบ Cornering Light ช่วยในเรื่องของวิสัยทัศน์และความแม่นยำในการมองเห็น
มาพร้อมหลังคากระจก Panoramic roof และระบบควบคุมความเข้มของแสงแบบ SKY CONTROL สามารถปรับระดับความโปร่งใสได้ 3 รูปแบบ ทั้งแบบใส (Clear) แบบทึบแสง (Opal) และแบบลายเส้น (Motif) ซึ่งเปลี่ยนโหมดผ่านเทคโนโลยี Liquid Crystal และยังเคลือบชั้นผิวแบบพิเศษทำให้ช่วยลดความร้อนจากรังสีอินฟราเรด (IR) และป้องกันรังสี UV ได้กว่า 99.9%
ล้ออัลลอยขนาด 21 นิ้ว พร้อมยางหน้า 235/45R21 และยางหลัง 265/40R21 ในส่วนของพื้นที่เก็บสัมภาระด้านหน้า (Frunk) บริเวณฝากระโปรงหน้า สามารถเก็บสัมภาระได้ถึง 128 ลิตร


ภายในล้ำสมัยแบบดิจิทัล ผ่านหน้าจอ MBUX HYPERSCREEN ขนาด 39.1 นิ้ว ดีไซน์แบบ Seamless ทอดยาวต่อเนื่องตลอดแนวคอนโซลหน้า ควบคุมการทำงานผ่านระบบปฏิบัติการ MB.OS (Mercedes-Benz Operating System) พร้อมเทคโนโลยี AI-driven superbrain powering และระบบ MBUX Virtual Assistant
ใช้การประมวลผลแบบ Multi-Agent Approach ซึ่งทำหน้าที่เลือกความสามารถของ Generative AI จากฐานข้อมูลขนาดใหญ่ของทั้ง Microsoft Bing, ChatGPT 4 และ Google Gemini แบบ Vertex AI มาตอบสนองได้อย่างชาญฉลาดและตอบโจทย์ทุกความต้องการของผู้ใช้งาน
ในส่วนของการอัปเดตซอฟต์แวร์ รถยนต์คันนี้มีการเชื่อมต่อกับ Mercedes-Benz Intelligent Cloud ซึ่งช่วยให้สามารถอัปเดตระบบและฟังก์ชันใหม่ๆ ได้แบบ Over-the-Air (OTA) และพื้นที่เก็บสัมภาระด้านท้ายมีความจุ 570 ลิตร และเมื่อพับเบาะนั่งจะมีความจุสูงสุดถึง 1,740 ลิตร ในส่วนของพื้นที่เก็บสัมภาระด้านหน้า (Frunk) บริเวณฝากระโปรงหน้า สามารถเก็บสัมภาระได้ถึง 128 ลิตร

พลังไฟฟ้าล้วนมาพร้อมระบบขับเคลื่อนสี่ล้อแบบ All-wheel drive 4MATIC และมอเตอร์ไฟฟ้าคู่แบบ PSM บริเวณเพลาหน้าและเพลาหลังพร้อมแบตเตอรี่ลิเธียมไอออนความจุ 85 kWh ให้ระยะทางการขับขี่ต่อการชาร์จ 1 ครั้ง สูงสุด 616 กิโลเมตร (WLTP) ให้พละกำลังสูงสุด 421 แรงม้า แรงบิดสูงสุด 800 นิวตันเมตร 0-100 กิโลเมตรต่อชั่วโมง ภายใน 4.7 วินาที ความเร็วสูงสุด 210 กิโลเมตรต่อชั่วโมง
ติดตั้งระบบส่งกำลังแบบ 2 จังหวะ (Two-speed transmission) เพื่อเสริมประสิทธิภาพการทำงานของมอเตอร์ไฟฟ้าในทุกช่วงความเร็ว พร้อมระบบควบคุมอัจฉริยะที่จะทำหน้าที่เปลี่ยนเกียร์โดยอัตโนมัติให้เหมาะสมกับสภาพการขับขี่ในแต่ละสถานการณ์
ด้วยการติดตั้งแบตเตอรี่ไฟฟ้าแรงดันสูง 800V สามารถรองรับการชาร์จ DC สูงสุด 320 kW ทำให้การชาร์จเพียง 10 นาที ด้วยกระแสไฟเต็มกำลังจะสามารถขับขี่ได้ไกลเพิ่มขึ้นถึง 255 กิโลเมตร สามารถชาร์จจาก 10-80% ได้ในระยะเวลา 22 นาที ขณะที่การชาร์จ AC รองรับสูงสุดที่ 22 kW โดยการชาร์จจาก 0-100% จะใช้เวลาประมาณ 4.45 ชั่วโมง


เสริมด้วยระบบ One-Box Braking System ผสานการเบรกเข้ากับระบบ Recuperation เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพของการชาร์จพลังงานกลับเข้าสู่แบตเตอรี่ให้มีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้นในทาง On-Road ส่วนทาง Off-Road ติดตั้งโหมดการขับขี่แบบ TERRAIN MODE ที่จะปรับการทำงานของระบบขับเคลื่อน พวงมาลัย และระบบเบรกให้เหมาะกับสภาพถนนที่ขับขี่
พร้อมความปลอดภัยมาพร้อม MB.DRIVE เจเนอเรชันที่ 6 ติดตั้งระบบช่วยเหลือการขับขี่ MB.DRIVE ASSIST ที่รวมเทคโนโลยีความปลอดภัยขั้นสูงไว้อย่างครบถ้วน โดยเป็นรถประกอบในไทย เตรียมประกาศราคาจำหน่ายอย่างเป็นทางการในงาน Motor Expo 2026
We use cookies on our website to give you the most relevant experience by remembering your preferences and repeat visits. By clicking “Accept”, you consent to the use of ALL the cookies.