Mitsubishi L200 (Triton) คัมแบ็กบุกตลาดยุโรป-อังกฤษอีกครั้งในรอบ 5 ปี ขุมพลังดีเซล 2.4 Bi-Turbo - HeadLight Magazine

Published on 23 ก.ย. 2026

23 กันยายน 2026 เวลา 23:10 น. | หมวดหมู่ NEWS | โดย PLUG_IN | อ่านไปแล้ว: 6 ครั้ง

หลังจากที่ Mitsubishi เปิดตัวรถกระบะมิดไซส์ตระกูล Triton หรือที่รู้จักกันในชื่อทางการค้าว่า L200 สำหรับตลาดโลก ได้ยกเลิกการจำหน่ายในทวีปยุโรปไปตั้งแต่ปี 2021 ต่อมาแม้จะมีการเปิดตัวเจเนอเรชันใหม่ไปในปี 2023 ในตลาดประเทศไทยและเอเชีย โอเชียเนีย แต่ลูกค้าในตลาดยุโรปก็ยังไม่มีโอกาสได้สัมผัส ล่าสุด Mitsubishi Motors ได้ประกาศนำกระบะสายลุยรุ่นนี้กลับไปสู้ศึกภาคพื้นยุโรปและสหราชอาณาจักรอย่างเป็นทางการ เพื่อลงสนามท้าชนคู่แข่งบิ๊กเนมเจ้าถิ่นอย่าง Toyota Hilux และ Ford Ranger โดยมุ่งเป้าเจาะกลุ่มลูกค้าทั้งสายพาณิชย์และผู้ต้องการรถเพื่อการท่องเที่ยวพักผ่อน หรือทำกิจกรรมกลางแจ้ง

งานดีไซน์ภายนอกของ L200 เวอร์ชันยุโรป ใช้รูปร่างหน้าตาร่วมกับ Triton เจเนอเรชันล่าสุดที่ผลิตจากประเทศไทยแทบทั้งหมด มีเพียงการเปลี่ยนตราสัญลักษณ์และเพลทชื่อรุ่นบนฝากระโปรงท้ายเป็น L200 เท่านั้น อย่างไรก็ตาม สิ่งที่ทำให้ตลาดยุโรปแตกต่างจากภูมิภาคอื่นคือ ตัวเลือกตัวถังที่ถูกจำกัดให้เหลือเพียงแบบ 4 ประตู (Double Cab) เท่านั้น โดยไม่มีตัวถังตอนเดียวเน้นการบรรทุก หรือตอนครึ่งแคปเปิดได้ (Mega Cab) ให้เลือกเลยแม้แต่รุ่นเดียว

ทางด้านการแบ่งรุ่นย่อยในแต่ละประเทศจะใช้กลยุทธ์ชื่อรุ่นที่คุ้นเคยในแต่ละพื้นที่ โดยในประเทศเยอรมนีจะเริ่มด้วยรุ่น L200 Diamant ที่เน้นการใช้งานและมาพร้อมล้อกระทะเหล็ก จนกระทั่งขยับขึ้นมาเป็นรุ่น L200 Diamant Top ที่เพิ่มความสปอร์ตด้วยล้ออัลลอยสีดำ ตกแต่งชิ้นส่วนสีดำเงา Gloss Black ระหว่างกระจังหน้าและชุดไฟหน้า LED แบบสองชั้น ขณะที่ทางฝั่งสหราชอาณาจักรจะเริ่มด้วยรุ่นพื้นฐานอย่าง L200 Titan และรุ่นท็อปสายลุยอย่าง L200 Barbarian ซึ่งได้รับการตกแต่งภายนอกถอดแบบมาจาก Triton ATHLETE หรือ GSR ตัวท็อปในประเทศไทยและญี่ปุ่น

เมื่อเปรียบเทียบกับตลาดโลกแล้ว ถือว่าตลาดยุโรปมีตัวเลือกรุ่นย่อยและออฟชั่นน้อยกว่า เพราะหากหันไปมองออสเตรเลียจะมีเกรดลุยหนักอย่าง Raider หรือตลาดบราซิลที่มีรุ่นพิเศษเฉพาะถิ่นอย่าง Terra BF///MS ไปจนถึงสายแข่งอย่าง Triton Savana Sertões ขณะที่ประเทศไทยที่เป็นฐานการผลิตหลัก ได้อานิสงส์เต็มๆ จากการมีรูปแบบตัวถังให้เลือกหลากหลายที่สุด พร้อมหน้าตาเฉพาะรุ่นอย่าง Triton Street ที่เน้นเอาใจวัยรุ่นสร้างตัวตามแนวทางการใช้รถกระบะในบ้านเรา

ดีไซน์ภายในห้องโดยสารรองรับผู้โดยสาร 5 ตำแหน่ง จัดวางเลย์เอาต์ตามแบบฉบับเวอร์ชั่นที่วางจำหน่ายในประเทศอื่นๆ โดยเน้นความเรียบง่ายและใช้งานได้จริง มาพร้อมอุปกรณ์อำนวยความสะดวกครบครัน ตั้งแต่หน้าจอ Infotainment ขนาด 8 นิ้ว หน้าจอแสดงภาพจากกล้องรอบคัน 360 องศา และแพ็กเกจระบบความปลอดภัยขั้นสูง ADAS ที่ติดตั้งมาให้แบบจัดเต็ม

ขุมพลังของ L200 EU-spec จะไม่มีระบบมอเตอร์ไฟฟ้าไฮบริดใดๆ ให้เลือกเลย โดยถูกจำกัดให้วางเฉพาะเครื่องยนต์ดีเซล 4 สูบ ความจุ 2.4 ลิตร พร้อมระบบอัดอากาศแบบเทอร์โบชาร์จเจอร์คู่ (Bi-Turbo) ให้กำลังสูงสุด 204 แรงม้า (PS) พร้อมแรงบิดสูงสุด 470 นิวตัน-เมตร ตอบสนองทั้งการใช้งานทั่วไปและการบรรทุกหนักได้อย่างสบาย

ระบบส่งกำลังและระบบขับเคลื่อนจะแตกต่างกันตามรุ่นย่อย โดยในรุ่นเริ่มต้นจะจับคู่เกียร์ธรรมดา 6 จังหวะ เข้ากับระบบขับเคลื่อน 4 ล้อ แบบ Part-Time (Easy Select 4WD) ส่วนรุ่นท็อปจะขยับไปใช้เกียร์อัตโนมัติ 6 จังหวะ ทำงานร่วมกับระบบขับเคลื่อน 4 ล้อ แบบ Full-Time (Super Select 4WD-II) อันเป็นเอกลักษณ์ของค่าย พร้อมระบบล็อกเฟืองท้ายหลัง (Rear Differential Lock) เพื่อรองรับการลุยได้อย่างเต็มประสิทธิภาพ

สำหรับขุมพลังในอนาคต มีรายงานว่า Triton จะมีขุมพลังทางเลือกอย่าง Plug-in Hybrid หรือ Full Hybrid เข้ามาประจำการ โดยคาดว่าจะใช้ระบบขับเคลื่อนร่วมกับ All-New Mitsubishi Pajero ยุคถัดไป แต่น่าจะต้องรอคอยกันจนถึงช่วงปรับโฉมกลางอายุตลาด ส่วนราคาจำหน่ายในเยอรมนีจะเริ่มต้นที่ 39,990 ยูโร ไปจนถึง 52,990 ยูโร (ประมาณ 1,479,630 ถึง 1,960,630 บาท) ขณะที่ในสหราชอาณาจักรเริ่มต้นที่ 36,295 ปอนด์ ไปจนถึง 39,995 ปอนด์ (ประมาณ 1,617,668 ถึง 1,782,577 บาท)

ที่มา: Carscoops


l200 mitsubishi Mitsubishi L200 mitsubishi triton triton