นักวิเคราะห์เตือน Muse ผู้ช่วย AI ของ Meta อาจโค่น iPhone จากการเป็นศูนย์กลางชีวิตดิจิทัล ชี้เป็นความเสี่ยงใหญ่สุดของ Apple

Published on 4 ต.ค. 2026

จอห์น เทอร์นัส ซีอีโอคนใหม่ของ Apple อาจต้องระวังตัว เพราะนักวิเคราะห์มองว่า Meta Platforms กำลังเดินเกมเพื่อพลิกระบบนิเวศของยักษ์ใหญ่สมาร์ทโฟนรายนี้

  • ศึกแย่งเป็นจุดแรกที่ผู้ใช้เริ่มทำทุกอย่าง
  • ความเป็นส่วนตัวและระบบจ่ายเงินคือจุดอ่อนของ Apple
  • Meta เร่งเครื่องแล้ว แต่ยังไม่ชนะ

ลอรา มาร์ติน นักวิเคราะห์จาก Needham ระบุว่า Muse ผู้ช่วย AI ของ Meta รวมถึงฮาร์ดแวร์ที่เกี่ยวข้อง แสดงให้เห็นว่าบริษัทของ มาร์ก ซักเคอร์เบิร์ก กำลัง “พัฒนาผลิตภัณฑ์ที่โจมตีธุรกิจหลักของ Apple โดยตรง”

ในมุมมองของมาร์ติน เรื่องนี้กลายเป็นความเสี่ยงด้านการลงทุนที่ใหญ่ที่สุดของผู้ถือหุ้น Apple ไปแล้ว นั่นคือความเป็นไปได้ที่ Meta หรือคู่แข่งรายอื่นจะสร้างระบบ AI Agent ที่ทำงานแทนผู้ใช้ได้ แล้วผนวกเข้ากับฮาร์ดแวร์ของตัวเอง จนโค่น iPhone จากการเป็นศูนย์กลางที่ผู้บริโภคใช้เข้าถึงเทคโนโลยี

ในบันทึกถึงลูกค้าเมื่อวันพฤหัสบดี (1 ต.ค.) มาร์ตินโต้แย้งว่าอุปกรณ์ที่ Meta เพิ่งเปิดตัว ทั้งพวงกุญแจและแว่นตา อาจเป็นความเสี่ยงที่น่ากังวลจริงสำหรับ Apple

เธอมองว่าแม้ Apple จะผลิตอุปกรณ์หลายประเภท แต่โดยรวมแล้วยังเป็นบริษัทที่พึ่งพาสินค้าหลักเพียงตัวเดียว คือ iPhone และไม่มีอะไรรับประกันว่า iPhone จะยังเป็นฮาร์ดแวร์หลักของอุตสาหกรรมในยุค AI

ศึกแย่งเป็นจุดแรกที่ผู้ใช้เริ่มทำทุกอย่าง

วัมซี โมฮัน จาก Bank of America มองว่าการเปิดตัว Muse เมื่อวันที่ 8 กันยายน ได้เร่งให้การแข่งขันกับ Apple ร้อนแรงขึ้น โดยเป็นการแข่งกันเพื่อเป็นจุดแรกที่ผู้ใช้หันมาหาเมื่ออยากทำอะไรสักอย่าง

ปัจจุบันผู้ใช้ iPhone มักหยิบมือถือขึ้นมาทำแทบทุกอย่างที่เกี่ยวกับเทคโนโลยี แต่ตอนนี้ Apple เริ่มถูกกดดันให้ต้องรักษาสถานะนี้ไว้

โมฮันชี้ในบันทึกถึงลูกค้าว่า Muse มียอดดาวน์โหลดถึง 2.5 ล้านครั้งใน 2 สัปดาห์แรก ซึ่งเป็นสัญญาณว่าความนิยมของ AI Agent ตัวนี้เป็นเรื่องที่มองข้ามไม่ได้

Muse ยังเชื่อมต่อกับระบบภายนอกได้โดยตรง ทั้งระบบชำระเงิน Shop Pay ของ Shopify และการเป็นพันธมิตรกับ Expedia และ PayPal

โมฮันระบุว่าผ่านความร่วมมือเหล่านี้และอีกหลายราย Apple อาจเสียอำนาจบางส่วนในการกำหนดว่าผู้ใช้จะเห็นหรือเข้าถึงแอปใดใน App Store มากที่สุด รวมถึงอำนาจในการกำหนดว่าผู้ใช้จะจ่ายเงินผ่าน Apple Pay หรือช่องทางอื่น

ความเป็นส่วนตัวและระบบจ่ายเงินคือจุดอ่อนของ Apple

โมฮันมองว่าการตัดสินใจบางอย่างในอดีตของ Apple อาจกลับมาเป็นผลเสีย เช่น การจำกัดปริมาณข้อมูลผู้ใช้ที่ระบบของ Apple เก็บไว้ เพื่อรักษาภาพลักษณ์ของบริษัทที่ให้ความสำคัญกับความเป็นส่วนตัว

ขณะที่ระบบ AI หลายตัวเก็บข้อมูลผู้ใช้ไว้มากกว่า เพื่อให้ AI Agent เข้าใจบริบทและทำงานแทนผู้ใช้ได้ดีขึ้น ซึ่งโมฮันมองว่าอาจเป็นข้อเสียเปรียบของ Apple และจำกัดศักยภาพของผู้ช่วยเสียง Siri

อีกเรื่องที่ Apple ตามหลัง Meta คือการค้าผ่าน AI Agent โดยโมฮันอธิบายว่า Meta สร้างระบบชำระเงินผ่านกระเป๋าเงินสำหรับ AI Agent ที่ชื่อ Link ของ Stripe ซึ่งช่วยให้ผู้ใช้ซ่อนข้อมูลบัตรจากร้านค้าและระบบ AI ได้ ขณะที่ Apple ยังไม่ได้เปิดให้ Siri ใช้งาน Apple Pay ได้ในลักษณะเดียวกัน

การผนวก AI Agent เข้ากับ Apple Pay จึงเป็นก้าวสำคัญที่ Apple ต้องทำเพื่อแข่งกับ Meta และรักษาให้ผู้ใช้ยังอยู่ในระบบนิเวศของ Apple ผ่านขั้นตอนการจ่ายเงิน

อย่างไรก็ตาม Apple ก็ไม่ได้อยู่เฉย โดยมีรายงานว่าบริษัทมีแผนพัฒนาแว่นอัจฉริยะสำหรับใช้งานทั่วไปคล้ายกับที่ Meta มี แต่โมฮันมองว่ากลยุทธ์ที่ควรให้ความสำคัญสูงสุดคือการพัฒนา Siri ให้เป็น AI Agent ที่ทำงานร่วมกับ Apple Pay ได้

ทั้งนี้ Meta และ Apple ยังไม่ได้ตอบกลับคำขอความเห็นในทันที

Meta เร่งเครื่องแล้ว แต่ยังไม่ชนะ

ในภาพที่กว้างขึ้น Bloomberg มองว่า Meta กำลังมีช่วงเวลาที่ดี หลังตามหลังบริษัทแถวหน้าด้าน AI มาหลายปี เพราะแม้จะเป็นเจ้าของ Facebook, Instagram และ WhatsApp ที่สร้างรายได้โฆษณาหลายพันล้านดอลลาร์ แต่ความพยายามบุกตลาด AI ที่ผ่านมากลับไม่ค่อยประสบความสำเร็จ

Muse ที่เปิดตัวในเดือนกันยายนกลายเป็นความสำเร็จที่เกินคาด และ Meta ยังเตรียมออกฮาร์ดแวร์สไตล์ทามาก็อตจิมารองรับ ซึ่งทำให้ Meta เปิดตัวอุปกรณ์ได้ก่อนห้องปฏิบัติการ AI ชั้นนำรายอื่น

นอกจากสินค้าสำหรับผู้บริโภค ซักเคอร์เบิร์กยังประกาศตั้งหน่วยธุรกิจ AI สำหรับองค์กร โดยเรียกว่า “เสาหลักสำคัญถัดไปของธุรกิจเรา”

Bloomberg มองว่านี่เป็นการกลับมาที่แข็งแกร่ง โดยเฉพาะหลังแอป Meta AI ได้รับการตอบรับแบบเฉยๆ เมื่อฤดูร้อนปีก่อน และเมื่อ AI ฝังรากลึกในสังคมมากขึ้น Meta ก็ต้องกระจายธุรกิจ พร้อมแสดงให้นักลงทุนเห็นว่าเงินหลายพันล้านดอลลาร์ที่ใช้ไปแล้วและวางแผนจะใช้กับเทคโนโลยีนี้คุ้มค่า

ทว่าผู้ชนะในสนาม AI เปลี่ยนไปตลอดและการแข่งขันก็ดุเดือด โดย Anthropic ผู้พัฒนา Claude มีฐานที่มั่นที่แข็งแรงในตลาดองค์กรแล้ว, OpenAI ครองตลาด AI สำหรับผู้บริโภค ขณะที่ Google ก็ใส่ผู้ช่วย Gemini ไว้ในโทรศัพท์และฮาร์ดแวร์อื่นแล้ว

อีกโจทย์คือความกังวลในวงกว้างทั้งในสังคมและอุตสาหกรรมว่าควรชะลอการพัฒนา AI เพื่อให้มนุษย์ยังควบคุมเทคโนโลยีได้ ซึ่งซักเคอร์เบิร์กปฏิเสธแนวคิดนี้มาแล้ว โดย Bloomberg สรุปว่า Meta เร่งเครื่องแล้วก็จริง แต่ยังไม่ได้เป็นผู้ชนะ

ภาพ : Erlin Diah / Shutterstock

หมายเหตุ : ใช้อัตราแลกเปลี่ยน 1 ดอลลาร์สหรัฐ เท่ากับ 33.50 บาท ณ วันที่ ตุลาคม 2569

อ้างอิง:

ABOUT THE AUTHOR

ถนัดกิจ จันกิเสน

Content Creator ประจำกองบรรณาธิการ THE STANDARD WEALTH ผู้เสพติดโลกธุรกิจ การตลาด เทคโนโลยี และชอบสำรวจโลกออฟไลน์และออนไลน์มาถอดรหัสความเคลื่อนไหวให้เป็นเรื่องเข้าใจง่าย สนุก และได้ไอเดียใหม่ๆ