สสส.พร้อมจับมือ รพ.ชุมชน ลุยลดป่วย NCDs ตั้งเป้าเห็นผลใน 1–2 ปี หวังลดงบรักษาระยะยาว

Published on 21 ส.ค. 2026
  1. หน้าหลัก 
  2. การเมือง 
  3. ข่าวประชาสังคม 

สสส.พร้อมจับมือ รพ.ชุมชน ลุยลดป่วย NCDs ตั้งเป้าเห็นผลใน 1–2 ปี หวังลดงบรักษาระยะยาว

เผยแพร่: 21 ส.ค. 2569 12:54   ปรับปรุง: 21 ส.ค. 2569 12:54   โดย: ผู้จัดการออนไลน์



สสส.พร้อมผนึกโรงพยาบาลชุมชนและระบบปฐมภูมิ ลุยปรับพฤติกรรมคนไทย ลดเหล้า–บุหรี่ เพิ่มกิจกรรมทางกายและโภชนาการที่ดี ตั้งเป้าลดผู้ป่วย NCDs รายใหม่ภายใน 1–2 ปี หวังลดค่ารักษาพยาบาลในอีก 3–5 ปี

นพ.พงศ์เทพ วงศ์วัชรไพบูลย์ ผู้จัดการกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) เปิดเผยว่า สสส.พร้อมทำงานร่วมกับโรงพยาบาลชุมชนและระบบบริการปฐมภูมิ ตามนโยบายของนายพัฒนา พร้อมพัฒน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข โดยได้หารือเบื้องต้นกับ นพ.ปวิตร วณิชชานนท์ ประธานชมรมผู้อำนวยการโรงพยาบาลชุมชนแห่งประเทศไทยแล้ว

ทั้งสองฝ่ายมีเป้าหมายร่วมกันในการสร้างเสริมสุขภาพและปรับพฤติกรรมประชาชน ทั้งลดการดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ ลดการสูบบุหรี่ เพิ่มการออกกำลังกาย และส่งเสริมการบริโภคตามหลักโภชนาการ เพื่อลดโรคไม่ติดต่อ (NCDs) ซึ่งเป็นสาเหตุของการเสียชีวิตถึง 74% ของการเสียชีวิตทั้งหมดในประเทศไทย

นพ.พงศ์เทพ กล่าวว่า โรงพยาบาลชุมชนเป็นกลไกสำคัญ เพราะใกล้ชิดและเข้าใจประชาชนในแต่ละพื้นที่ โดย สสส.จะสนับสนุนการใช้ข้อมูลร่วมกับสำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (สปสช.) เพื่อวิเคราะห์ปัญหาและค่าใช้จ่ายด้านสุขภาพให้ตรงกับบริบท เช่น พื้นที่ที่มีผู้ป่วยไตวายเรื้อรังและค่าใช้จ่ายล้างไตสูง เพื่อวางแนวทางป้องกันและแก้ไขได้อย่างตรงจุด

ทั้งนี้ งบประมาณของ สสส.คิดเป็นเพียง 0.5% ของงบประมาณด้านสุขภาพทั้งหมด จึงต้องเน้นการป้องกันตั้งแต่ต้นน้ำ ลดการเจ็บป่วยก่อนเข้าสู่ระบบรักษา ขณะที่ค่าใช้จ่ายสุขภาพของไทยอยู่ที่ประมาณ 5% ของ GDP และมีแนวโน้มเพิ่มขึ้น

ข้อมูลอายุคาดเฉลี่ยทั่วโลกปี 2569 ระบุว่า คนไทยมีอายุเฉลี่ย 77.1 ปี แต่ต้องใช้ชีวิตกับสุขภาพที่ไม่ดีนานถึง 6.9 ปี ขณะที่ค่ารักษาพยาบาลในช่วง 2 ปีก่อนเสียชีวิตเฉลี่ยอยู่ที่ 119,318 บาทต่อคน สะท้อนว่าโครงสร้างรายจ่ายสุขภาพยังให้น้ำหนักกับการรักษามากกว่าการป้องกัน

สสส.และโรงพยาบาลชุมชนตั้งเป้าให้ความร่วมมือสร้างการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมประชาชนและลดจำนวนผู้ป่วย NCDs รายใหม่ภายใน 1–2 ปี ก่อนส่งผลให้ค่าใช้จ่ายด้านการรักษาพยาบาลลดลงในช่วง 3–5 ปีข้างหน้า