มองมุมต่าง: ตลท. ปลดล็อกเกณฑ์ ดึง New Economy และบริษัทต่างชาติ

Published on 11 ก.ย. 2026

บ่อยครั้งที่ตลาดหุ้นไทยมักถูกตั้งคำถามว่า เหตุใดโครงสร้างตลาดหุ้นบ้านเรา จึงยังวนเวียนอยู่กับหุ้นกลุ่มธนาคาร พลังงาน ปิโตรเคมี อสังหาริมทรัพย์ หรือการบริโภคแบบดั้งเดิม ขณะที่บริษัทเทคโนโลยี หุ่นยนต์ ไบโอเทค หรือยานยนต์สมัยใหม่จำนวนมากกลับเติบโตอยู่นอกตลาดหลักทรัพย์ บางรายเลือกขายกิจการให้ทุนต่างชาติ และบางรายมองหาการระดมทุนในต่างประเทศแทน

คำตอบส่วนหนึ่งอาจไม่ได้อยู่ที่ตลาดหุ้นไทยไม่มีธุรกิจที่เป็นนวัตกรรมใหม่ๆ แต่อาจจะอยู่ที่กติกาเดิมถูกออกแบบมาสำหรับบริษัทที่มีรายได้ ผลประกอบการ และพื้นฐานการทำธุรกิจที่ค่อนข้างมั่นคงแล้ว มากกว่าธุรกิจที่อยู่ในช่วงลงทุนหนักและอาศัยการเติบโตอย่างรวดเร็วเป็นจุดดึงดูด

การปรับปรุงเกณฑ์รับหลักทรัพย์ของตลาดหลักทรัพย์ฯ ซึ่งจะมีผลตั้งแต่วันที่ 11 กันยายน 2569 จึงเป็นการเพิ่มประตูทางเข้าตลาดทุนให้เหมาะกับกลุ่มบริษัท New Economy และบริษัทต่างประเทศมากขึ้น โดยยังคงมาตรฐานด้านคุณภาพ โดยมีการปรับปรุงสำคัญ 3 เรื่อง ได้แก่ เกณฑ์สำหรับธุรกิจ New Economy เกณฑ์การเสนอขายหุ้นของบริษัทต่างประเทศ และเงื่อนไขห้ามขายหุ้นของผู้ที่มีส่วนร่วมในการบริหารหลังเข้าจดทะเบียน (Silent Period)

ส่วนที่ได้รับความสนใจมากที่สุดคือการเปิดทางให้บริษัทใน 10 กลุ่มอุตสาหกรรม New Economy ที่เป็นเป้าหมาย ตั้งแต่การเกษตรและอาหารขั้นสูง เชื้อเพลิงชีวภาพและเคมีชีวภาพ การต่อยอดทางการแพทย์และสุขภาพ การท่องเที่ยวเชิงสร้างสรรค์ ยานยนต์สมัยใหม่ การบินและโลจิสติกส์ ดิจิทัลและพาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์ อิเล็กทรอนิกส์อัจฉริยะ หุ่นยนต์ ไปจนถึงการพัฒนาเทคโนโลยีและนวัตกรรม ได้แก่ Biotechnology Nanotechnology Advance Material Technology และ Digital Technology เข้าถึงตลาดทุนได้เร็วขึ้น พร้อมทั้งกำหนดหลักเกณฑ์ที่มีความเหมาะสมกับลักษณะธุรกิจสำหรับบริษัทที่ได้รับการส่งเสริมจาก BOI ด้วย (Special Track)

เดิมบริษัท New Economy ที่ใช้เกณฑ์มูลค่าหลักทรัพย์ตามราคาตลาด (Market Capitalization Test) เพื่อเข้า SET ต้องมีมูลค่าไม่น้อยกว่า 7,500 ล้านบาท แต่เกณฑ์ใหม่ปรับลดเป็นไม่น้อยกว่า 5,000 ล้านบาทสำหรับบริษัททั่วไป และไม่น้อยกว่า 3,000 ล้านบาท สำหรับบริษัทที่ได้รับการส่งเสริมจาก BOI

ส่วนการเข้า mai ปรับจากไม่น้อยกว่า 2,000 ล้านบาท เหลือไม่น้อยกว่า 1,500 ล้านบาท สำหรับบริษัททั่วไป และไม่น้อยกว่า 1,000 ล้านบาท สำหรับบริษัทที่ได้รับการส่งเสริมจาก BOI

ระยะเวลาการมีรายได้จากการดำเนินงาน (Track Record) ก็ปรับเช่นกัน บริษัท New Economy ทั่วไปต้องมีรายได้อย่างน้อย 2 ปี ส่วนบริษัทที่ได้รับการส่งเสริมจาก BOI อย่างน้อย 1 ปี แต่ต้องเริ่มมีรายได้เชิงพาณิชย์จากธุรกิจที่ได้รับการส่งเสริมแล้ว ไม่ใช่มีเพียงแผนธุรกิจหรือโครงการที่ยังไม่สร้างรายได้

นอกจากนี้ เกณฑ์ใหม่ยังปรับคุณสมบัติเรื่องรายได้จากการดำเนินงานเป็นพิจารณาโครงสร้างรายได้แทน โดยธุรกิจในอุตสาหกรรม New Economy ต้องสร้างรายได้สูงที่สุดและมีสัดส่วนอย่างน้อย 30% ของรายได้จากการดำเนินงานในปีล่าสุด จากเดิมที่ต้องสะท้อนหลายมุม ทั้งรายได้จากการดำเนินงานรวม รายได้จากอุตสาหกรรม New Economy ที่ต้องเป็นธุรกิจหลัก หรือมี Growth rate จากปีก่อนหน้า

จุดนี้ถือเป็นการเปลี่ยนแปลงอย่างสำคัญ เพราะธุรกิจยุคใหม่บางประเภทอาจมีรายได้ยังไม่สูงมากนัก แต่มีเทคโนโลยี ทรัพย์สินทางปัญญา และโอกาสเติบโตในอนาคต

ลองสมมติว่าบริษัทผู้ผลิตหุ่นยนต์อุตสาหกรรมได้รับการส่งเสริมจาก BOI เริ่มมีรายได้เชิงพาณิชย์มาแล้ว 1 ปี และมีมูลค่าหลังเสนอขายหุ้นที่ 3,500 ล้านบาท ภายใต้เกณฑ์เดิม บริษัทอาจยังเข้า SET ไม่ได้ เพราะมูลค่าต่ำกว่า 7,500 ล้านบาท และมี Track Record สั้นเกินไป แต่ภายใต้ Special Track บริษัทมีโอกาสผ่านเงื่อนไขเบื้องต้นได้เร็วขึ้น หากมีคุณสมบัติด้านส่วนของผู้ถือหุ้น ทุนชำระแล้ว ระบบควบคุมภายใน และการกระจายหุ้นครบถ้วน

อีกตัวอย่างคือ บริษัทอาหารแบบดั้งเดิมที่พัฒนาโปรตีนทางเลือก จนกลายเป็นธุรกิจที่สร้างรายได้สูงที่สุด คิดเป็น 35% ของรายได้จากการดำเนินงาน แม้รายได้ส่วนที่เหลือยังมาจากธุรกิจเดิม บริษัทก็อาจใช้ธุรกิจอาหารขั้นสูงเป็นฐานในการพิจารณาได้ เพราะเกณฑ์ไม่ได้กำหนดให้รายได้ New Economy ต้องเกินครึ่งหนึ่ง แต่ต้องเป็นรายได้ก้อนใหญ่ที่สุดและมีสัดส่วนไม่น้อยกว่า 30%

นอกจากนี้ ตลาดหลักทรัพย์ฯ ยังยกเลิกเงื่อนไขที่กำหนดให้บริษัทต่างประเทศที่จะเข้าด้วยเกณฑ์ New Economy ต้องพิสูจน์ว่าได้สร้างประโยชน์ต่อเศรษฐกิจไทย เช่น มีฐานการผลิต ใช้วัตถุดิบ จ้างงาน หรือมีลูกค้าในประเทศไทยจำนวนมาก เพราะบริษัทระดับโลกบางแห่งอาจมีธุรกิจอยู่ในหลายประเทศและไม่มีฐานดำเนินงานขนาดใหญ่ในไทย แต่การเข้าจดทะเบียนสามารถเพิ่มทางเลือกการลงทุนและยกระดับความเป็นสากลของตลาดทุนไทยได้

อย่างไรก็ตาม การปรับลดคุณสมบัติดังกล่าว ย่อมทำให้นักลงทุนต้องประเมินความเสี่ยงมากขึ้น บริษัทที่มี Track Record เพียงปีเดียว มีข้อมูลให้วิเคราะห์น้อยกว่าบริษัทที่ดำเนินธุรกิจมาหลายปี และมูลค่าของธุรกิจเทคโนโลยีมักอิงกับการเติบโตในอนาคตมากกว่ากำไรในปัจจุบัน

เกณฑ์ที่ผ่อนคลายจึงไม่ได้หมายความว่าทุกบริษัทในอุตสาหกรรมเป้าหมายจะเป็นหุ้นเติบโต หรือควรได้รับมูลค่าสูงโดยอัตโนมัติ คำว่า New Economy เป็นเพียงประเภทของธุรกิจ ไม่ใช่เครื่องรับรองคุณภาพ

การปรับปรุงส่วนที่สองเป็นการเปิดรับบริษัทต่างประเทศมากขึ้น โดยเฉพาะบริษัทที่มีหุ้นซื้อขายอยู่ในตลาดหลักทรัพย์ของประเทศที่ไม่ได้อยู่ในรายชื่อที่สำนักงาน ก.ล.ต. ยอมรับ หรือ Unrecognized Country

เดิมบริษัทกลุ่มนี้ต้องใช้เกณฑ์แบบ Primary Listing ซึ่งอาจต้องเสนอขายหุ้น IPO ในสัดส่วนไม่น้อยกว่า 10-20% ของทุนหลัง IPO แต่เกณฑ์ใหม่อนุญาตให้ใช้แนวทางตามแบบ Secondary Listing โดยกำหนดมูลค่าหุ้นที่เสนอขายไม่น้อยกว่า 300 ล้านบาท หรือไม่น้อยกว่า 5% ของทุนหลัง IPO แล้วแต่จำนวนใดจะต่ำกว่า

สมมติบริษัทเทคโนโลยีต่างประเทศมีมูลค่า 100,000 ล้านบาท หากต้องเสนอขายหุ้น 10% อาจต้องออกหุ้นใหม่ถึง 10,000 ล้านบาท ทั้งที่บริษัทอาจไม่ได้ต้องการเงินทุนมากขนาดนั้น เกณฑ์ดังกล่าวทำให้ผู้ถือหุ้นเดิมถูกลดสัดส่วนโดยไม่จำเป็น แต่ภายใต้แนวทางใหม่ บริษัทสามารถนำหุ้นเข้าซื้อขายในไทยด้วยขนาดที่เหมาะสมกว่าได้

บริษัทต่างประเทศเหล่านี้ยังต้องผ่านการพิจารณาด้านคุณภาพ ฐานะการเงิน ผลประกอบการ การกระจายหุ้นรายย่อย และการเปิดเผยข้อมูลในระดับเดียวกับบริษัทไทย เพียงแต่ไม่จำเป็นต้องระดมทุนเพิ่มมากเกินความต้องการ

ส่วนที่สามคือการปรับ Silent Period จากเดิมที่กำหนดให้หุ้นของ Strategic Shareholders รวม 55% ของทุนหลัง IPO ถูกห้ามขาย มาเป็นการให้ Strategic Shareholders นำหุ้นทั้งหมดที่ตนถือหลัง IPO เข้าสู่เงื่อนไขห้ามขาย โดยหุ้นที่ติด Silent Period รวมกันต้องไม่น้อยกว่า 30% ของทุนหลัง IPO

ด้าน Strategic Shareholders ต้องครอบคลุมกรรมการ ผู้จัดการ ผู้บริหารระดับสูง ผู้ถือหุ้นมากกว่า 5% ผู้มีอำนาจควบคุม รวมถึงบุคคลที่เกี่ยวข้อง จุดประสงค์คือให้ผู้บริหารและผู้ถือหุ้นหลักยังคงมีส่วนได้เสียกับบริษัท ไม่สามารถนำหุ้นบางส่วนออกขายทันทีหลังระดมทุนจากประชาชน

สำหรับบริษัททั่วไป ระยะเวลา Silent Period ยังคงอยู่ที่ 1 ปี ส่วนบริษัทต่างประเทศที่มีกำไร ลดระยะเวลาจาก 1 ปีครึ่ง เหลือ 1 ปี และเมื่อครบ 6 เดือนสามารถทยอยขายหุ้นที่ถูกห้ามขายได้ 50% ขณะที่บริษัท New Economy และกิจการสาธารณูปโภคพื้นฐานที่ยังไม่มีกำไร ลดจาก 3 ปี เหลือ 2 ปี และทยอยขายได้ 25% ทุก 6 เดือน

การเปลี่ยนแปลงนี้ช่วยเพิ่มการแข่งขันกับตลาดต่างประเทศได้มากขึ้น แต่ก็ต้องจับตาผลกระทบด้านอุปทานหุ้น เพราะเมื่อครบกำหนดทยอยขาย หุ้นจากผู้ถือหุ้นเดิมอาจเข้าสู่ตลาดเร็วขึ้น นักลงทุนจึงควรตรวจสอบทั้งจำนวนหุ้นที่ถูกล็อก วันครบกำหนด และต้นทุนของผู้ถือหุ้นเดิม ไม่ควรพิจารณาเฉพาะผลประกอบการของบริษัท

เกณฑ์นี้ ผู้ได้รับประโยชน์กลุ่มแรก คือบริษัท New Economy เพราะสามารถระดมทุนได้ในช่วงที่ธุรกิจกำลังต้องการเงินเพื่อขยายกำลังการผลิต วิจัยเทคโนโลยี หรือเข้าสู่ตลาดใหม่ โดยไม่จำเป็นต้องรอจนมีรายได้หลายพันล้านบาท การเข้าถึงเงินทุนเร็วขึ้นอาจช่วยให้ธุรกิจไทยไม่ต้องขายหุ้นให้ทุนต่างชาติหรือย้ายไปจดทะเบียนในตลาดอื่น

ตลาดหลักทรัพย์ฯ เองจะได้บริษัทนวัตกรรมใหม่ๆ เข้ามาเพิ่มความหลากหลาย ลดภาพจำว่าตลาดหุ้นไทยมีเฉพาะธุรกิจแบบเดิม

สำหรับนักลงทุนไทย ประโยชน์คือมีทางเลือกมากขึ้น สามารถลงทุนในธุรกิจหุ่นยนต์ ไบโอเทค ดิจิทัล หรือเทคโนโลยีสุขภาพผ่านตลาดหุ้นไทยโดยตรง และไม่จำเป็นต้องนำเงินออกไปซื้อหุ้นต่างประเทศทั้งหมด แต่สิ่งที่เพิ่มขึ้นพร้อมกับโอกาสนั้น ก็คือความเสี่ยงจากธุรกิจที่มีการดำเนินธุรกิจไม่นาน ยังไม่มีกำไร และประเมินมูลค่าได้ยากกว่าเดิม ตรงนี้นักลงทุนต้องศึกษาข้อมูลให้ดีก่อนลงทุน

ทั้งนี้ การเปลี่ยนแปลงเกณฑ์ชุดนี้จะเปลี่ยนตลาดหุ้นไทยไปสู่ New Economy ได้จริงหรือไม่นั้น คงต้องใช้เวลา และระหว่างทางก็ต้องปรับจูนความเหมาะสมไปควบคู่กัน

เพราะเกณฑ์ใหม่แก้ปัญหาฝั่งอุปทานด้วยการเปิดประตูให้บริษัทแห่งอนาคตเข้าตลาดง่ายขึ้น แต่ยังไม่สามารถรับประกันได้ว่าจะมีบริษัทคุณภาพเข้ามา หรือเข้ามาแล้วจะได้รับความสนใจจากนักลงทุน

การเปลี่ยนผ่านจะเกิดขึ้นจริงก็ต่อเมื่อบริษัทที่เข้ามาใช้เงินระดมทุนสร้างการเติบโตได้ตามแผน เปิดเผยข้อมูลตรงไปตรงมา และสร้างผลตอบแทนให้ผู้ถือหุ้น ไม่ใช่เพียงติดป้าย New Economy เพื่อให้ผ่านเกณฑ์หรือเรียกมูลค่าที่สูงขึ้น

ขณะเดียวกัน ธุรกิจดั้งเดิม ไม่จำเป็นต้องหายไปจากตลาด เพราะบริษัทพลังงาน ธนาคาร อาหาร หรืออุตสาหกรรมเดิมก็สามารถเปลี่ยนตัวเองผ่านพลังงานสะอาด ปัญญาประดิษฐ์ ระบบอัตโนมัติ และธุรกิจดิจิทัลได้เช่นกัน การเปลี่ยนผ่านที่แท้จริงจึงไม่ใช่การเอาหุ้นใหม่มาแทนหุ้นเก่าทั้งหมด แต่คือการเพิ่มบริษัทที่มีเทคโนโลยีและการเติบโต พร้อมผลักดันบริษัทเดิมให้สร้างธุรกิจใหม่ไปพร้อมกัน

โดย ธิติ ภัทรยลรดี