ท่ามกลางสมรภูมิธุรกิจเบเกอรี่และขนมปังมูลค่ากว่า 40,000 – 50,000 ล้านบาท ที่เต็มไปด้วยความผันผวนและการแข่งขันที่ทวีความรุนแรงในทุกขณะ หากเอ่ยถึงแบรนด์ขนมปังที่สามารถครองใจผู้บริโภคชาวไทยได้อย่างเหนียวแน่นและยาวนานที่สุด ชื่อของ “ฟาร์มเฮ้าส์” (Farmhouse) ภายใต้การดำเนินงานของ บริษัท เพรซิเดนท์ เบเกอรี่ จำกัด (มหาชน) คงเป็นคำตอบแรกในใจของคนไทยแทบทุกคน
ล่าสุด ฟาร์มเฮ้าส์ได้ตอกย้ำความเป็นผู้นำตลาดอีกครั้งอย่างยิ่งใหญ่ ด้วยการคว้ารางวัล Marketeer No. 1 Brand Thailand 2026 ในหมวดขนมปัง โดยครองคะแนนความนิยมสูงสุดเป็นอันดับหนึ่งทั่วประเทศอย่างโดดเด่นถึง 47.64% และเป็นการครองแชมป์ติดต่อกันเป็นปีที่ 9 ควบคู่ไปกับการฉลองก้าวสำคัญในฐานะแบรนด์คู่ใจที่เติมพลังชีวิตและอยู่เคียงข้างสังคมไทยมาอย่างยาวนานกว่า 44 ปี
ความภูมิใจของแบรนด์อันดับ 1 ที่ส่งต่อจากรุ่นสู่รุ่น
ในการสัมภาษณ์พิเศษกับ คุณอภิเศรษฐ ธรรมมโนมัย กรรมการผู้อำนวยการ บริษัท เพรซิเดนท์ เบเกอรี่ จำกัด (มหาชน) ผู้นำทัพผู้ขับเคลื่อนอาณาจักรฟาร์มเฮ้าส์ในปัจจุบัน ได้เปิดเผยถึงความรู้สึกต่อความสำเร็จในครั้งนี้ว่า
“รู้สึกเป็นเกียรติและภูมิใจมากครับ รางวัลนี้สะท้อนถึงความไว้วางใจที่ผู้บริโภคมีต่อฟาร์มเฮ้าส์มาอย่างต่อเนื่องกว่า 44 ปี และเป็นกำลังใจสำคัญให้ทีมงานทุกคนมุ่งมั่นพัฒนาสินค้าและบริการให้ดียิ่งขึ้นครับ”
สถิติจากผลสำรวจความนิยมของ Marketeer ประจำปี 2569 ยืนยันถึงความแข็งแกร่งของฟาร์มเฮ้าส์ที่เข้าไปนั่งในใจผู้บริโภคได้ครบทุกเซกเมนต์อย่างแท้จริง โดยได้รับความนิยมอย่างเหนียวแน่นทั้งจากกลุ่มผู้บริโภคชาย (47.59%) และหญิง (47.69%) รวมถึงครองแชมป์ความนิยมในทุกภูมิภาคทั่วประเทศ นำโดย ภาคกลาง (49.50%), กรุงเทพฯ และปริมณฑล (47.85%) และ ภาคอีสาน (47.44%)
นอกจากนี้ ในด้านภาพลักษณ์ของแบรนด์ ฟาร์มเฮ้าส์ยังคว้าคะแนนสูงสุดในมิติ “การเป็นแบรนด์ที่ผลิตสินค้าที่มีคุณภาพ” (4.46 คะแนน) และ “เป็นแบรนด์ที่สามารถตอบสนองความต้องการของผู้บริโภคได้เป็นอย่างดี” (4.40 คะแนน) สะท้อนให้เห็นว่ามาตรฐานและคุณภาพคือสิ่งที่ผู้บริโภคไทยสัมผัสและมอบความไว้วางใจให้ตลอดมา
เผชิญพายุเศรษฐกิจปี 2569 เมื่อต้นทุนพุ่งสูง การเพิ่มประสิทธิภาพภายในคือทางออก
แม้จะยืนหยัดอยู่บนจุดสูงสุดของตลาด แต่เส้นทางของฟาร์มเฮ้าส์ไม่ได้โรยด้วยกลีบกุหลาบ โดยเฉพาะเมื่อขยับเข้าสู่ปี 2569 ที่ภาคธุรกิจต้องเผชิญหน้ากับพายุเศรษฐกิจรอบด้าน ทั้งกำลังซื้อที่ชะลอตัว ราคาน้ำมันที่ผันผวน ไปจนถึงราคา ฟิล์มแพ็กเกจจิ้งที่พุ่งทะยานสูงขึ้นถึง 30% จากผลกระทบของสถานการณ์ความขัดแย้งในต่างประเทศ
ในภาวะที่แบรนด์อื่นๆ อาจเลือกใช้วิธีที่ง่ายที่สุดอย่างการปรับขึ้นราคาสินค้า แต่คุณอภิเศรษฐกลับตัดสินใจเลือกทางเดินที่ต่างออกไป นั่นคือ “ความตั้งใจที่จะไม่ปรับขึ้นราคาขนมปัง” เพื่อลดการผลักภาระให้กับผู้บริโภค
“ปีนี้ตลาดมีความท้าทายทั้งเรื่องกำลังซื้อและต้นทุน ผู้บริโภคให้ความสำคัญกับความคุ้มค่า ควบคู่กับคุณภาพมากขึ้น ทำให้แบรนด์ต้องพัฒนาสินค้าและสร้างคุณค่าที่ตอบโจทย์ผู้บริโภคในทุกมิติ” คุณอภิเศรษฐระบุ
เหตุผลสำคัญที่คุณอภิเศรษฐเน้นย้ำคือ ขนมปังถือเป็นอาหารพื้นฐานในชีวิตประจำวันของคนไทย หากปรับขึ้นราคาย่อมส่งผลกระทบต่อความรู้สึกและฐานลูกค้าโดยตรง อีกทั้งเมื่อมองในแง่ของโอกาสการเติบโตในระยะยาว อัตราการบริโภคขนมปังของคนไทยยังน้อยกว่าคนมาเลเซียถึง 2 เท่า และน้อยกว่าคนญี่ปุ่นถึง 4-5 เท่า ตลาดเบเกอรี่ไทยจึงยังมีโอกาสขยายตัวได้อีกมหาศาล
และเพื่อสยบวิกฤตต้นทุนโดยไม่รบกวนกระเป๋าเงินของผู้บริโภค ฟาร์มเฮ้าส์จึงหันมาทำการ “เพิ่มประสิทธิภาพการทำงานหลังบ้าน” อย่างเข้มข้นในทุกตารางนิ้ว ผ่านกลยุทธ์สำคัญ 3 ด้าน คือ
- การปฏิรูประบบโลจิสติกส์และการขนส่ง ซึ่งเป็นหัวใจสำคัญของการกระจายสินค้าด่วน โดยฟาร์มเฮาส์ได้ปรับปรุงเส้นทางวิ่งรถขนส่งใหม่ทั้งหมด โดยเดินหน้าปรับปรุงประสิทธิภาพเครือข่ายการกระจายสินค้าอย่างต่อเนื่อง เพื่อให้สามารถรองรับความต้องการของผู้บริโภคได้อย่างมีประสิทธิภาพ ตั้งแต่เพิ่มปริมาณการบรรทุกสินค้าต่อคันให้คุ้มค่าพลังงานและน้ำมันที่สุด โดยใช้จุดเด่นเรื่องความสดใหม่ของขนมปังที่อยู่ได้นานหลายวันมาเป็นข้อได้เปรียบ
- การวางแผนการผลิตด้วย Data-Driven นำข้อมูลมาวิเคราะห์พฤติกรรมการซื้อของผู้บริโภคอย่างละเอียดเพื่อปรับสายการผลิตให้มีความยืดหยุ่นสูง (Seasonal Production) เช่น ในช่วงเปิดเทอมที่ยอดขายอาจไม่ได้โตตามเป้า 5-10% เหมือนช่วงปกติเนื่องจากสภาวะเศรษฐกิจตึงตัว ระบบการผลิตมีความยืดหยุ่น สามารถปรับสัดส่วนการผลิตตามความต้องการของตลาดและสถานการณ์ Supply Chain เพื่อรักษาความต่อเนื่องของสินค้าหลักและลดการสูญเสีย
- การพัฒนาผลิตภัณฑ์ที่ตอบโจทย์โครงสร้างครอบครัวยุคใหม่ ปรับขนาดขนมปังให้เล็กลง (Mini Pack) เพื่อให้สอดรับกับขนาดครอบครัวไทยที่เล็กลงและพฤติกรรมรักสุขภาพ
“เรารับฟังผู้บริโภคอย่างต่อเนื่อง ใช้ข้อมูลมาช่วยวิเคราะห์ และพัฒนาสินค้าให้สอดคล้องกับไลฟ์สไตล์ที่เปลี่ยนไป เช่น การออกสินค้าขนาดมินิแพ็คที่สะดวก พกง่าย ราคาเข้าถึงได้ และมีคุณประโยชน์มากขึ้น ปัจจุบันมี 4 รสชาติ และกำลังเตรียมเปิดตัวเพิ่มอีก 2 รสชาติ เพื่อเพิ่มทางเลือกให้ผู้บริโภค” คุณอภิเศรษฐ อธิบายเพิ่มเติม

เมื่อ “บราวนี่ฟาร์มเฮ้าส์” จุดติดเป็นกระแสไวรัล ด้วยพลัง Logistics & Delivery ที่ซุ่มทำมานาน 6 ปี
อีกหนึ่งบทเรียนแห่งความสำเร็จที่พิสูจน์ความยืดหยุ่นและการปรับตัวของฟาร์มเฮ้าส์ได้อย่างชัดเจน คือปรากฏการณ์ความนิยมของ “บราวนี่ฟาร์มเฮ้าส์” หลังจากเกิดกระแสรีวิวบน TikTok ความต้องการของ Brownie เติบโตขึ้นอย่างก้าวกระโดด จนบริษัทสามารถขยายการกระจายสินค้าเข้าสู่ช่องทาง Modern Trade ได้อย่างรวดเร็ว
เบื้องหลังที่ทำให้ยอดขายเติบโตอย่างก้าวกระโดดและสามารถกระจายสินค้าไปรองรับความต้องการที่ล้นหลามได้ทันท่วงที ไม่ได้เกิดขึ้นจากความบังเอิญ แต่เกิดจากการที่ฟาร์มเฮ้าส์ซุ่มพัฒนาระบบ “เดลิเวอรี” (Delivery) ของตัวเองมาอย่างต่อเนื่องกว่า 6 ปี
เมื่อลูกค้าสั่งซื้อขนมปังผ่านช่องทางออนไลน์ครบ 200 บาท ระบบเดลิเวอรีจะทำงานสอดประสานเข้ากับเส้นทางวิ่งของรถส่งขนมปังที่มีอยู่แล้ว โดยแวะจัดส่งสินค้าให้ถึงหน้าบ้านฟรี วิธีการนี้นอกจากจะสร้างความสะดวกสบายและมัดใจลูกค้าได้สำเร็จแล้ว ยังถือเป็นการใช้ขีดความสามารถของทรัพยากรด้านโลจิสติกส์ที่มีอยู่เดิมให้เกิดประสิทธิภาพและมูลค่าสูงสุด
กุมบังเหียนห่วงโซ่อุปทานแบบครบวงจร (End-to-End) ท่าไม้ตายคุมต้นทุนระยะยาว
แก่นแท้ที่ทำให้ฟาร์มเฮ้าส์สามารถสู้ศึกวิกฤตเศรษฐกิจและยืนหยัดรักษาอัตรากำไรได้ดีกว่าคู่แข่ง คือการเป็นผู้กุมโครงสร้างพื้นฐานตลอดซัพพลายเชนไว้ในมือแบบเบ็ดเสร็จโดยไม่ต้องพึ่งพาศูนย์กระจายสินค้าจากภายนอก
ปัจจุบัน ฟาร์มเฮ้าส์มีเครือข่ายที่แข็งแกร่งประกอบด้วย โรงงานผลิตขนาดใหญ่ 3 แห่ง, ศูนย์กระจายสินค้า 51 แห่งทั่วประเทศ, รถขนส่งของตัวเองกว่า 1,200 คัน ที่วิ่งส่งขนมปังหอมกรุ่นสดใหม่สู่ และ ร้านค้าพันธมิตรกว่า 61,000 แห่งทุกวัน
ข้อได้เปรียบนี้ทำให้ฟาร์มเฮ้าส์ไม่โดนผลกระทบจากค่าขนส่งภายนอกที่แพงขึ้นตามราคาน้ำมัน อีกทั้งมาตรฐานการผลิตที่สูงลิ่วยังทำให้แบรนด์ได้รับความไว้วางใจให้เป็นผู้ผลิต (OEM) วัตถุดิบขนมปังให้กับแบรนด์เชนฟาสต์ฟู้ดชั้นนำระดับโลกในประเทศไทย ซึ่งเป็นอีกหนึ่งช่องทางรายได้ที่มั่นคง
นอกจากนี้ คุณอภิเศรษฐยังเผยถึงการเดินหน้าลงทุนก้อนโตเพื่อแก้ปัญหาต้นทุนอย่างยั่งยืนในระยะยาว เช่น
ระบบอัตโนมัติ (Automation): ปรับเปลี่ยนสายการผลิตกลุ่มสินค้าขนมปังแถวซองแดงให้เป็นระบบอัตโนมัติเต็มรูปแบบ เพื่อแก้ปัญหาการขาดแคลนแรงงานและยกระดับสุขอนามัย
พลังงานสะอาดและลดต้นทุนขนส่ง: ลุยเพิ่มจำนวนรถบรรทุกพลังงานไฟฟ้า (EV) ให้ครบ 100 คัน ภายในปีนี้ ซึ่งจากระยะการใช้งานที่ผ่านมาสามารถช่วยประหยัดค่าน้ำมันไปได้แล้วถึง 1 ล้านบาท พร้อมวางแผนติดตั้งโซลาร์เซลล์ตามโรงงานและศูนย์กระจายสินค้าทั่วประเทศ
โครงการโรงโม่แป้งสาลีของตัวเอง: ทุ่มงบลงทุนครั้งใหญ่กว่า 1,000 ล้านบาท ในการก่อสร้างโรงโม่แป้งสาลีที่ย่านบางปะกง ซึ่งคาดว่าจะพร้อมเปิดดำเนินการในช่วงกลางปี 2571 เพื่อควบคุมคุณภาพวัตถุดิบและความเสถียรของสูตรผสมขนมปังในแต่ละลอต พร้อมทั้งปิดประตูความเสี่ยงจากวิกฤตการขาดแคลนวัตถุดิบระดับโลกในอนาคต
ความรับผิดชอบของ “เบอร์ 1” เพื่อการเติบโตอย่างยั่งยืน
จากวิสัยทัศน์และการปรับตัวหลังบ้านอย่างไม่หยุดยั้งนี้เอง ทำให้ฟาร์มเฮ้าส์คาดการณ์ว่าจะสามารถสร้างรายได้เติบโตเพิ่มขึ้นราว 10% ในปี 2569 ท่ามกลางกระแสคลื่นลมทางเศรษฐกิจที่ยังคงโหมกระหน่ำ
คุณอภิเศรษฐ ได้ทิ้งท้ายด้วยประโยคปิดที่สะท้อนถึงดีเอ็นเอการทำงานของฟาร์มเฮ้าส์ และอธิบายว่าเหตุใดแบรนด์นี้จึงสามารถเป็นอันดับ 1 ในใจคนไทยได้ตลอดกาลได้ว่า
“การเป็น No.1 ไม่ได้หมายถึงการหยุดอยู่กับที่ แต่หมายถึงความรับผิดชอบที่จะพัฒนาสินค้าและบริการให้ดียิ่งขึ้นในทุกวัน เพื่อรักษาความไว้วางใจของผู้บริโภคต่อไป”
รางวัล Marketeer No. 1 Brand Thailand 2026 จึงไม่ได้เป็นเพียงเครื่องหมายการันตีความนิยมที่ผู้บริโภคมีต่อฟาร์มเฮ้าส์เท่านั้น แต่ยังเป็นสิ่งย้ำเตือนถึงภารกิจในการส่งมอบผลิตภัณฑ์ที่มีคุณภาพ สดใหม่ ปลอดภัย และอยู่เคียงข้างทุกช่วงเวลาของครอบครัวไทยสืบต่อไปอย่างยั่งยืน
