*บทความนี้อาจมีการเปิดเผยเนื้อหาบางส่วนของสารคดี*
- หนังสารคดีดนตรีที่ทรงพลังและชวนให้ผู้ชมเสียน้ำตา
- เรื่องราวของแฟนเพลงที่กลายเป็นตัวเอกของสารคดี
- การเปลี่ยนภาพจาก ‘สงครามสองพี่น้อง’ ให้กลายเป็นเรื่องราวสุดกินใจ
- เรื่องราวหลังกล้องจากทีมงาน
- การอุทิศเรื่องราวให้กับบุคคลสำคัญของวง
- บทเทศนาแห่งการให้อภัยพี่น้องที่ไม่ได้ถูกจัดฉากล่วงหน้า
- Don’t Look Back In Anger
จากความบาดหมางที่กินเวลายาวนานกว่า 16 ปี สู่ปรากฏการณ์ทางดนตรีที่ผู้คนทั่วโลกรอคอย กับการกลับมาของ 2 พี่น้อง Gallagher ในคอนเสิร์ต Oasis Live’25 ที่ถูกบันทึกไว้ใน Oasis: Don’t Look Back In Anger ภาพยนตร์สารคดีคอนเสิร์ตที่ผู้ชมและแฟนเพลงทั่วโลกต่างตั้งตารอชมมากที่สุดในเวลานี้
สารคดีเรื่องนี้สร้างปรากฏการณ์ครั้งสำคัญด้วยโมเมนต์ของ 2 พี่น้อง Noel และ Liam Gallagher ที่ทั้งคู่มาเยือนเทศกาลหนังเวนิสและงานพรีเมียร์ที่กรุงลอนดอนในช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมา ทั้งยังได้รับเสียงปรบมือกึกก้องในเทศกาลภาพยนตร์กว่า 8 นาทีหลังจากหนังจบ และการันตีคุณภาพด้วยรีวิวชั้นเยี่ยมจากแฟนเพลงและนักวิจารณ์หนังทั่วโลก
แต่สิ่งหนึ่งที่น่าสนใจก็คือหนังไม่ได้พาเราไปชมแค่ความยิ่งใหญ่ของทัวร์ Oasis Live’25 หรือการที่ Oasis หวนคืนสู่บัลลังก์ความเป็นตำนานเท่านั้น เพราะหนังกลับพาเราไปสำรวจมุมมองใหม่ๆ ที่มีต่อวง โดยเฉพาะพลังของเสียงดนตรีที่มีอิทธิพลในการเปลี่ยนแปลงชีวิตและเชื่อมโยงผู้คนเข้าด้วยกัน พร้อมกับหาคำตอบว่าเหตุใดบทเพลงของวงในยุค 90 ถึงเดินทางมาสู่หัวใจแฟนเพลงรุ่นใหม่ รวมทั้งมองภาพความสัมพันธ์ของพี่น้องกัลลาเกอร์ว่าพวกเขา ‘ให้อภัย’ แล้วพาตัวเองและดนตรีกลับมาสู่คำว่า ‘ครอบครัว’ อีกครั้งได้อย่างไร
ดังนั้นคอลัมน์ POP PULSE ประจำเดือนนี้ THE STANDARD POP อยากชวนแฟนเพลงหรือคนรักหนังสารคดีมาร่วมเดินทางไปกับ 2 พี่น้อง ในวันที่พวกเขาไม่มี Anger ให้ Look back อีกต่อไป รวมทั้งเกร็ดสนุกอีกหลายอย่างที่เรารวมมาให้แล้วว่าเมื่อคุณได้อ่านแล้ว สิ่งนี้จะทำให้คุณเอ็นจอยและอิ่มเอมกับการชมสารคดีมากขึ้นอย่างแน่นอน

หนังสารคดีดนตรีที่ทรงพลังและชวนให้ผู้ชมเสียน้ำตา
“คุณต้องเตรียมทิชชูไปด้วย” นั่นคือคำพูดของผู้เขียนบท Steven Knight จากงานพรีเมียร์หนังว่าแฟนๆ ควรจะเตรียมทิชชูไปชมภาพยนตร์ เพราะสารคดีเรื่องนี้เต็มไปด้วยเหตุการณ์หลายอย่างที่ ‘Emotional’ เสียจนอาจชวนให้ผู้ชมเสียน้ำตา เพราะแม้ว่าหนังกำลังเล่าถึงคนสองคนที่ไม่ได้เป็นคนที่แสดงออกทางอารมณ์หรือสิ่งที่อยู่ในใจพวกเขามากนัก แต่สิ่งที่ทั้งสองคนทำกับโลกดนตรีกลับเป็นสิ่งที่สร้างความทรงจำและอารมณ์มากมายให้กับผู้ชมอย่างน่าเหลือเชื่อ
สารคดีเรื่องนี้ทำให้เห็นอารมณ์ของผู้ชมในคอนเสิร์ตที่หลากหลาย ทั้งใบหน้าที่ยิ้มกว้างเปี่ยมสุขของการได้เห็นวงกลับมายืนบนเวทีเดียวกัน หยดน้ำตาจากความอิ่มเอม ความตื่นเต้นในแววตาที่เปล่งประกาย ไปจนถึงความรู้สึกของการกลับมาสู่ ‘โลกแห่งความจริง’ อีกครั้งหลังจากที่คอนเสิร์ตจบลงแล้ว
มวลอารมณ์ที่ท่วมท้นเหล่านี้ไม่ได้เกิดขึ้นแค่กับผู้ชมที่ไปร่วมเป็นสักขีพยานในคอนเสิร์ต แต่มันยังมีผลกับตัวศิลปินอย่างโนลด้วย เพราะเขาถึงกับยอมรับในสารคดีว่าหลายครั้งเขาต้องหันหลังให้กับผู้ชม เพราะเขาเองก็รู้สึก ‘ท่วมท้น’ กับภาพที่เห็นเช่นกัน
ภาพของผู้ชมที่อายุน้อยกว่า 30 ปีกำลังร้องไห้ตอนชมคอนเสิร์ตนั้นเป็นภาพที่เขาไม่เคยเห็นมาก่อนในยุค 90 โนลไม่ได้คิดว่าเพลงของวงจะมีความหมายกับคนรุ่นใหม่มากขนาดนี้ เพราะหลายคนเกิดไม่ทันในช่วงที่วงเริ่มต้น แต่กลายเป็นว่าเพลงที่เขาเขียนเมื่อหลายสิบปีก่อนยังโลดแล่นและมีชีวิตอยู่ในโลกของผู้ฟังหลายเจเนอเรชัน และแฟนเพลงรุ่นใหม่ก็ยังร้องเพลงตามได้อย่างสุดเสียง จนเขาแทบไม่เชื่อในสิ่งที่เห็นด้วยซ้ำไป
“ผมไม่ได้เตรียมตัวรับมือกับกระแสแห่งความสุขและน้ำตาที่พรั่งพรูออกมาอย่างท่วมท้นแบบนี้เลย มันปะทะผมเข้าอย่างจัง โดยเฉพาะตอนที่ผมเห็นว่ามันมีความหมายกับผู้คนมากแค่ไหน ซึ่งมันทำให้ผมเซอร์ไพรส์นะ เอาจริงๆ มันทำผมเซไปเลยเหมือนกัน ตอนนี้ดูเหมือนว่าบทเพลงเหล่านี้จะมีความหมายต่อคนรุ่นใหม่ยิ่งกว่าที่มีต่อคนรุ่นเราเสียอีก”

เรื่องราวของแฟนเพลงที่กลายเป็นตัวเอกของสารคดี
ตัวเอกของสารคดีเรื่องนี้อาจไม่ได้มีแค่เพียง 2 พี่น้องกัลลาเกอร์ แต่ดาวเด่นที่แท้จริงคือแฟนเพลงทุกคนทั่วโลกที่รอคอยการกลับมาของพวกเขา ไม่ว่าจะเป็นคนที่ฟังเพลงของพวกเขาตั้งแต่ยุคนั้น ลูกๆ ที่เติบโตมากับเพลงที่พ่อแม่เปิดให้ฟัง ไปจนถึงแฟนเพลงรุ่นใหม่ที่เพิ่งได้ค้นพบวงในช่วงเวลาใดเวลาหนึ่งของพวกเขาในช่วงสิบกว่าปีที่ผ่านมานี้
ในสารคดีมีการหยิบยกเรื่องราวหรือคำพูดและความรู้สึกของแฟนๆ มาใส่ในหลายๆ ฉาก ตั้งแต่แฟนเพลงที่ผ่านอาการซึมเศร้ามาได้จากการฟังเพลงของวง เด็กชายที่มีภาวะบกพร่องทางการสื่อสารแต่กลับผูกพันกับเพลง Talk Tonight หญิงสาวที่ได้รับกำลังใจจากเพลง Don’t Look Back In Anger หลังเธอรอดชีวิตจากเหตุการณ์ระเบิดในแมนเชสเตอร์เมื่อปี 2017 นักดำน้ำแฮนยอในเกาหลีที่มี Acquiesce เป็นเพลงเชื่อมมิตรภาพของเธอและเพื่อนสาว หรือแม้แต่แฟนคลับชาวบราซิลที่ตั้งชื่อสุนัขของเธอเป็นชื่อของ Bonehead (ที่ฉากนี้ก็ทำเอาแฟนๆ ในโรงหนังหัวเราะครืนด้วยเช่นกัน)

นอกจากนี้ เราจะได้เห็นโมเมนต์แฟนเพลงในคอนเสิร์ตที่หลากหลายและแตกต่างกันไป ไม่ว่าจะเป็นคนที่กระโดดโลดเต้นไปกับเพลงอย่างสนุกสนาน คนที่กอดคอคนข้างๆ ทำท่าเชียร์ Poznan คนที่ยืนฟังเพลงทั้งน้ำตา คนที่จูบกับคนรักของพวกเขา ไปจนถึงคนที่นั่งคุกเข่ายกมือสวดมนต์ตอนฟังเพลง ซึ่งทั้งหมดนี้ล้วนบ่งบอกว่าเพลงของ Oasis มีคุณค่ากับพวกเขาแค่ไหน และเพลงเหล่านี้เปลี่ยนแปลงชีวิตของพวกเขาไปอย่างไร
แฟนเพลงแต่ละคนต่างหยิบยกบทเพลงของ Oasis มาเป็นส่วนหนึ่งในชีวิต แม้แต่ละเจเนอเรชันจะให้ความหมายกับเพลงเหล่านั้นแตกต่างกัน แต่ไม่ว่าจะเป็นแฟนเพลงยุค 90 หรือคนรุ่นใหม่ เราทุกคนต่างมีเพลงสักเพลงที่รู้สึกว่า ‘นี่แหละ เพลงของฉัน’ เพราะมันมีความหมายกับชีวิตในแบบที่เป็นของเราเอง และนั่นสะท้อนให้เห็นว่าเพลงของ Oasis ยังคงมีอิทธิพลต่อผู้คนทั่วโลก และจะยังคง Live Forever อยู่ในโลกดนตรี แม้เวลาจะผ่านไปกว่า 30 ปีแล้วก็ตาม
นี่ยังเป็นบทพิสูจน์ว่าพลังของเสียงดนตรีมีอยู่จริง เพราะบทเพลงเหล่านี้กลายเป็นสะพานที่เชื่อมโยงผู้คนต่างเจนเข้าด้วยกัน ทั้งยังเป็นยารักษาทางใจให้คนรุ่นใหม่ที่เติบโตมาในยุคที่โลกเต็มไปด้วยความตึงเครียด เพราะเพียงแค่พวกเขาได้ฟังหรือมาร่วมร้องเพลงด้วยกันกับผู้คนนับหมื่นชีวิตในสเตเดียม สิ่งนี้ก็ช่วยเติมพลังใจและทำให้พวกเขารู้สึกว่าโลกใบนี้ยังมีความหวังให้สู้ต่อไป

การเปลี่ยนภาพจาก ‘สงครามสองพี่น้อง’ ให้กลายเป็นเรื่องราวสุดกินใจ
โนลและเลียมพูดในหนังว่าพวกเขามีโอกาสได้เปลี่ยน ‘มุมมองที่มีต่อวง’ จากการรียูเนียนครั้งนี้ ซึ่งมันไม่ได้เกิดขึ้นโดยง่าย เพราะมันใช้ทั้งเวลา จังหวะ เหตุการณ์ ผู้คน แฟนเพลง และอะไรหลายอย่างมาประกอบกัน
ถ้าหากเราย้อนกลับไปในยุค 90 ซึ่งเป็นยุคที่วงกำลังรุ่งเรืองถึงขีดสุด สองพี่น้องมีทั้งอีโก้ ความเลือดร้อน และความบ้าระห่ำ แต่ก็ปฏิเสธไม่ได้ว่าผลงานเพลงและความเป็นตัวเองของพวกเขาก็ ‘เท่’ ในเวย์ที่ไม่มีใครเลียนแบบได้ ทว่าด้วยความที่พวกเขาเป็นวงที่หัวขบถเช่นนั้น มุมมองที่ผู้คนมีต่อพวกเขาจึงเป็นเรื่องความบาดหมางหรือการปะทะกันอย่างเผ็ดร้อน แม้แต่ช่วงก่อนรียูเนียน หลายคนก็ตั้งคำถามกันขำๆ ว่าพวกเขาจะตีกันก่อนที่การทัวร์จะเกิดขึ้นหรือเปล่า
จนกระทั่งเวลาผ่านไป 2 ปี ตั้งแต่วันที่ประกาศรียูเนียน วันที่พวกเขาขึ้นโชว์ด้วยกัน ยาวมาจนถึงวันที่สารคดีเรื่องใหม่ Don’t Look Back In Anger เปิดตัวออกมาแล้ว กลายเป็นว่าสารคดีเรื่องนี้เปลี่ยนมุมมองที่มีต่อวงไป เพราะหนังทำให้เราได้เห็นทั้งสองคนกลับมาเป็นพี่น้องกันในวัยที่เป็น ‘รุ่นใหญ่’ จากทั้งการทำงานที่เป็นมืออาชีพ การชื่นชมซึ่งกันและกัน ตลอดจนการจับมือกันสร้างปรากฏการณ์ในโลกดนตรี ที่ไม่ได้เด่นแค่เรื่อง Sold Out คอนเสิร์ตสเกลสเตเดียม แต่ยังเป็นการแสดงให้เห็นว่าเพลงของพวกเขามีอิทธิพลกับโลกอย่างไร
Don’t Look Back In Anger จึงเป็นสารคดีที่เปลี่ยนแปลงภาพและมุมมองที่ผู้คนเคยมีกับวงไปโดยสิ้นเชิง เพราะจากเดิมที่เคยเป็นเรื่องอีโก้และสงครามพี่น้อง ตอนนี้มันกลายเป็นเรื่องพลังของแฟนเพลงทั่วโลก การให้อภัย และภาพของความหวัง เพราะทั้งสองคนรับรู้แล้วว่าพลังของเสียงดนตรีที่พวกเขาสร้างไว้เมื่อหลายปีก่อนนั้นยิ่งใหญ่กว่าตัวตนของพวกเขาไปแล้วนั่นเอง

เรื่องราวหลังกล้องจากทีมงาน
ในช่วงต้นของสารคดี เราอาจรู้สึกถึงความตึงเครียดที่เกิดขึ้นจาก 2 พี่น้อง เพราะหนังพาเราไปย้อนเหตุการณ์ความบาดหมางทั้งหมดโดยสังเขป ไล่เรียงตั้งแต่ช่วงยุค 90 มาถึงยุคที่พวกเขาไม่คุยกันมาเป็นสิบปีหลังจากที่แยกทาง จวบจนถึงช่วงเวลาที่ทั้ง 2 คนต้องกลับมาซ้อมโชว์ในห้องเดียวกัน
ซึ่งทีมงานและเพื่อนร่วมวงก็นึกไม่ออกว่าสถานการณ์จะเป็นแบบไหน หรือแม้แต่ตัวพี่ชายอย่างโนลเองก็นึกภาพไม่ออกว่าจะอยู่บนเวทีกับน้องชายคนนี้อย่างไร ดังนั้นฉากบรรยากาศในห้องซ้อมช่วงแรกๆ จึงเต็มไปด้วยความอึดอัดและตึงเครียด แม้ว่าวงจะซ้อมและทำงานด้วยกันอย่างตั้งใจก็ตาม
ด้วยสถานการณ์ต่างๆ ข้างต้น ผู้กำกับ Will Lovelace และ Dylan Southern จึงวางแผนการถ่ายทำล่วงหน้าด้วยการใช้วิธีตั้งกล้องถ่ายทำหลายสิบตัวไว้ในห้อง แทนที่จะใช้ทีมวิดีโอมาคอยจับภาพตลอดเวลา เพราะพวกเขาเองต้องการเรื่องราวที่เป็นธรรมชาติ และวงก็จะไม่รู้สึกอึดอัดกับการมีกล้องมาตามถ่ายขณะซ้อม
ตลอดระยะเวลาการซ้อมหลายสัปดาห์นั้น 2 พี่น้องไม่เคยเห็นหน้าทีมงานเลย เพราะพวกเขามาตั้งกล้องไว้ก่อนที่ศิลปินจะมา และกลับหลังจากที่วงกลับไปแล้ว ซึ่งผู้กำกับก็เผยว่าพวกเขาต้องทำตัวเหมือนกล้องวงจรปิด คอยมอนิเตอร์ภาพในห้องพักเล็กๆ ที่ไม่มีแอร์ทั้งๆ ที่ตอนนั้นอังกฤษกำลังเผชิญหน้ากับคลื่นความร้อน แต่พวกเขาก็รู้สึกว่ามันคุ้มค่า เพราะคงไม่บ่อยนักที่ชีวิตจะได้เห็นวงระดับตำนานกลับมาทำงานด้วยกันอีกครั้งด้วยตาตัวเอง
อีกเกร็ดที่น่าสนใจจากผู้กำกับก็คือในช่วงที่พวกเขาต้องตามถ่ายรีแอ็กชันของผู้ชมในคอนเสิร์ต พวกเขาจะยึดตามแนวคิดที่ว่าถ้าตากล้องเห็นแฟนเพลงคนไหนน่าสนใจ ตากล้องก็จะตามติดไปถ่ายคนๆ นั้น ซึ่งฟังดูแล้วก็ไม่มีปัญหาอะไร แต่กลายเป็นว่าช่วงแรกๆ ทีมงานหลายคนก็กังวลเรื่องความวุ่นวายต่างๆ ที่อาจเกิดขึ้นในกลุ่มผู้ชม ดังนั้นพวกเขาก็จะมีโมเมนต์ถามๆ กันว่า
‘แล้วใครกันจะรับหน้าที่ไปถ่ายคนดู?’
แต่เมื่อทีมงานร่วมไปเป็นส่วนหนึ่งกับผู้ชมคอนเสิร์ตแล้ว มันก็มี Magic moment บางอย่างเกิดขึ้นในหมู่ผู้ชม จนกลายเป็นว่าในหลายๆ คืนต่อมาหลังจากนั้น การไปถ่ายทำในกลุ่มผู้ชมก็ไม่ใช่เรื่องที่พวกเขาอยากจะหลีกเลี่ยง แต่เป็นสิ่งที่พวกเขากระตือรือร้นอยากจะทำไปเสียแล้ว

การอุทิศเรื่องราวให้กับบุคคลสำคัญของวง
น่าเสียดายที่สารคดีเรื่องนี้ไม่ได้บอกเล่าถึงคนใกล้ตัวหรือครอบครัวของพี่น้องกัลลาเกอร์มากนักเมื่อเทียบกับสารคดีเรื่องก่อนหน้าอย่าง Supersonic เพราะพวกเขาเน้นให้แอร์ไทม์กับเรื่องราวของแฟนเพลง แต่ก็มีหลายครั้งที่สารคดีทำให้เรารู้สึกอบอุ่นในหัวใจ โดยเฉพาะการที่โนลและเลียมพูดถึงลูกๆ ของพวกเขาว่าเด็กๆ ไม่เคยเจอกันมาก่อน จนกระทั่งพวกเขากลับมาทำทัวร์ ลูกๆ ถึงมีโอกาสมาเจอกันและตอนนี้ก็กลายเป็นเพื่อนซี้กันไปเรียบร้อยแล้ว
การรียูเนียนครั้งนี้จึงไม่ได้เป็นแค่เรื่องการทัวร์คอนเสิร์ตหรือการเติมเต็มความฝันของแฟนเพลงเท่านั้น แต่มันยังมีเรื่องสายสัมพันธ์บางอย่างในครอบครัวกัลลาเกอร์ที่ค่อยๆ กลับมาผูกพันกันอีกครั้งด้วยนั่นเอง

พวกเขายังทริบิวต์ช่วงเวลาหนึ่งในหนังให้กับการชื่นชมมือกีตาร์อย่าง Bonehead ว่าเขาคนนี้เป็นคนสำคัญ ทั้งในฐานะนักดนตรีที่เก่งกาจ เพื่อนร่วมวงที่เต็มไปด้วยพลังบวก รวมทั้งการรับตำแหน่งเป็น ‘กาวใจ’ ที่ประสานรอยร้าวระหว่างสองพี่น้อง เพราะถ้าหากไม่มีเขาคนนี้ ไดนามิกของวง Oasis ก็อาจจะไม่ได้เป็นอย่างที่เราเห็นในทุกวันนี้ด้วย
ในทางเดียวกัน สารคดีก็จำเป็นต้องเล่าถึงสถานการณ์ที่ไม่มีใครอยากให้เกิดขึ้น นั่นก็คือช่วงเวลาการสูญเสียศิลปินผู้เป็นทั้งเพื่อนและแรงบันดาลใจของโนลและเลียม นั่นก็คือ Mani แห่งวง The Stone Roses ที่เขาจากไปในระหว่างที่วงกำลังทัวร์อยู่ในบราซิล ซึ่งเหตุการณ์นี้ก็สร้างความตกใจและความเศร้าโศกให้กับสองพี่น้อง ทีมงาน รวมทั้งผู้ชมคอนเสิร์ตในช่วงเวลานั้นเป็นอย่างมาก
ผู้กำกับเปิดเผยว่าการพูดคุยเรื่องการจากไปของ Mani เป็นช่วงเวลาที่ทั้งสองคนยอมรับและแสดงเรื่องอารมณ์ออกมามากที่สุด ดังนั้นเขาจึงคิดว่า Mani มีความหมายและสำคัญกับทั้งสองคนมาก เขาจึงเลือกใส่ช่วงเวลาการรำลึกถึงไว้ในหนัง เพื่อเป็นการให้เกียรติและยกย่องความเป็นตำนานของ Mani ด้วยเช่นกัน

บทเทศนาแห่งการให้อภัยพี่น้องที่ไม่ได้ถูกจัดฉากล่วงหน้า
“ข้าพเจ้าต้องให้อภัยพี่น้องที่ทำผิดต่อข้าพเจ้ากี่ครั้ง?”
นี่คือฉากหนึ่งในสารคดีที่โดดเด่นไม่แพ้ฉากใดๆ กับฉากบาทหลวงเทศนาคริสตชนในโบสถ์ St Bernard เกี่ยวกับการให้อภัยซึ่งกันและกัน โดยที่บาทหลวงมีการปรับแต่งเรื่องราวให้ผู้ฟังเข้าถึงง่ายมากขึ้นด้วยการยกเรื่องราวของพี่น้องกัลลาเกอร์มาพูด รวมทั้งเปรียบเทียบว่าการไปคอนเสิร์ตก็เหมือนการไปแสวงบุญอยู่กลายๆ
แม้จะดูเป็นเรื่องที่เป๊ะเสียจนเราอาจจะคิดว่านี่เป็นบทที่ตั้งใจเขียนขึ้นมา แต่จริงๆ แล้วสิ่งนี้ไม่ได้ถูกวางแผนเอาไว้ เพราะทีมงานตั้งใจแค่จะไปเก็บฟุตเทจในย่านนั้นซึ่งเป็นพื้นที่ที่สองพี่น้องเติบโตมา ไม่ว่าจะเป็นสถานที่ในวัยเด็ก โรงเรียนประถม รวมทั้งโบสถ์แห่งนี้ที่คุณแม่เพ็กกี้ (Peggy Gallagher) ยังคงไปอยู่เรื่อยๆ
แต่เรื่องบังเอิญอันแสนพิเศษนี้กลับเกิดขึ้นมาโดยที่ทีมงานไม่ได้เตรียมล่วงหน้า เพราะโดยปกติแล้วการอ่านพระคัมภีร์ในประเด็นต่างๆ จะถูกกำหนดล่วงหน้ามาแล้วตามปฏิทินของศาสนจักร (Liturgical Calendar) แต่จังหวะดันประจวบเหมาะกับแก่นของสารคดีที่พูดถึง ‘การให้อภัยและการพยายามแก้ไขในสิ่งที่ผิดพลาดไป’ อย่างน่าเหลือเชื่อ

ผู้กำกับจึงมองว่าฉากนี้ทรงพลังมากจนต้องใส่เข้ามา เพราะนอกจากจะตรงกับธีมหนังแล้ว ตัวเลียมเองก็ชอบใช้ศัพท์แสงทางศาสนาอยู่บ่อยๆ ทั้งคำว่า Biblical หรือ Celestial ส่วนบรรยากาศในคอนเสิร์ตก็ให้ความรู้สึกศักดิ์สิทธิ์และเยียวยาจิตใจเหมือนกับพิธีกรรมทางศาสนา ดังนั้นการใช้คำเทศนามาเป็นส่วนหนึ่งในสารคดีจึงทำให้หนังเรื่องนี้ทรงพลังและ ‘BIBLICAL’ เหมือนกับที่เลียมชอบพูดนั่นเอง
และอีกหนึ่งเกร็ดน่ารู้ก็คือบาทหลวงลุค ผู้เทศนาคำสอนนี้ยังเป็นแฟนเพลงวงเฮฟวีเมทัลอย่าง Slayer และคุณพ่อก็ได้มาร่วมงานพรีเมียร์หนังที่ลอนดอนด้วยเช่นกัน

Don’t Look Back In Anger
คงไม่มีสารใดในสารคดีเรื่องนี้ที่จะทรงพลังและหนักแน่นไปกว่าคำว่า ‘ให้อภัย’ เพราะถึงแม้หนังจะไม่ได้เฉลยว่า 2 พี่น้องคืนดีกันอย่างไร หรือใครเป็นคนขอโทษก่อน แต่บทสรุปของเรื่องนี้คือการที่พวกเขาสามารถปล่อยวางทุกอย่างในอดีต ให้อภัยโดยไม่ต้องเอ่ยคำพูดมากมาย และเดินหน้าต่อไปด้วยกัน เหมือนกับความหมายของคำว่า Don’t Look Back In Anger ชื่อเพลงสุดอมตะของวงที่โนลและเลียมคงไม่คิดว่าวันหนึ่งจะกลายมาเป็นชื่อของสารคดีที่เล่าถึงการคืนดีของพวกเขาได้ในที่สุด
โนลยังกล่าวว่าตอนนี้พวกเขาสามารถส่งข้อความหรือวิดีโอตลกๆ หากันได้เหมือนคนทั่วไป พวกเขาไม่ได้โกรธเคืองอะไรกัน คุยกันมากกว่าเดิม และมากกว่าที่เคยเป็นมาด้วยซ้ำ ในขณะที่เลียมก็ยังย้ำว่าดนตรีและ Oasis เป็นสิ่งที่ช่วยให้พวกเขาทั้งสองคนกลับมาหากันได้อีกครั้งจริงๆ
ผู้เขียนจึงคิดว่า Don’t Look Back In Anger ไม่ได้เป็นสารคดีที่มีเพียงแฟนเพลงของ Oasis เท่านั้นที่ดูได้ เพราะหนังนำเสนอแก่นสารสำคัญที่ไปไกลกว่าการเป็นสารคดีคอนเสิร์ตที่เล่าถึงการกลับมาของวงบริตป๊อประดับตำนาน โดยเฉพาะเรื่องพลังของเสียงดนตรีที่ยิ่งใหญ่จนสามารถขับเคลื่อนและเชื่อมโยงผู้คนเข้าหากัน ทั้งยังมอบข้อคิดเตือนใจว่าชีวิตของคนเรานั้นแสนสั้น ดังนั้นเราจึงต้องปล่อยวางความแค้นเคือง และเดินหน้าต่อไปด้วยหัวใจที่ไม่หนักอึ้ง

สุดท้ายแล้วหนังเรื่องนี้อาจไม่ได้ตอบคำถามเราว่าการกลับมารียูเนียนครั้งนี้เกิดขึ้นได้อย่างไร แต่หนังกำลังสื่อสารว่าพลังของเสียงดนตรีเป็นสิ่งสำคัญที่คอยขับเคลื่อนผู้คน และโลกของเราจะหมุนเคลื่อนไปข้างหน้าได้จากสิ่งที่เรียกว่าความรัก ความหวัง และการให้อภัย เฉกเช่นที่สองพี่น้องกัลลาเกอร์ตัดสินใจยุติความบาดหมางที่ยาวนานเกินหนึ่งทศวรรษแล้วกลับมารื้อฟื้นความสัมพันธ์ในครอบครัวที่เคยแตกร้าว พร้อมทั้งจับมือกันสร้างปรากฏการณ์ทางดนตรีที่คงไม่มีวงดนตรีใดในโลกยุคนี้สามารถทำได้อย่างพวกเขา
และเหนือสิ่งอื่นใด Oasis: Don’t Look Back In Anger ตอบคำถามเราว่าเพราะอะไรวงดนตรีจากแมนเชสเตอร์วงนี้ถึงมีความหมายกับผู้คนทั่วโลกมากขนาดนี้ และไม่ว่าเมื่อใดที่พวกเขาจับมือกันขึ้นเวทีอีกครั้ง แฟนเพลงทั่วโลกก็พร้อมที่จะไปร้องเพลงของพวกเขาอย่างสุดเสียงด้วยเช่นกัน
ภาพ: Big Brother Recordings, Disney
อ้างอิง:
- https://www.nme.com/news/film/steven-knight-interview-oasis-dont-look-back-in-anger-documentary-watch-liam-noel-gallagher-3967700
- https://www.nme.com/news/film/dylan-lovelace-will-southern-interview-oasis-dont-look-back-in-anger-film-watch-mani-bonehead-3967716
- https://www.youtube.com/watch?v=KgF7-d7pG3M
- https://www.instagram.com/p/Dc_8w9FIYJq/