
เกิดอาการเซ็งเป็ดไปตาม ๆ กัน เมื่อหุ้นปั๊มน้ำมันสีฟ้า บริษัท ปตท. น้ำมันและการค้าปลีก จำกัด (มหาชน) หรือ OR ในเครือปตท. ประกาศงบไตรมาส 2/2569 พลิกไปขาดทุนสุทธิ 1,774 ล้านบาท เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อนที่มีกำไรสุทธิ 2,231 ล้านบาท
ส่งผลให้งบงวด 6 เดือนแรกปี 2569 กำไรสุทธิลดลงฮวบฮาบเหลือแค่ 639 ล้านบาท ลดลง 90.33% จากช่วงเดียวกันของปีก่อนที่มีกำไรสุทธิ 6,611 ล้านบาท
ถ้าดูผิวเผินผลการดำเนินงานของ OR ไม่น่าจะแย่ขนาดนั้น เนื่องจากรายได้จากการขายและบริการในไตรมาส 2/2569 ก็เติบโตดีอยู่ที่ 205,667 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 23.0% จากช่วงเดียวกันปีก่อน แบ่งเป็นรายได้จากกลุ่มธุรกิจ Mobility อยู่ที่ 184,734 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 22.6% รายได้จากกลุ่มธุรกิจ Lifestyle อยู่ที่ 6,477 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 2.3% ธุรกิจ Global อยู่ที่ 17,351 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 32.9% และรายได้อื่น ๆ เพิ่มขึ้น 4.5%
แต่พอไปแคะดูไส้ใน…ไม่ได้ดีอย่างที่เห็นนี่หน่า เนื่องจากในไตรมาสนี้ OR มีผลขาดทุนจากสต๊อกน้ำมันสุทธิ และ Net Realizable Value: NRV สูงถึง 1.06 หมื่นล้านบาท ตามราคาน้ำมันในตลาดโลกที่ปรับตัวลงแรงช่วงปลายไตรมาส จากภาวะสงครามที่คลี่คลายมากขึ้น ส่งผลให้กำไรต่อลิตรลดลงเหลือ 0.24 บาทต่อลิตร เทียบกับ 1.10 บาทต่อลิตร ในไตรมาส 1/2569 และ 0.85 บาทต่อลิตร ในไตรมาส 1/2568
ผสมโรงกับปริมาณยอดขายน้ำมันรวมที่ลดลง 16% จากไตรมาสก่อน และ 13% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน เนื่องจากการใช้น้ำมันดีเซลในประเทศลดลงในเดือน เม.ย. ซึ่งเป็นช่วงที่ราคาน้ำมันในประเทศสูงขึ้น และผู้บริโภคทยอยนำน้ำมันดีเซลที่ตุนไว้ในสต๊อกตั้งแต่เดือน มี.ค. ก่อนที่จะมีการปรับราคาขึ้น
หันไปดูธุรกิจ Global ก็ได้รับแรงกดดันจากขาดทุนสต๊อกน้ำมัน รวมถึงรายได้ในกัมพูชาลดลงจากสถานการณ์ความขัดแย้งไทย และกัมพูชา
เห็นจะมีแค่ธุรกิจ Lifestyle ที่ยังทำผลดำเนินงานได้ดี โดยยอดขาย Café Amazon เพิ่มขึ้นต่อเนื่องเป็น 117 ล้านแก้ว หรือเพิ่มขึ้น 5 ล้านแก้ว จากไตรมาส 1/2569 ตามปัจจัยฤดูกาลและการขยายสาขา และเพิ่มขึ้น 10 ล้านแก้ว จากไตรมาส 2/2568 จากการขยายสาขา การจัดกิจกรรมส่งเสริมการขาย และการนำเสนอผลิตภัณฑ์ในรูปแบบเมนูใหม่อย่างต่อเนื่อง
แต่ไม่สามารถชดเชยกับ Stock loss ก้อนใหญ่ได้นะสิ…
เลยเป็นที่มาของสต๊อกน้ำมันหั่นกำไร OR นั่นเอง.!!
งบแย่ขนาดนี้ แต่ดีหน่อยว่าเมื่อวันศุกร์ที่ 7 ส.ค. 2569 ราคาหุ้น OR ไม่ได้ร่วงหนัก ปรับลดลงแค่ 1.57% ปิดตลาดที่ 12.50 บาท ด้วยมูลค่าการซื้อขาย 330.98 ล้านบาท ขณะที่วานนี้ (10 ส.ค. 2569) ราคาปรับลดลง 0.80% ปิดตลาดที่ 12.40 บาท มูลค่าการซื้อขาย 317.12 ล้านบาท
เอ๊ะ…หรือเป็นเพราะก่อนหน้านี้ ราคาลงไปลึกสุดใจแล้ว…อันนี้ก็ไม่รู้สินะ
เอาเถอะ…อดีตมันผ่านไปแล้ว มาว่าด้วยเรื่องอนาคตของ OR กันดีกว่า โดยนักวิเคราะห์คาดจะฟื้นตัวตั้งแต่ไตรมาส 3/2569 เป็นต้นไป อย่าง บล.กรุงศรี คาดในไตรมาส 3/2569 จะพลิกกลับมามีกำไร ฟื้นจากช่วงเดียวกันของปีก่อนและไตรมาสก่อน นำโดยธุรกิจ Mobility 1) กำไรขั้นต้นต่อลิตรฟื้นตัว หลังกลับรายการ NRV loss, น้ำมันดีเซลไม่เจอ stock loss หนักเหมือนไตรมาส 2/2569 และค่าการตลาดฯ อยู่ในระดับที่ดี 2) ปริมาณขายฟื้นจากไตรมาสก่อน การแข่งขันลดลงหลังผ่านช่วงตลาดเร่งระบายสต๊อกไปแล้ว และ ธุรกิจ Lifestyle ฟื้นจากช่วงเดียวกันของปีก่อน ตามปริมาณขาย รวมถึงธุรกิจ Global ไม่โดนฉุดจาก NRV loss
ฟาก บล.แลนด์ แอนด์ เฮ้าส์ คาดแนวโน้มในไตรมาส 3/2569 จะกลับมาฟื้นตัว ตามปริมาณขายน้ำมันโดยเฉพาะสถานี บริการแข็งแกร่ง ผลขาดทุนสต๊อกน้ำมันน่าจะหายไป (มีกำไรสต๊อกน้ำมันในเดือน ก.ค.) และการกลับรายการ NRV ตามราคาที่ปรับขึ้นจากช่วงต้นไตรมาส ทำให้แรงกดดันด้านมาร์จิ้นของธุรกิจ Mobility ลดลง รวมถึงคาดว่ากำไรของธุรกิจ Lifestyle แข็งแกร่งต่อเนื่อง และคาดธุรกิจ Global ฟื้นตัวแรงจากฐานต่ำ
คำแนะนำส่วนใหญ่ยังให้ “ซื้อ” ราคาเป้าหมายสูงอยู่ที่ 16.10 บาท
ส่วนนักลงทุนจะร่วมซื้ออนาคตหุ้นปั๊มน้ำมันสีฟ้าหรือเปล่า..?? เลือกที่ชอบละกัน..
…อิ อิ อิ…