ราชกรุ๊ป พร้อมประมูลโรงไฟฟ้าตามแผน PDP เตรียมเงินหมื่นล้านลุยจีบ Data Center ต่อยอด SAF-SMR

Published on 24 ส.ค. 2026

“ราช กรุ๊ป” เตรียมเข้าประมูลโรงไฟฟ้าตาม PDP ฉบับใหม่ เดินหน้าพลังงานทดแทน–ก๊าซธรรมชาติ พร้อมรุก Direct PPA ป้อน Data Center ดึงกำลังผลิตจากโรงไฟฟ้าเดิมรวม 123 เมกะวัตต์ ขณะที่ขยายพอร์ตสู่ SAF, Biomass และ SMR ตั้งเป้า EBITDA แตะ 15,000 ล้านบาท พร้อมงบลงทุน 10,000 ล้านบาท ลงทุนทั้งในและอินโดนีเซีย

นายนิทัศน์ วรพนพิพัฒน์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารกลุ่มบริษัทและกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท ราช กรุ๊ป จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า บริษัทได้เตรียมความพร้อมเพื่อเข้าร่วมการประมูลโครงการโรงไฟฟ้าในประเทศตามแผนพัฒนากำลังผลิตไฟฟ้า (PDP) ฉบับใหม่ โดยในส่วนของโครงการโรงไฟฟ้าจากพลังงานทดแทน ซึ่งได้ดำเนินการเตรียมพื้นที่สำหรับพัฒนาโครงการในหลายประเภท

ได้แก่ โครงการโซลาร์ชุมชน โครงการโรงไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์ โครงการโรงไฟฟ้าพลังงานลมในพื้นที่ที่มีศักยภาพของภาคตะวันออกเฉียงเหนือและภาคใต้ รวมถึงโครงการโรงไฟฟ้าพลังงานชีวมวลในพื้นที่ที่มีเชื้อเพลิงเพียงพอและมีศักยภาพในภาคใต้

สำหรับโครงการโรงไฟฟ้าเชื้อเพลิงก๊าซธรรมชาติ บริษัทได้แสวงหาพื้นที่ยุทธศาสตร์ที่เหมาะสมสำหรับการพัฒนาโครงการ โดยครอบคลุมพื้นที่โรงไฟฟ้าราชบุรี พร้อมทั้งศึกษาความก้าวหน้าทางเทคโนโลยีและประเมินความเหมาะสมของเทคโนโลยีที่สอดคล้องกับข้อกำหนดของแผน PDP เพื่อรองรับการพัฒนาโครงการและการเข้าร่วมประมูลในอนาคตอย่างมีประสิทธิภาพ

นอกจากนี้ บริษัทเดินหน้าขยายการลงทุนในธุรกิจที่เกี่ยวเนื่องกับพลังงาน โดยเฉพาะการรองรับการเติบโตของอุตสาหกรรม Data Center ผ่านการทำสัญญาซื้อขายไฟฟ้าโดยตรง หรือ Direct PPA รวมถึงการต่อยอดไปสู่ธุรกิจพลังงานรูปแบบใหม่ที่มีศักยภาพในอนาคต

สำหรับ Direct PPA บริษัทมีโครงการที่อยู่ระหว่างการพัฒนาและขยายความร่วมมือกับลูกค้า Data Center หลายแห่ง โดยโรงพัฒนา เอ็นเนอร์ยี่ ขนาดกำลังผลิต 154.2 เมกะวัตต์ ซึ่งบริษัทถือหุ้น 51.67% ตั้งอยู่ในจังหวัดชลบุรี ได้ลงนามในสัญญาซื้อขายไฟฟ้าระยะเวลา 8 ปีกับลูกค้า Data Center ที่ตั้งอยู่ในสวนอุตสาหกรรมเครือสหพัฒน์ อำเภอศรีราชา โดยจะจัดสรรกำลังผลิตไฟฟ้า 60 เมกะวัตต์จากกำลังผลิตของโรงไฟฟ้าเดิมเพื่อรองรับความต้องการใช้ไฟฟ้าของลูกค้า

ขณะที่โรงผลิตไฟฟ้าโปรแอร์ ขนาด 322 เมกะวัตต์ ซึ่งบริษัทถือหุ้น 40% ในจังหวัดปราจีนบุรี มีแผนเสนอขายไฟฟ้าให้กับลูกค้า Data Center ในนิคมอุตสาหกรรม 2 โครงการ รวมกำลังผลิต 68 เมกะวัตต์ แบ่งเป็นโครงการขนาด 48 เมกะวัตต์ ซึ่งบริษัทได้ลงนามสัญญาขายไฟฟ้ากับลูกค้า Data Center แล้ว โดยกำหนดรูปแบบการกำหนดราคาไฟฟ้าเชื่อมโยงกับราคาก๊าซธรรมชาติ หรือ Gas-linked Pricing ส่วนโครงการขนาด 20 เมกะวัตต์ อยู่ระหว่างการดำเนินการเพื่อจัดทำและลงนามสัญญาซื้อขายไฟฟ้ากับลูกค้า

ส่วนโรงไฟฟ้าราชโคเจนเนอเรชั่น ขนาด 180.95 เมกะวัตต์ ซึ่งบริษัทถือหุ้น 100% ในจังหวัดปทุมธานี อยู่ระหว่างการหารือเพื่อจัดทำบันทึกความเข้าใจ หรือ MOU กับลูกค้า Data Center เพื่อจำหน่ายไฟฟ้าโดยตรง โดยเบื้องต้นมีแผนจัดสรรกำลังผลิตจากโรงไฟฟ้าเดิมประมาณ 15 เมกะวัตต์

นอกจากการขยายธุรกิจไฟฟ้าเพื่อรองรับ Data Center แล้ว บริษัทอยู่ระหว่างแสวงหาโอกาสลงทุนในธุรกิจพลังงานที่เกี่ยวเนื่องและมีแนวโน้มเติบโตในระยะยาว โดยหนึ่งในธุรกิจสำคัญคือเชื้อเพลิงอากาศยานยั่งยืน หรือ Sustainable Aviation Fuel (SAF) ซึ่งบริษัทได้ร่วมลงทุนในโครงการผลิต SAF ที่จังหวัดบุรีรัมย์ มีกำลังการผลิตประมาณ 100,000 ตันต่อปี สอดรับกับทิศทางการลดการปล่อยคาร์บอนของภาคการบินและแนวโน้มการใช้เชื้อเพลิงสะอาดในอนาคต

ขณะเดียวกัน บริษัทอยู่ระหว่างศึกษาการลงทุนในธุรกิจ Biomass Supply Chain ครอบคลุมตั้งแต่ต้นน้ำถึงปลายน้ำในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ทั้งการจัดหาและรวบรวมวัตถุดิบชีวมวล เช่น กะลาปาล์ม การผลิตเชื้อเพลิงชีวมวลอัดเม็ด ตลอดจนการส่งออกไปยังตลาดต่างประเทศที่มีความต้องการใช้เชื้อเพลิงชีวมวลเพิ่มขึ้น เพื่อสร้างโอกาสทางธุรกิจตลอดห่วงโซ่อุปทาน

อีกหนึ่งเทคโนโลยีพลังงานที่บริษัทให้ความสนใจคือโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ขนาดเล็กแบบโมดูลาร์ หรือ Small Modular Reactor (SMR) โดยอยู่ระหว่างศึกษาความเป็นไปได้ในการนำเทคโนโลยีดังกล่าวมาใช้สำหรับการลงทุนโครงการโรงไฟฟ้าให้สอดคล้องกับทิศทางของแผนพัฒนากำลังผลิตไฟฟ้าของประเทศ หรือ PDP รวมถึงศึกษารูปแบบการลงทุนและความเหมาะสมด้านเทคโนโลยี ต้นทุน และความปลอดภัย

ในระยะต่อไป บริษัทยังมองหาโอกาสลงทุนในโครงการ Direct PPA เพื่อผลิตและจำหน่ายไฟฟ้าโดยตรงให้กับผู้ใช้ไฟฟ้ารายใหญ่ โดยเฉพาะลูกค้าในนิคมอุตสาหกรรมและกลุ่ม Data Center ซึ่งเป็นตลาดที่มีแนวโน้มขยายตัวตามการเติบโตของเศรษฐกิจดิจิทัล นอกจากนี้ ยังเปิดกว้างสำหรับการแสวงหาโอกาสลงทุนในธุรกิจพลังงานในต่างประเทศ เพื่อกระจายพอร์ตการลงทุนและสร้างการเติบโตในระยะยาว

ทั้งนี้ ในช่วง 6 เดือนที่ผ่านมา บริษัทได้ดำเนินงานตามกรอบกลยุทธ์ 5 ด้าน ซึ่งมีความก้าวหน้าในหลายด้านทั้งการบริหารสินทรัพย์และแผนการลงทุน สำหรับการบริหารสินทรัพย์ได้มุ่งเน้นการเพิ่มประสิทธิภาพของโรงไฟฟ้าด้วยการนำเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์เข้ามาพัฒนาระบบซ่อมบำรุงแบบเชิงคาดการณ์ (Predictive Maintenance) ในโรงไฟฟ้าราชเอ็นเนอร์จี ระยอง และโรงไฟฟ้าราชโคเจนเนอเรชั่น

ซึ่งเป็นโรงไฟฟ้าประเภท SPP และบริษัทถือหุ้นทั้งหมด เพื่อตรวจจับและแจ้งเตือนความผิดปกติล่วงหน้าก่อนเกิดความเสียหายจริง ลดความเสี่ยงการหยุดเดินเครื่องฉุกเฉิน เพิ่มความเชื่อถือได้ (Reliability) และความพร้อมจ่าย (Availability) ของเครื่องจักร ซึ่งช่วยลดต้นทุนเชื้อเพลิง ค่าใช้จ่ายการซ่อมบำรุง และรายได้ให้กับโรงไฟฟ้ามากขึ้น

ด้านการลงทุน บริษัทได้เตรียมความพร้อมสำหรับการลงทุนในโครงการโรงไฟฟ้าใหม่ตามแผนพัฒนากำลังผลิตไฟฟ้าของไทย โดยตั้งเป้าหมายที่จะเข้าร่วมประมูลโครงการโรงไฟฟ้าพลังงานทดแทน ครอบคลุมทั้งโครงการโซลาร์ชุมชน โครงการโรงไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์ โครงการโรงไฟฟ้าพลังลม และโครงการโรงไฟฟ้าพลังงานชีวมวล ขณะเดียวกันบริษัทฯ ก็สนใจที่โรงไฟฟ้าก๊าซธรรมชาติ ซึ่งเป็นเชื้อเพลิงเปลี่ยนผ่าน (Transition Energy) เพื่อรักษาเสถียรภาพและความมั่นคงระบบไฟฟ้าของประเทศ

ทั้งนี้ บริษัทได้ดำเนินการสรรหาพื้นที่ที่เหมาะสมสำหรับเป็นที่ตั้งโครงการ รวมทั้งเทคโนโลยีที่มีอยู่ในปัจจุบัน นอกจากนี้บริษัทฯ ยังมองโอกาสการลงทุนในอินโดนีเซียตามแผนพัฒนากำลังการผลิตไฟฟ้าของอินโดนีเซีย (RUPTL) โดยได้เตรียมแผนโครงการส่วนขยายของโรงไฟฟ้าไพตัน ในชวาตะวันออก ซึ่งเป็นโรงไฟฟ้าพลังความร้อนร่วม ขนาด 1,000 เมกะวัตต์ เพราะมีความพร้อมทั้งด้านพื้นที่และศักยภาพในการเชื่อมต่อกับโครงข่ายไฟฟ้าชวา-บาหลี

นอกจากนี้ยังได้ศึกษาความเป็นไปได้ในการลงทุนโครงการขยายกำลังผลิตเครื่องยนต์ก๊าซ (Gas Engine) ขนาด 200 เมกะวัตต์ และโครงการโรงไฟฟ้าพลังความร้อนร่วมพร้อมระบบทำความเย็น กำลังการผลิต 140 เมกะวัตต์ ในเมืองบาตัม ด้วย

ในครึ่งปีแรกนี้ บริษัทสามารถเข้าสู่อุตสาหกรรมด้านดิจิทัลด้วยการให้บริการพลังงานไฟฟ้าแก่ธุรกิจศูนย์ข้อมูล หรือ Data Center โดยบริษัทในเครือ ได้แก่ บริษัท ราชพัฒนา เอ็นเนอร์ยี จำกัด ขนาดกำลังการผลิต 154.2 เมกะวัตต์ ซึ่งบริษัทฯ ถือหุ้น 51.67% ได้ลงนามในสัญญาซื้อขายไฟฟ้า กำลังผลิตไฟฟ้า 60 เมกะวัตต์กับลูกค้า Data Center ซึ่งตั้งอยู่ในสวนอุตสาหกรรมเครือสหพัฒน์ ในจังหวัดชลบุรี

และโรงผลิตไฟฟ้านวนคร ขนาดกำลังการผลิต 232 เมกะวัตต์ ซึ่งบริษัทถือหุ้น 40% ได้บรรลุข้อตกลงผลิตและจำหน่ายไฟฟ้าให้กับลูกค้า Data Center ในเขตส่งเสริมอุตสาหกรรมนวนคร จำนวน 2 ราย กำลังการผลิต 48 เมกะวัตต์ และ 20 เมกะวัตต์แล้ว

นอกจากนี้ยังมีความก้าวหน้าในการเจรจาเข้าร่วมลงทุนโครงการผลิตเชื้อเพลิงอากาศยานยั่งยืน (SAF) ในประเทศตุรกี ซึ่งมีกำลังผลิต 100,000 ตันต่อปี อีกทั้งยังอยู่ระหว่างการจัดทำโมเดลธุรกิจใหม่สำหรับพัฒนาพื้นที่โรงไฟฟ้าราชบุรี โดยเบื้องต้นจะเน้นการบริการสาธารณูปโภคพื้นฐาน และธุรกิจเกี่ยวข้องเศรษฐกิจหมุนเวียน หรือธุรกิจใหม่ในอนาคต

“บริษัทยังคงมุ่งมั่นขับเคลื่อนธุรกิจตามแนวทางกลยุทธ์ที่กำหนด เพื่อสร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจให้เติบโตอย่างต่อเนื่อง โดยตั้งเป้าหมาย EBITDA ให้ได้ถึง 15,000 ล้านบาท พร้อมทั้งยังได้จัดสรรงบลงทุนไว้จำนวน 10,000 ล้านบาท เพื่อใช้ลงทุนในโครงการเดิมที่ลงทุนแล้ว และโครงการใหม่ ๆ ซึ่งการดำเนินงานในช่วง 6 เดือนที่ผ่านมา โครงการที่อยู่ในมือ (Pipeline) มีความก้าวหน้าเป็นที่น่าพอใจและยังได้ขับเคลื่อนโรดแมปการลดก๊าซเรือนกระจกเพื่อเป้าหมายการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกเป็นศูนย์ด้วย”