นายวฤต รัตนชื่น รองผู้ว่าการยุทธศาสตร์ การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) กล่าวในงาน Beyond ESG: Thailand Transition #เปลี่ยนอนาคตประเทศไทย ในหัวข้อ Future Energy จุดเปลี่ยนประเทศไทย ว่า ประเทศไทยพึ่งพาการนำเข้าพลังงานเกือบทั้งหมด ไม่ว่าจะเป็นน้ำมัน ถ่านหิน ก๊าซธรรมชาติ รวมถึงการนำเข้าไฟฟ้าจากประเทศเพื่อนบ้าน
ความเสี่ยงสำคัญที่ไทยกำลังเผชิญมี 2 มิติ คือ 1. การพึ่งพาพลังงานจากต่างชาติสูง และ 2. โลกกำลังเข้าสู่ยุคการแข่งขันทางการค้าที่นำเรื่อง ESG โดยเฉพาะตัว E (สิ่งแวดล้อม) มาใช้เป็นมาตรการกีดกันทางการค้า หากไทยไม่ปรับตัวสู่พลังงานสะอาด ภาคธุรกิจจะได้รับผลกระทบอย่างหนัก
สำหรับทิศทางในอนาคต รัฐบาลเตรียมเปิดตัวแผนพัฒนากำลังการผลิตไฟฟ้าของประเทศ (PDP) ฉบับใหม่ ซึ่งมีเป้าหมายมุ่งสู่ Net Zero ภายในปี 2050 โดยคาดว่าสัดส่วนพลังงานหมุนเวียนจะก้าวกระโดดจาก 15% ขึ้นไปอยู่ในระดับ 60-70% และหากรวมพลังงานที่ไม่ปล่อยคาร์บอนอื่นๆ เข้าไป สัดส่วนพลังงานสะอาดของไทยอาจพุ่งสูงถึง 80%
ในส่วนของ กฟผ. ได้เตรียมความพร้อมโดยการขยายโครงการโซลาร์เซลล์ลอยน้ำ (Floating Solar) เหนือเขื่อนและอ่างเก็บน้ำต่างๆ ของ กฟผ. ซึ่งปัจจุบันโครงการที่เขื่อนสิรินธร จ.อุบลราชธานี ใช้พื้นที่ผิวน้ำน้อย แปลว่าไทยยังมีศักยภาพในการพัฒนาโซลาร์ลอยน้ำได้อีกมหาศาล และใน PDP ฉบับใหม่อาจเห็นตัวเลขกำลังการผลิตทะยานขึ้นสู่ระดับหมื่นเมกะวัตต์ในอนาคตที่จะต้องทำ
นายวฤต ระบุว่า การเพิ่มสัดส่วนพลังงานหมุนเวียนนำมาซึ่งความท้าทายด้านความเสถียรของระบบไฟฟ้า ไทยถือเป็นประเทศแรกในโลกที่ให้ทบวงพลังงานระหว่างประเทศ (IEA) เข้ามาศึกษาเรื่องนี้ โดย กฟผ. ได้เตรียมแนวทางรับมือ ได้แก่ การจัดตั้งศูนย์พยากรณ์การผลิตไฟฟ้าพลังงานหมุนเวียน เพิ่มความยืดหยุ่นของโรงไฟฟ้าหลัก (Flexibility) ให้สามารถเร่งหรือลดกำลังการผลิตได้อย่างรวดเร็ว เพื่อชดเชยพลังงานหมุนเวียนที่ผันผวน ระบบกักเก็บพลังงาน (Energy Storage) ควบคู่กันทั้งระบบโรงไฟฟ้าพลังน้ำแบบสูบกลับ (Pumped Hydro) และระบบแบตเตอรี่ (BESS) ซึ่งจากการทดลองพบว่า แบตเตอรี่ในไทยมีข้อจำกัดเรื่องสภาพอากาศร้อนที่ต้องเสียพลังงานไปกับการติดแอร์ให้แบตเตอรี่ ทำให้ระบบสูบกลับยังคงมีความสำคัญและมีประสิทธิภาพสูง
นอกจากนี้แก้ปัญหาความเฉื่อย ของระบบเมื่อมีโซลาร์เซลล์จำนวนมาก ระบบจะขาดแรงเหวี่ยงจากเครื่องจักรขนาดใหญ่ กฟผ. เตรียมเสนอให้โรงไฟฟ้าโซลาร์ฟาร์มขนาดใหญ่ต้องติดตั้ง Grid Forming Inverter เพื่อช่วยพยุงระบบ รวมถึงต้องมีข้อตกลงเรื่องการยอมให้ กฟผ. สั่งตัดการจ่ายไฟ (Curtailment) ในช่วงที่ไฟล้นระบบได้
นอกจากนี้ยังได้กล่าวถึงเทคโนโลยี SMR (Small Modular Reactor) หรือโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ขนาดเล็ก มีการบรรจุเข้ามาเป็นส่วนหนึ่งในสัดส่วนพลังงานสะอาด ทั้งนี้โรงไฟฟ้านิวเคลียร์รุ่นเก่าเปรียบเหมือนแอร์บ้าน ต้องมาเดินท่อและอัดน้ำยาที่หน้างาน หากช่างทำไม่ดีอาจเกิดการรั่วไหล และยังต้องการพื้นที่รัศมีปลอดภัยถึง 16 กิโลเมตร ขณะที่ SMR เปรียบเหมือนตู้เย็น ทุกอย่างถูกประกอบและซีลระบบความปลอดภัยเสร็จสรรพมาจากโรงงาน ยกมาตั้ง เสียบปลั๊กใช้งานได้เลย หากเกิดเหตุฉุกเฉิน ระบบจะใช้น้ำหล่อเย็นตกลงมาตามแรงโน้มถ่วงโดยไม่ต้องพึ่งพาไฟฟ้าภายนอก ทำให้ปลอดภัยสูงมาก และใช้พื้นที่รัศมีปลอดภัยเพียง 1 กิโลเมตร
ปัจจุบันเทคโนโลยีนี้มีใช้งานจริงแล้วในเรือดำน้ำและเรือตัดน้ำแข็งของรัสเซียและจีน อย่างไรก็ตาม ประเทศไทยยังอยู่ในจุดประเมินและเลือกเทคโนโลยี โดยรอดูเทคโนโลยีจากต่างประเทศให้มีเครื่องต้นแบบที่ใช้งานได้จริงก่อน เพื่อนำมาเปรียบเทียบและตัดสินใจให้ดีที่สุด ภายใต้มาตรฐานความปลอดภัย โดยสิ่งสำคัญที่สุดคือต้องรู้แผนการจัดการกากนิวเคลียร์เมื่อหมดอายุโรงไฟฟ้า ก่อนที่จะเริ่มขออนุญาตก่อสร้าง
ขณะที่เทคโนโลยีทางเลือกอื่นๆ อย่างไฮโดรเจน (Hydrogen) หรือการดักจับคาร์บอน (Carbon Capture)เป็นหนึ่งในทางเลือก แต่ปัจจุบันต้นทุนยังสูงมาก กฟผ. และกระทรวงพลังงานจึงต้องวางแผนอย่างรัดกุมรอบด้าน เพื่อให้การเปลี่ยนผ่านพลังงานของไทย (Energy Transition) เกิดความสมดุล ทั้งในแง่ของความมั่นคงทางพลังงาน การรักษาสิ่งแวดล้อม และต้นทุนค่าไฟฟ้าที่ประชาชนรับได้ เพื่อขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทยไปสู่อนาคตอย่างยั่งยืน
โดย วรินทร ศิรินอก