จาก PISA 2025 สู่การเปลี่ยนการศึกษาไทยอย่างยั่งยืน ถึงเวลาเปลี่ยนจาก “เพิ่มคะแนน” เป็น “สร้างระบบการเรียนรู้ใหม่”

Published on 11 ก.ย. 2026
  1. หน้าหลัก 
  2. การเมือง 
  3. ข่าวประชาสังคม 

จาก PISA 2025 สู่การเปลี่ยนการศึกษาไทยอย่างยั่งยืน ถึงเวลาเปลี่ยนจาก “เพิ่มคะแนน” เป็น “สร้างระบบการเรียนรู้ใหม่”

เผยแพร่: 11 ก.ย. 2569 21:22   ปรับปรุง: 11 ก.ย. 2569 21:22   โดย: ผู้จัดการออนไลน์



ดร.ภาวิช ทองโรจน์ ศูนย์รวมผู้เชี่ยวชาญเพื่อการปฏิรูปการศึกษาไทย, สำนักงานการวิจัยแห่งชาติ กล่าวว่า เมื่อวันที่ 9 กันยายนที่ผ่านมา ได้เขียนมีบทความที่กล่าวถึงผล PISA 2025 ของประเทศไทย ซึ่งปรากฏว่าคะแนนของนักเรียนไทยเพิ่มขึ้นจาก PISA 2022 ทั้งสามด้าน นับเป็นข่าวดีและเป็นผลงานที่ควรให้กำลังใจแก่คณะทำงาน ครู โรงเรียน และผู้เกี่ยวข้องทุกฝ่าย

ความสำเร็จครั้งนี้ยังแสดงให้เห็นด้วยว่า หากมีการกำหนดเป้าหมายที่ชัดเจน มีเครื่องมือสนับสนุน และมีการขับเคลื่อนอย่างจริงจัง ระบบการศึกษาไทยก็สามารถทำให้ผลการเรียนรู้ของเด็กเปลี่ยนแปลงได้

แต่คำถามสำคัญหลังจากความยินดีนั้นคือ แล้วเราจะทำอะไรและอย่างไรต่อไป?

เพราะหากมองให้ลึกกว่าคะแนนที่เพิ่มขึ้น เรายังไม่อาจกล่าวได้ว่าการศึกษาไทยประสบความสำเร็จแล้ว

คะแนนของไทยยังต่ำกว่าค่าเฉลี่ย OECD ประมาณ 50–70 คะแนนในทั้งสามด้าน ถ้าพูดในภาษาการสอบ ก็คงต้องยอมรับว่า “ยังสอบตก” และสิ่งที่น่ากังวลยิ่งกว่าคะแนนเฉลี่ยคือ นักเรียนไทยจำนวนมากยังมีสมรรถนะต่ำกว่า PISA ระดับ 2 ในด้านคณิตศาสตร์และการอ่าน เด็กไทยประมาณ 6 ใน 10 คนยังไม่ถึงระดับ 2

ตัวเลขนี้อาจสำคัญกว่าการถามว่าประเทศไทยได้คะแนนเพิ่มขึ้นกี่คะแนนเสียอีก

ระดับ 2 สำคัญกว่าคะแนนเฉลี่ย

ระดับ 2 มิใช่เส้นแบ่งระหว่างเด็กเก่งกับเด็กไม่เก่ง แต่เป็นระดับพื้นฐานที่บ่งชี้ว่าเด็กเริ่มสามารถนำความรู้และทักษะไปใช้กับสถานการณ์ที่พบในชีวิตจริงได้

หรือมีความหมายอีกอย่างหนึ่งได้ด้วยว่า เด็กที่สอบได้คะแนนระดับ 2 ลงไป มีแนวโน้มสูงที่จะประสบปัญหาในการดำรงชีวิตปกติ ในการเรียนต่อ ไปถึงในการประกอบหน้าที่การงาน

หรืออีกนัยหนึ่งคือ โอกาสที่พวกเขาจะประสบความสำเร็จในชีวิตจะมีไม่มาก ซึ่งหมายความด้วยว่า ระหว่างการเป็นภาระแก่สังคมและการเป็นสมาชิกของสังคมที่มีศักยภาพและสร้างสรรค์ ความเป็นไปได้ของประการแรกจะมีมากกว่า

ดังนั้น หากประเทศไทยจะใช้ PISA เป็นหมุดหมายหนึ่งของการพัฒนาการศึกษา เป้าหมายที่สำคัญที่สุดในระยะต่อไปอาจไม่ใช่

“PISA ครั้งหน้าเราจะเพิ่มอีกกี่คะแนน?”

แต่ควรเป็น

“เราจะทำให้เด็กไทยพ้นจากระดับต่ำกว่า ระดับ 2 ได้อีกกี่คน?”

หากเด็กจำนวนมากสามารถข้ามเส้นนี้ขึ้นมาได้ คะแนนเฉลี่ยของประเทศก็ย่อมเพิ่มขึ้นตามมาเอง

กล่าวอีกอย่างหนึ่งคือ อย่าให้คะแนนเป็นเป้าหมายของการพัฒนา แต่ให้คะแนนเป็นผลลัพธ์ของการพัฒนา

จากกระบวนการแทรกแซง (Intervention) ไปสู่การปฏิรูประบบ (System Reform)

ในการเตรียมการสำหรับ PISA 2025 คณะทำงานได้พัฒนาหนังสือ คู่มือ แบบฝึก และเครื่องมือจำนวนมากเพื่อพัฒนาความฉลาดรู้ด้านการอ่าน คณิตศาสตร์ และวิทยาศาสตร์

ผู้เขียนไม่ประสงค์จะลดคุณค่าของงานเหล่านี้ ตรงกันข้าม ควรนำมาศึกษาอย่างจริงจังว่าอะไรได้ผล เพราะสิ่งที่ได้ผลสามารถนำไปใช้ต่อได้

แต่มีคำถามหนึ่งที่เราควรถามให้ไกลกว่านั้นว่า

เราจะต้องสร้างกระบวนการแทรกแซง (Intervention) เช่นนี้ขึ้นมาเพื่อช่วยเด็กที่กำลังจะเข้าสอบ PISA ทุกสามปีไปตลอดหรือไม่?

หากเด็กต้องได้รับการเสริมความสามารถในการอ่าน คิด วิเคราะห์ ใช้เหตุผล และแก้ปัญหาเป็นพิเศษเมื่อใกล้อายุ 15 ปี อาจหมายความว่าความสามารถเหล่านั้นยังไม่ได้ถูกสร้างขึ้นอย่างเพียงพอจากการเรียนรู้ตามปกติตลอดสิบกว่าปีก่อนหน้านั้น

ดังนั้น ความสำเร็จที่แท้จริงหลัง PISA 2025 ไม่ควรหยุดอยู่ที่การทำ intervention ครั้งต่อไปให้ดียิ่งขึ้น แต่ควรใช้บทเรียนจาก intervention ครั้งนี้ย้อนกลับไปถามว่า

มีอะไรผิดอยู่ในระบบปกติของเรา จนต้องมี intervention เข้ามาช่วย?

และคำตอบส่วนหนึ่งอยู่ที่ หลักสูตร

ต้องเปลี่ยนจาก “หลักสูตรเนื้อหา” เป็น “หลักสูตรการเรียนรู้”

หลักสูตรการศึกษาไม่ควรเป็นเพียงเอกสารที่บอกว่าครูหรือเด็กต้องสอนหรือเรียน “อะไร” แต่ต้องตอบให้ได้ด้วยว่า เมื่อสอนและเรียนสิ่งเหล่านั้นแล้ว เด็กจะต้อง คิดเป็น ทำเป็น และใช้ความรู้เป็นอย่างไร

ความรู้รายวิชายังคงมีความสำคัญอย่างยิ่ง เด็กยังต้องมีพื้นฐานภาษา คณิตศาสตร์ วิทยาศาสตร์ สังคมศาสตร์ มนุษยศาสตร์ ศิลปะ และศาสตร์อื่น ๆ ที่จำเป็น

การปฏิรูปมิใช่การทิ้งความรู้ในสาระวิชา (disciplinary knowledge) แต่ความรู้เหล่านั้นต้องไม่จบอยู่ที่การจำเพื่อทำข้อสอบ

เด็กต้องมีโอกาสนำความรู้ไป ตั้งคำถาม สืบค้น เชื่อมโยง ใช้หลักฐาน ให้เหตุผล ทดลอง ออกแบบ สื่อสาร ทำงานร่วมกับผู้อื่น และแก้ปัญหา

ดังนั้น หลักสูตรใหม่จึงต้องมีองค์ประกอบสองด้านที่สำคัญพอ ๆ กัน คือ

สิ่งที่ต้องเรียนรู้ (Key Learning Areas)
และ
ประสบการณ์ที่ทำให้เกิดการเรียนรู้ (Learning Experiences)

เมื่อสองส่วนนี้ทำงานร่วมกัน ความรู้จึงจะเปลี่ยนเป็น ทักษะ สมรรถนะ ค่านิยม และเจตคติ

และนี่คือความแตกต่างระหว่างหลักสูตรเน้นเนื้อหา (Content Curriculum) กับหลักสูตรแห่งการเรียนรู้ (Learning Curriculum)

และถ้าเราต้องการให้เด็กไทยทำ PISA ได้ดีอย่างยั่งยืน การเปลี่ยนแปลงต้องเกิดตั้งแต่ตรงนี้ ไม่ใช่เริ่มเมื่อเด็กกำลังจะเข้าสอบ PISA

แต่เปลี่ยนหลักสูตรอย่างเดียวไม่พอ — ต้องเปลี่ยน “เวลา”

นี่อาจเป็นส่วนที่ถูกมองข้ามมากที่สุดของการปฏิรูปการศึกษาไทย

เราบอกว่าอยากให้เด็กคิดวิเคราะห์ อยากให้ทำ project อยากให้ทำ inquiry อยากให้แก้ปัญหา อยากให้เรียนรู้จากชีวิตจริง

แต่ในขณะเดียวกัน เรากลับจัดตารางให้เด็กใช้เวลาส่วนใหญ่ของวันนั่งอยู่ในห้อง เรียนทีละวิชา และให้ครูพยายามสอนเนื้อหาจำนวนมากให้ครบ

เรายังเน้นที่ “การสอน” แทนที่จะเป็นการส่งเสริมให้เป็น “การเรียน” ที่เกิดขึ้นอย่างยั่งยืนในตัวเด็ก

แล้วเด็กจะเอาเวลาที่ไหนไปเรียนรู้ด้วยตนเอง?

นี่คือเหตุผลที่การปฏิรูปหลักสูตรต้องมาพร้อมกับการปฏิรูปเวลาสำหรับการเรียนรู้ (Learning-Time Architecture)

เด็กไม่จำเป็นต้องนั่งในห้องเรียนหนึ่งพันชั่วโมงจึงจะเรียนดี

ประสบการณ์จากระบบการศึกษาที่มีคุณภาพสูงทำให้เราควรตั้งคำถามกับสมมติฐานที่ว่า

“ยิ่งมีชั่วโมงเรียนในห้องมาก เด็กยิ่งจะเรียนรู้มาก”

หรือ

“ยิ่งสอนมาก เด็กก็ยิ่งจะเรียนรู้มาก”

ขณะที่หลักสูตรการศึกษาขั้นพื้นฐานของไทยกำหนดให้ใช้เวลาในการที่เด็กต้องนั่งเรียนในห้องเรียนเฉลี่ยเกิน 1,000 ชั่วโมงต่อปี ข้อมูล OECD แสดงให้เห็นว่าเวลาเรียนภาคบังคับในระดับประถมของประเทศ OECD เฉลี่ยอยู่ที่ประมาณ 800 ชั่วโมงต่อปี

แต่ประเทศที่มีผลสัมฤทธิ์ทางการศึกษาสูงบางประเทศใช้เวลาน้อยกว่านั้นมาก

Finland อยู่ที่ประมาณ 660 ชั่วโมงต่อปี
Estonia 661 ชั่วโมงต่อปี
และเกาหลีใต้ประมาณ 655 ชั่วโมงต่อปี

Estonia เป็นหนึ่งในระบบการศึกษาที่มีผล PISA สูงที่สุดแห่งหนึ่งของโลก และมีคะแนน PISA สูงสุดในยุโรป ส่วน Finland เป็นประเทศที่ได้รับการยอมรับมายาวนานในเรื่องคุณภาพการศึกษา

เราอาจจะไม่ควร หรือไม่จำเป็น ต้องลอกเลียนประเทศเหล่านี้ เพราะบริบทแตกต่างกัน

แต่สิ่งที่เราเรียนรู้ได้ก็คือ คุณภาพการศึกษาไม่ได้วัดจากจำนวนชั่วโมงที่เด็กนั่งอยู่ต่อหน้าครู

คำถามที่สำคัญกว่าคือ เด็กใช้เวลาเหล่านั้น “เรียนรู้อย่างไร”

จาก “เวลาในห้องเรียน” สู่ “เวลาแห่งการเรียนรู้”

ผู้เขียนเคยเป็น “ประธานยกร่างหลักสูตรการศึกษาพื้นฐานและตำราเรียนแห่งชาติ” และได้ร่างหลักสูตรใหม่ไว้เสร็จแล้ว แต่หลังการยึดอำนาจครั้งที่แล้ว หลักสูตรนั้นได้ถูกเอาไปดองไว้ที่ไหนสักแห่งหนึ่งในโลกนี้

ครั้งนั้น ได้เสนอแนวคิดในการออกแบบหลักสูตรใหม่ว่า เวลาเรียนรู้ของเด็กประมาณหนึ่งพันชั่วโมงต่อปี อาจจัดสรรเสียใหม่

ประมาณ 600–660 ชั่วโมง เป็นเวลาเรียนในห้องเรียนสำหรับการสร้างฐานความรู้ที่จำเป็น

และอีกประมาณ 400 ชั่วโมง เป็นเวลาสำหรับการประยุกต์ เรียนจากประสบการณ์จริง และการเรียนแบบอิสระ โดยใช้หลายรูปแบบคละกัน เช่น การทำโครงการวิจัยหรือโครงงานต่าง ๆ

ซึ่งเป็นวิธีที่จะสร้างทักษะสำหรับศตวรรษที่ 21 ให้แก่นักเรียนได้หลายอย่าง นับตั้งแต่ การค้นหาปัญหา การแก้ปัญหา การออกแบบแนวคิด การทำงานเป็นทีม การสื่อสาร เป็นต้น

เด็กจึงอาจใช้เวลานี้ทำโครงงานวิทยาศาสตร์ สังคมศาสตร์ มนุษยศาสตร์ ศิลปะ หรืออาชีพ ทำงานในชมรมวิชาการ หรือจัดกระบวนการพิเศษสำหรับเด็กที่อาจเรียนช้าในรูปแบบของคลีนิคการเรียนรู้ (Learning Clinics)

ศึกษาปัญหาของชุมชน ออกไปเก็บข้อมูล ทำการทดลอง เรียนรู้จากธรรมชาติ สถานประกอบการ พิพิธภัณฑ์ แหล่งวัฒนธรรม หรือทำงานร่วมกันเพื่อแก้ปัญหาจริง

พอพูดถึงการวิจัย คำถามก็อาจเกิดในใจของหลายคนว่า นี่มันเป็นการศึกษาขั้นพื้นฐานนะ

แต่หากเราไปถามนักเรียนในฟินแลนด์ว่าการศึกษาคืออะไร คำตอบหนึ่งที่เราจะได้ก็คือ การศึกษาคือการวิจัย

ดังนั้น 400 ชั่วโมงนี้ไม่ใช่ “เวลาว่าง” ไม่ใช่กิจกรรมนอกหลักสูตร และไม่ใช่การบ้านที่ผลักภาระกลับไปให้ครอบครัว

แต่เป็น เวลาเรียนตามหลักสูตร เพียงแต่การเรียนรู้ไม่จำเป็นต้องเกิดจากการนั่งฟังครูอยู่ในห้อง

อีกนัยหนึ่งอาจพูดได้ว่า นี่คือการจัดการเรียนรู้ตามรูปแบบของ STEM ศึกษานั่นเอง

ดังนั้น ข้อเสนอนี้ ไม่ใช่การลดเวลาเรียน แต่เป็นการจัดสรรเวลาเรียนรู้ใหม่

เด็กยังคงเรียนรู้ประมาณหนึ่งพันชั่วโมงต่อปี เพียงแต่เปลี่ยนจากระบบที่เวลาส่วนใหญ่เป็น Teaching Time ไปสู่ระบบที่ให้ความสำคัญกับ Learning Time

หรือกล่าวให้สั้นที่สุดว่า

“ให้เด็กรับการสอนน้อยลง แต่ให้เด็กเรียนรู้มากขึ้น”

เพราะเด็กไม่จำเป็นต้องอยู่ในห้องเรียนเพื่อที่จะเรียนรู้ และการอยู่ในห้องเรียนก็ไม่ได้หมายความว่าเด็กกำลังเรียนรู้อยู่เสมอไป

400 ชั่วโมงนี้ต่างหากที่ทำให้ความรู้ (Knowledge) กลายเป็นสมรรถนะ (Competency)

นี่คือจุดที่เรื่องหลักสูตร เวลาเรียน และ PISA มาบรรจบกัน

เด็กอาจเรียนสูตรคณิตศาสตร์ในห้องเรียน แต่การมีสูตรอยู่ในความจำยังไม่รับประกันว่าเขาจะรู้ว่าจะใช้สูตรนั้นเมื่อใด

เด็กอาจเรียนหลักการทางวิทยาศาสตร์ แต่ยังไม่จำเป็นว่าจะสามารถพิจารณาหลักฐานและตัดสินใจเกี่ยวกับปัญหาที่ไม่เคยพบมาก่อนได้

เด็กอาจอ่านหนังสือออก แต่ยังไม่จำเป็นว่าจะสามารถอ่านข้อมูลหลายแหล่ง เปรียบเทียบข้อโต้แย้ง และตัดสินว่าอะไรน่าเชื่อถือกว่า

สิ่งเหล่านี้ไม่สามารถสร้างได้ด้วยการเพิ่มเนื้อหาอีกหนึ่งบท แต่ต้องเกิดจากการที่เด็ก ได้ใช้ความรู้จริง

และนี่คือหน้าที่สำคัญของพื้นที่ 400 ชั่วโมง

ในความหมายนี้ PBL, inquiry หรือ project learning จึงไม่ควรถูกเพิ่มเข้ามาเป็น “กิจกรรมพิเศษ” ในหลักสูตร แต่ต้องเป็นส่วนหนึ่งของโครงสร้างหลักสูตรและมีเวลาได้รับการรับรองไว้ตั้งแต่ต้น

เมื่อหลักสูตรเปลี่ยน การประเมินก็ต้องเปลี่ยน

อย่างไรก็ตาม การเปลี่ยนแปลงทั้งหมดจะไม่เกิดขึ้น หากระบบการสอบยังส่งสัญญาณแบบเดิม

หากหลักสูตรบอกให้เด็กคิด แต่ข้อสอบถามความจำ

หากหลักสูตรบอกให้แก้ปัญหา แต่ข้อสอบมีคำตอบถูกเพียงข้อเดียว

หากหลักสูตรบอกให้ทำ project แต่การสอบเข้ายังคงให้รางวัลแก่การกวดวิชา

ท้ายที่สุดครู โรงเรียน ผู้ปกครอง และเด็กก็จะกลับไปสู่ระบบเดิม

ดังนั้น Curriculum, Pedagogy, Learning Time และ Assessment ต้องถูกออกแบบใหม่ เป็นระบบเดียวกัน

และตรงนี้เองที่ PISA สามารถมีประโยชน์อย่างมาก ไม่ใช่ในฐานะข้อสอบที่เด็กไทยต้อง “เตรียมไปสอบ” แต่ในฐานะ เครื่องมือภายนอกที่ใช้ตรวจสุขภาพของระบบการศึกษา

เป้าหมายคือสร้างเด็กที่ไม่ต้อง “เตรียมสอบ PISA”

หากประเทศไทยต้องการให้ผล PISA 2025 เป็นจุดเริ่มต้นของการเปลี่ยนแปลงอย่างยั่งยืน สิ่งที่ควรทำต่อไปจึงไม่ใช่เพียงเตรียมการแทรกแซง (intervention) สำหรับ PISA รอบหน้า

แต่ควรนำสิ่งที่เรียนรู้จากการดำเนินงานครั้งนี้กลับไปออกแบบระบบเสียใหม่ และทำให้ระบบใหม่นั้นกลายเป็นปกติวิถีของชีวิตทางการศึกษาของทั้งครูและนักเรียน

เริ่มตั้งแต่หลักสูตรลดความแออัดของเนื้อหา กำหนดประสบการณ์เรียนรู้ (Learning Experiences) ไว้ในหลักสูตร

เปลี่ยนโครงสร้างของเวลาสำหรับการเรียนรู้ (Learning-Time Architecture) สร้างพื้นที่ให้เด็กใช้ความรู้ เปลี่ยนวิธีสอน เปลี่ยนการประเมิน และเตรียมครูให้สามารถจัดการเรียนรู้เช่นนี้ได้จริง

เครื่องมือที่คณะทำงานฯ ได้สร้างขึ้นสำหรับ PISA 2025 ไม่จำเป็นต้องสูญหาย สิ่งใดที่พิสูจน์แล้วว่าได้ผลควรนำมาใช้เป็นเครื่องมือแห่งการเปลี่ยนผ่านเพื่อช่วยพาระบบเดิมไปสู่ระบบใหม่

แต่ความสำเร็จสูงสุดของเครื่องมือเหล่านั้น อาจไม่ใช่การที่เราต้องใช้มันกับเด็กทุกสามปีต่อไป

ความสำเร็จสูงสุดคือ วันหนึ่งเราไม่จำเป็นต้องใช้กระบวนการแทรกแซง (intervention) พิเศษเพื่อเตรียมเด็กไทยสำหรับ PISA อีก

เพราะความสามารถในการอ่านเพื่อเข้าใจ คิดคำนวณ ใช้เหตุผลทางวิทยาศาสตร์ ตั้งคำถาม ใช้หลักฐาน และแก้ปัญหา ได้กลายเป็นผลลัพธ์ตามปกติของการศึกษาไทยตั้งแต่เด็กเข้าสู่โรงเรียน

ถึงเวลานั้น เราอาจไม่จำเป็นต้องถามว่า

“PISA ครั้งหน้า ประเทศไทยจะได้เพิ่มอีกกี่คะแนน?”

แต่ถามว่า

“เด็กไทยที่ต่ำกว่า ระดับ 2 ‘เหลือ’ อยู่กี่คน?”

และในที่สุด

“เราจะทำอย่างไรให้ไม่มีเด็กคนใดถูกปล่อยให้ออกจากระบบการศึกษาขั้นพื้นฐาน โดยยังไม่มีสมรรถนะที่จำเป็นต่อการดำรงชีวิต?”

นี่ต่างหากคือเป้าหมายที่ใหญ่กว่าคะแนนและอันดับ

เราไม่ควรสร้างการศึกษาเพื่อให้เด็กทำ PISA ได้ แต่เราควรสร้างเด็กที่คิดเป็น เรียนรู้เป็น และใช้ความรู้เป็น จนการทำ PISA ได้กลายเป็นเพียงผลตามธรรมชาติของการศึกษาที่ดี

หาก PISA 2025 สามารถผลักดันประเทศไทยให้ก้าวจากการ “แก้คะแนน” ไปสู่การ “แก้ระบบ” ได้ นั่นต่างหากจึงจะเป็น ความสำเร็จที่แท้จริงและยั่งยืนของ PISA 2025