ทำไมญี่ปุ่นที่เคยปลื้มจีนในอดีตอย่างมาก ถึงกลายเป็นไม้เบื่อไม้เมากับจีน?

Published on 3 ส.ค. 2026

ทำไมญี่ปุ่นที่เคยปลื้มจีนในอดีตอย่างมาก ถึงกลายเป็นไม้เบื่อไม้เมากับจีน?… ความสัมพันธ์จีนญี่ปุ่น

บทความโดย : วีรยุทธ พจน์เสถียรกุล www.marumura.com

หลายคนอาจสงสัยว่าญี่ปุ่นนั้นนับแต่โบราณก็รับอิทธิพลสารพัดสิ่งของจีน ภาษาญี่ปุ่นก็รับอักษรจีน อารยธรรมญี่ปุ่นก็ได้รับอิทธิพลจากอารยธรรมจีนอย่างมาก รับแทบจะทุกสิ่ง แต่ในปัจจุบันทำไมสัมพันธภาพระหว่างจีนและญี่ปุ่นถึงไม่เคยดีมานับศตวรรษแล้ว วันนี้จึงจะชวนวิเคราะห์ทัศนคติที่คนญี่ปุ่นมีต่อคนจีนในแต่ละยุคกัน
เราต้องทำความเข้าใจก่อนว่าในยุคโบราณนั้น ไม่มีสิ่งที่เรียกว่า “รัฐชาติ (State)” ดังนั้นจีนก็ไม่ได้เป็นประเทศจีนอันเป็นปึกแผ่นอย่างปัจจุบัน ญี่ปุ่นเองก็เช่นกันที่ไม่ได้เป็นปึกแผ่น ดังนั้นในยุคโบราณเมื่อครั้งกระโน้นนั้น ประเทศจีน (中国) หรือ ประเทศญี่ปุ่น (日本) จึงยังไม่ได้อยู่ในฐานะเป็นรัฐชาติ


การรับอารยธรรมจีนระลอกแรก: จีนเป็นไอดอล เป็นผู้เจริญกว่า

เมื่อญี่ปุ่นแรกเริ่มรับอารยธรรมจีนเข้ามาเต็มรูปแบบ จีนก็เข้าสู่ยุคราชวงศ์ถังแล้ว แต่อารยธรรมของชาวฮั่นยังคงมีอิทธิพลต่อจีนอย่างมาก ญี่ปุ่นจึงรับอารยธรรมฮั่นผ่านราชวงศ์ถังเข้ามาในญี่ปุ่น เป็นการรับอารยธรรมจีนระลอกแรก โดยญี่ปุ่นเรียกสิ่งนี้ว่า “ฮั่น (漢)” ไม่ใช่ “จีน (中国)” คล้ายกับที่ยุโรปเรียกอารยธรรมโรมันว่าอารยโรมัน ไม่มีใครเรียกว่า “อารยธรรมอิตาเลียน” แต่อย่างใด แม้ว่ากรุงโรมปัจจุบันจะอยู่ในอิตาลีก็เถอะ โดยในยุคนี้ญี่ปุ่นเชิดชูอารยธรรมฮั่นว่าเป็นไอดอล เป็นชาติมหาอำนาจผู้ยิ่งใหญ่ ถึงกับเกิดแนวคิดเรียกว่า “วะคง-คันไซ (和魂漢才)” ที่แปลว่าให้ใช้จิตวิญญาณแบบญี่ปุ่นแต่ใช้วิทยาการของชาวฮั่น โดยอักษรแต่ละตัวคือ…

วะ (和) หมายถึง ความเป็นญี่ปุ่น
คง (魂) หมายถึง จิตวิญญาณ
คัน (漢) หมายถึง ฮั่น
ไซ (才) หมายถึง อัจฉริยะ ความเป็นเลิศ หรือความรู้และศิลปวิทยาการ

จนกระทั่งญี่ปุ่นเริ่มเข้าสู่ยุคเฮอัน เริ่มมีการพัฒนาอัตลักษณ์ของตัวเอง เกิดอักษรฮิระงะนะ เกิดวรรณกรรมแบบญี่ปุ่น ฯลฯ โดยในยุคนี้ก็ยังเชิดชูจีนอยู่ แต่ความรู้สึกว่าจีนเป็นไอดอลหรือยิ่งใหญ่กว่านั้นเริ่มเบาลง ประวัติศาสตร์ญี่ปุ่นก็ดำเนินต่อไปยุคแล้วยุคเล่า ความปลื้มจีนแม้จะเบาบางลงไปบ้างแต่ก็ไม่เคยเป็นไปในทางลบแต่อย่างใด จนกระทั่งเข้าสู่ยุคเอโดะ


ความผิดหวังที่อารยธรรมฮั่นล่มสลาย

ยุคเอโดะนั้นอยู่ระหว่างปี ค. ศ. 1603 – 1868 โดยในยุคเอโดะนี้มี “ยุคปิดประเทศ (鎖国時代)” รวมอยู่ด้วยเกือบจะตลอดยุคคือตั้งแต่ปี ค. ศ. 1639 – 1854 โดยในยุคปิดประเทศนี้เองที่ญี่ปุ่นแทบจะไม่มีการติดต่อกับจีนโดยตรงเลยยกเว้นบางบริเวณเช่นนะงะซะกิ และ ริวกิว เท่านั้น

ต่อมาในปี ค. ศ. 1644 เป็นยุคสิ้นราชวงศ์หมิง และชนต่างเผ่าอย่างชาวแมนจูเข้ามาสถาปนาราชวงศ์ชิงแทนที่ชาวฮั่น ทำให้ชาวญี่ปุ่นจำนวนไม่น้อยรู้สึกว่า “จีนนั้นไม่ใช่จีนที่เคยรู้จักแล้ว” เพราะไม่ใช่จีนดั้งเดิม แต่เป็นชนต่างเผ่าอย่างแมนจูเข้ามาสวมรอยเป็นจีนแทน ทั้งผิดหวังในตัวไอดอลที่เคยเชิดชูว่าแพ้ศึกให้ชาวแมนจู แล้วยังปิดประเทศจนแทบไม่มีการติดต่อกันเป็นเวลา 200 ปี ช่องว่างแห่งความห่างเหินเลยเริ่มเกิดขึ้นระหว่างสองชาติ


ยุคที่ชาวจีนคือขี้โรคแห่งเอเชีย (Sick Man of Asia)

จีนในช่วงนี้แตกแยกเป็นเสี่ยง ๆ เพราะการรุกรานของตะวันตก ทั้งแพ้อังกฤษในสงครามฝิ่น 2 ครั้งทำให้เสียดินแดนมากมาย ทั้งคนในประเทศแตกแยกกันเอง เป็นยุคแห่งความหายนะเคราะห์ซ้ำกรรมซัดของจีน เป็นยุคที่หลาย ๆ ชาติตะวันตก รวมทั้งญี่ปุ่นเอง และสื่อบางแห่งที่ฝักใฝ่ตะวันตก ใช้ดูถูกชาวจีนว่าเป็น “ขี้โรคแห่งเอเชีย” กันเลยทีเดียว

จากยุคแรกที่ญี่ปุ่นเชิดชูฮั่น ไปสู่ยุคสิ้นสุดราชวงศ์หมิงที่ญี่ปุ่นผิดหวังในความเป็นจีนอย่างมาก ในยุคนี้นำไปสู่การที่กระแสชาตินิยมญี่ปุ่นจำนวนหนึ่งเริ่มมองว่าจีนล้าหลัง ในขณะที่ญี่ปุ่นพัฒนาประเทศเจริญก้าวหน้าไม่หยุด นำไปสู่การที่ญี่ปุ่นเข้ารุกรานจีนในเวลาต่อมา


ยุคสงครามจีนญี่ปุ่น 2 ครั้ง

สงครามจีน-ญี่ปุ่นครั้งที่ 1 นั้น ญี่ปุ่นรบกับราชวงศ์ชิง จึงเรียกว่า “นิสชินเซ็นโซ (日清戦争)” โดย นิส มาจาก นิจิ (日) ที่หมายถึงญี่ปุ่น และ ชิน (清) หมายถึงราชวงศ์ชิงซึ่งเป็นราชวงศ์สุดท้ายของจีน ผลของสงครามนี้ทำให้จีนต้องสูญเสียดินแดนหลายแห่งรวมทั้งไต้หวันไปให้ญี่ปุ่น โดยไต้หวันตกอยู่ภายใต้การปกครองของญี่ปุ่นตั้งแต่ ค. ศ. 1895-1945

ส่วนตอนสงครามจีน-ญี่ปุ่นครั้งที่ 2 จีนสิ้นสุดระบอบราชวงศ์แล้ว และเปลี่ยนชื่อประเทศเป็น 中華民国 จึงเรียกสงครามจีน-ญี่ปุ่นครั้งที่ 2 ว่า “นิสชูเซ็นโซ (日中戦争)”


จีนและญี่ปุ่นที่เข้าหน้ากันไม่ค่อยได้หลังสิ้นสุดสงครามโลกครั้งที่ 2

ระหว่างสงครามโลกครั้งที่ 2 นั้น ญี่ปุ่นทำกับจีนไว้อย่างหนักหนาสาหัสชนิดที่ชาวจีนไม่อภัยให้ไปจนชั่วลูกชั่วหลาน แล้วก็ญี่ปุ่นนี่เองที่สร้างปัญหาจีน-ไต้หวันมาจนกระทั่งปัจจุบันที่ยังไม่ลงตัว เพราะญี่ปุ่นไปยึดไต้หวันมาตอนสิ้นสุดสงครามนิสชินเซ็นโซ จนจีน-ไต้หวันกลับมาต่อกันไม่ติดอีกเลย

นอกจากนี้ อเมริกาก็เข้ามามีอิทธิพลอย่างมาก เพราะเข้ามาร่างรัฐธรรมนูญให้ญี่ปุ่น ทำให้รัฐธรรมนูญญี่ปุ่นเป็นรัฐธรรมนูญที่แก้ยากที่สุดในโลก และต้องพึ่งพาพันธมิตรด้านความมั่นคงกับอเมริกาอย่างต่อเนื่อง เพราะมาตรา 9 ห้ามญี่ปุ่นไม่ให้มีกองกำลังทหารของตัวเอง โดยถูกจำกัดศักยภาพทางทหารเชิงรุก ญี่ปุ่นจึงต้องผูกตัวเองไว้กับอเมริกา และสนิทกับไต้หวัน จึงกลายเป็นว่าจีนและญี่ปุ่นต้องอยู่ฝ่ายตรงข้ามกันไปอีกนาน


สรุปคือ ญี่ปุ่นและจีนจึงเป็นสองชาติที่มีรากฐานทางอารยธรรมร่วมกันอย่างลึกซึ้ง แต่ประสบการณ์ทางประวัติศาสตร์ การเมือง และภูมิรัฐศาสตร์ในเวลาต่อมาได้ค่อย ๆ ผลักดันให้ทั้งสองประเทศเดินบนเส้นทางที่แตกต่างกัน จนความสัมพันธ์ในปัจจุบันเต็มไปด้วยทั้งความร่วมมือ การแข่งขัน และความทรงจำจากอดีตอันเจ็บปวด จัดว่าเป็น Love-Hate Relationship โดยแท้จริง

บทความโดย : วีรยุทธ พจน์เสถียรกุล www.marumura.com
ติดตามผลงานเขียนทั้งหมดของวีรยุทธได้ที่ >> https://www.facebook.com/Weerayuths-Ideas

เรื่องแนะนำ :
Doraemon และ Dr. Stone “ความต่างในความเหมือนของการ์ตูนวิทยาศาสตร์”
อวสานล่ามและนักแปลภาษาญี่ปุ่น – จริงหรือ?
โชจู (Shochu) และโซจู (Soju) นั้นต่างกันไฉน?
จากนักร้องคัฟเวอร์โนเนมสู่นักร้องชื่อดัง: Uru
คาราเต้ค่อย ๆ กลายเป็นศาสตร์เพื่อสุขภาพไปทีละนิด

#ทำไมญี่ปุ่นที่เคยปลื้มจีนในอดีตอย่างมาก ถึงกลายเป็นไม้เบื่อไม้เมากับจีน? #ความสัมพันธ์จีนญี่ปุ่น

Tags :

  • Japan & China
  • ความสัมพันธ์จีนญี่ปุ่น
  • ประวัติศาสตร์ญี่ปุ่น

วีรยุทธ พจน์เสถียรกุล เป็นคนไทยเพียงไม่กี่คนที่เคยศึกษาที่มหาวิทยาลัยในประเทศญี่ปุ่นมาแล้วถึง 4 แห่ง โดยเคยได้รับทุนแลกเปลี่ยนระหว่างที่ว่าการจังหวัด Okinawa และจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยไปศึกษาที่ The University of the Ryukyus รวมทั้งเคยได้รับทุนรัฐบาลญี่ปุ่นแบบสอบผ่านสถานทูตญี่ปุ่นประจำประเทศไทย ไปศึกษาที่ 1) Tokyo University of Foreign Studies / 2) International Christian University / และ 3) Keio University มีประสบการณ์ทำงานที่หลากหลาย เคยเป็นผู้สื่อข่าวและผู้ผลิตรายการโทรทัศน์ให้บริษัท Nippon Production Service (บริษัทในเครือสถานีโทรทัศน์ NHK) / เป็นผู้สอนภาษาไทยที่สถาบันภาษาไทยหลายแห่งในโตเกียว / เป็นผู้เชี่ยวชาญภาษาไทยสำหรับชาวต่างชาติที่สมาคมส่งเสริมเทคโนโลยี (ไทย-ญี่ปุ่น) / เป็นที่ปรึกษาด้านธุรกิจและการตลาดให้บริษัท Corporate Directions Inc. ของประเทศญี่ปุ่น / เป็นผู้ก่อตั้งสาขาภาษาญี่ปุ่นธุรกิจของคณะศิลปศาสตร์ สถาบันการจัดการปัญญาภิวัฒน์ / เป็นผู้อำนวยการบริษัท AIRA Capital และเป็นทีมงานก่อตั้งบริษัท AIRA and AIFUL รวมทั้งบัตรกดเงินสด A-Money / เป็นที่ปรึกษาด้านทรัพยากรมนุษย์ของบริษัท TOYO Business Service / เป็นที่ปรึกษาด้านทรัพยากรมนุษย์ของบริษัท JECC ประเทศญี่ปุ่น / เป็นที่ปรึกษาด้านธุรกิจของบริษัท Business Consultants Southeast Asia / มีประสบการณ์สอนในมหาวิทยาลัยมากกว่า 10 แห่งในประเทศไทย / เป็นที่ปรึกษาและจัดฝึกอบรมให้องค์กรหลายแห่ง ปัจจุบันมีธุรกิจเล็ก ๆ ของตัวเองคือ บริษัท Consulting Agency for Talent จำกัด ทำธุรกิจให้คำปรึกษาด้านพัฒนาองค์กรและพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ (HROD และ HRD) / เป็นนักวิชาการอิสระ / วิทยากรอิสระ / นอกจากเขียนคอลัมน์ที่ Marumura แห่งนี้แล้ว ก็เขียนคอลัมน์ให้ธนาคารไทยพาณิชย์ / เขียนคอลัมน์ให้ The PEOPLE Online Magazine/ เขียนคอลัมน์ให้ Conomi และยังคงใฝ่เรียนรู้สิ่งใหม่ต่าง ๆ อยู่เสมอแม้ว่าจะมีปริญญา 7 ใบแล้วก็ตาม