ทำไมประชามติและสภาร่างรัฐธรรมนูญที่เป็นอยู่จึงพาเราไปสู่ทางตัน: มุมมองจากทฤษฎีการเลือกทางสังคม

Published on 4 ส.ค. 2026

วันที่ 8 กุมภาพันธ์ 2569 คนไทยได้รับบัตรประชามติเพื่อถามความเห็นชอบว่าควรมีรัฐธรรมนูญใหม่ แทนรัฐธรรมนูญ 2560 ซึ่งเป็นมรดกจากยุคทหารหรือไม่ ที่น่าสนใจคือสิ่งที่หายไปจากบัตรโดยสิ้นเชิง นั่นคือในประชามติไม่มีการพูดถึงตัวร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ ไม่มีพูดถึงมาตราหรือสถาบันใด ๆ ไม่มีพูดถึงทางเลือกว่าจะเอาอย่างไรกับวุฒิสภา องค์กรอิสระ กองทัพ หรือแม้แต่กระบวนการใดที่จะใช้สถาปนารัฐธรรมนูญใหม่ มีเพียง ‘ไอเดีย’ ว่าจะเปลี่ยนรัฐธรรมนูญ

ผู้มีสิทธิออกมาใช้เสียงเกือบ 70% และเสียงข้างมากชัดเจน — ราว 59 ต่อ 30 — ตอบว่าเห็นชอบ

หลังจากประชามติเสร็จสิ้น ปรากฏว่าแทบไม่มีอะไรถูกทำให้ชัดเจนขึ้นเลย และในหลายสัปดาห์ถัดมา ข้อถกเถียงก็เคลื่อนไปสู่ด่านต่อไป ว่าใครจะเป็นคนยกร่าง และจะยกร่างอย่างไร ส่วนสภาร่างรัฐธรรมนูญที่หลายพรรคการเมืองเสนอตามมาก็แทบไม่ได้ช่วยให้อะไรลงตัวขึ้น ความสับสนมีแต่จะลึกลงไปอีก การลงมติที่ดูเด็ดขาด กับกลไกทั้งหลายที่ตั้งขึ้นบนผลของมัน กลับตัดสินอะไรได้น้อยจนน่าอึดอัด

แต่เรื่องทั้งหมดนี้ไม่ควรทำให้ใครแปลกใจ กลไกของความล้มเหลวทำนองนี้ถูกอธิบายไว้อย่างเป็นระบบและรัดกุมมาตั้งแต่ระหว่างปี 1948 ถึง 1976 ในแขนงหนึ่งของวิชาเศรษฐศาสตร์ที่ปัจจุบันเรียกว่า ‘ทฤษฎีการเลือกทางสังคม‘ (social choice theory) ที่พัฒนาขึ้นโดยนักเศรษฐศาสตร์และนักคณิตศาสตร์กลุ่มหนึ่ง — เคนเนธ แอร์โรว์, อัมมาตยา เซน, ดันแคน แบล็ค และริชาร์ด แมคเคลวีย์ — สองคนแรกได้รางวัลโนเบลในเวลาต่อมา สิ่งที่เกิดขึ้นในเมืองไทยจึงไม่ใช่เรื่องที่ไม่เคยมีใครเล็งเห็นไว้ก่อน หากเป็นสถานการณ์ที่งานเหล่านี้ช่วยให้เราเห็นล่วงหน้าได้อย่างเฉียบคม

สิ่งที่ทำให้ผู้เขียนแปลกใจ กลับเป็นแรงต้านที่ได้รับเมื่อหลายเดือนก่อน ตอนที่ได้เสนอข้อโต้แย้งและข้อกังวลเกี่ยวกับประชามตินี้ออกไป และแรงต้านที่หนักที่สุดก็มาตกที่ประเด็นซึ่งแหลมคมที่สุด นั่นคือคำเตือนที่ซ่อนอยู่ในผลงานของแมคเคลวีย์ ว่าตราบใดไม่มีความเห็นพ้องของสังคมอยู่จริง กลไกการโหวตก็ยังสามารถ ‘ผลิต’ ความเห็นพ้อง (ปลอม ๆ) ขึ้นมาได้อยู่ดี และความเห็นพ้องที่ถูกผลิตขึ้นนั้นเป็นของอันตราย เพราะผู้มีอำนาจสามารถบิดกระบวนการให้เดินไปสู่ผลลัพธ์ที่ต้องการได้ ซึ่งเท่าที่ผู้เขียนมองเห็น นั่นคือสิ่งที่กำลังเกิดขึ้นอยู่ ณ เวลาที่เขียนอยู่ตอนนี้ บทความชิ้นนี้คือคำอธิบายฉบับยาวของสองประเด็นที่ได้กล่าวไป

จะโทษความแตกแยกที่โด่งดังของสังคมไทยก็ได้ ซึ่งมันก็แตกแยกจริง แต่ปัญหาที่ลึกกว่านั้นอยู่ที่ตัวคำถามของประชามติเอง ซึ่งคำถามนี้ถูกตั้งมาในแบบที่ไม่ว่าคนจะออกมาโหวตมากแค่ไหน ไม่ว่าฝ่ายที่ต้องการแก้ไขรัฐธรรมนูญจะชนะท่วมท้นเท่าไหร่ หรือไม่ว่าสภาไหนจะมานั่งร่าง ก็แก้ไม่ตก ซึ่งเป็นข้อสรุปสุดท้ายที่ทฤษฎีการเลือกทางสังคมชี้ให้เราเห็น

ในแง่หนึ่งฟังครั้งแรกเหมือนข่าวร้ายของประชาธิปไตย แต่ถ้าอ่านให้ถูก ทฤษฎีการเลือกทางสังคมเองก็เป็นเหมือนลายแทงไปสู่กระบวนการที่ถูกต้องในการสถาปนารัฐธรรมนูญใหม่ด้วย

เริ่มที่ความเป็นไปไม่ได้

ปี 1950 เคนเนธ แอร์โรว์ได้พิสูจน์ทฤษฎีบทชิ้นหนึ่งที่ทุกวันนี้เรียกกันว่า ทฤษฎีบทความเป็นไปไม่ได้ (Arrow’s Impossibility Theorem, Arrow 1950; 1963) เพื่อที่จะเข้าใจทฤษฎีบทนี้ ลองนึกถึงกลไกอะไรก็ได้สักอย่าง ที่เอาลำดับความต้องการของคนจำนวนมากมารวมเป็นลำดับความต้องการเดียวของทั้งสังคม แล้วขอให้กลไกนั้นผ่านเงื่อนไขไม่กี่ข้อ ซึ่งแต่ละข้อฟังดูพื้นฐานจนยากจะปฏิเสธ:

  • ต้องใช้ได้กับรูปแบบความต้องการทุกรูปแบบที่คนจะมีได้ (unrestricted domain – แปลว่าใคร ๆ ก็มีสิทธิ์ที่จะมีความชอบ มีอุดมการณ์ของตัวเอง)
  • ถ้าทุกคนชอบ A มากกว่า B สังคมก็ต้องชอบ A มากกว่า B (หลัก Pareto – แปลว่าถ้าทุกคนเห็นตรงกันว่า A ดีกว่า B ผลการตัดสินของสังคมก็ต้องสะท้อนความเห็นตรงกันนั้น)
  • การตัดสินระหว่าง A กับ B ต้องขึ้นกับว่าผู้คนจัดลำดับ A เทียบกับ B อย่างไรเท่านั้น — ตัวเลือกที่สามอย่าง C ไม่มีสิทธิ์มาเกี่ยวข้องกับการเลือกระหว่าง A และ B ได้ (Independence of Irrelevant Alternatives – ตัวเลือกที่ไม่ได้อยู่ใน ‘สนามแข่ง’ ต้องไม่มีผลต่อผลการแข่ง)
  • ห้ามมีใครคนเดียวชี้ขาดผลได้ทุกครั้ง (non-dictatorship)
  • และลำดับสุดท้ายต้องไม่มีเหตุการณ์งูกินหางแบบ ‘สังคมชอบ A มากกว่า B และชอบ B มากกว่า C แต่ดันชอบ C มากกว่า A’ (transitivity)

แอร์โรว์ได้พิสูจน์ให้เห็นว่า ทันทีที่มีตัวเลือกตั้งแต่สามตัวขึ้นไป ไม่มีกลไกในโลกนี้ที่สามารถบรรลุเงื่อนไขได้ครบทั้งห้าข้อ จะต้องมีอย่างน้อยหนึ่งเงื่อนไขที่ถูกละเมิดเสมอ จึงเป็นที่มาของวลีที่มักพูดกันว่า ‘กลไกทางประชาธิปไตยเป็นสิ่งที่เป็นไปไม่ได้’

สาเหตุต้องเริ่มเรื่องรัฐธรรมนูญตรงนี้ เพราะการเขียนรัฐธรรมนูญคือโจทย์ของแอร์โรว์เต็ม ๆ เลย นั่นคือเอาความต้องการที่ขัดแย้งกันของคนหลายสิบล้านคน มาแปลงเป็นการตัดสินใจร่วมหนึ่งเดียวของสังคมที่ไปด้วยกันได้ ทฤษฎีบทบอกว่า กลไกหรือกระบวนการจริงทุกแบบต้องยอมทิ้งเงื่อนไขเหล่านั้นสักข้อหนึ่งเสมอ

ลายแทงของเซน

ในแวบแรก ผลของทฤษฎีบทของแอร์โรว์ดูจะมืดมนเอามาก ๆ แต่อัมมาตยา เซน สอนให้อ่านผลลัพธ์ของแอร์โรว์ในเชิงบวก คำแนะนำของเขาคือ เมื่อทฤษฎีบทบอกว่า ‘คุณบรรลุเงื่อนไขทุกอย่างพร้อมกันไม่ได้’ ก็อย่าเพิ่งรีบสิ้นหวัง แต่ให้ถามคำถามให้คมขึ้นอีกว่า เงื่อนไขข้อไหนที่เรายอมสละได้ในสถานการณ์ที่กำลังเผชิญอยู่ โดยทำให้เกิดความสูญเสียน้อยที่สุด อ่านแบบนี้ ทฤษฎีบทความเป็นไปไม่ได้กลับกลายเป็นลายแทงแผนที่สู่สิ่งที่เป็นไปได้ ในเมื่อทฤษฎีบทได้กาเอาไว้แล้วว่าจุดไหนที่ไปไม่ได้ ก็เท่ากับว่าตัวทฤษฎีบทได้ชี้ให้เห็นว่าตรงไหนปลอดภัยพอจะสร้างอะไรขึ้นมาได้แทน (Sen 1970; 2017)

กับดักของแอร์โรว์มีทางออกอยู่สองบาน บานแรกคือการผ่อนเงื่อนไข unrestricted domain นั่นคือเลิกเรียกร้องให้กลไกต้องรับมือความต้องการทุกรูปแบบเท่าที่จินตนาการได้ แล้วหันมาทำอะไรบางอย่างกับรูปแบบโครงสร้างของความต้องการที่มีอยู่จริงแทน บานที่สองคือผ่อนเงื่อนไขด้านข้อมูลของ independence of irrelevant alternatives นั่นคือยอมให้กลไกสามารถใช้ข้อมูลอื่น ๆ นอกเหนือไปจากแค่ลำดับความต้องการเปล่า ๆ เช่น ใครรู้สึกชอบหรือไม่ชอบทางเลือกไหนเป็นพิเศษ หรือใครจะยอมแลกอะไรกับอะไรได้บ้าง เซนใช้เวลาค่อนอาชีพแสดงให้เห็นว่าประตูบานที่สองเปิดโอกาสทางเลือกในการสร้างความตกลงร่วมของสังคมได้มากเพียงใด (Sen 1970)

เครื่องปรับอากาศของแบล็ค: เถียงกันบนเรื่องเดียวกัน

วิธีที่จะเข้าใจวิธีการหนีผ่านประตูบานแรกที่ง่ายที่สุดมาจากดันแคน แบล็ค ในปี 1948 (Black 1948) ลองนึกภาพครอบครัวหนึ่งแย่งรีโมทแอร์กัน แต่ละคนมีอุณหภูมิที่ตัวเองชอบ และถ้ายิ่งอุณหภูมิห้องต่างออกไปจากที่ตัวเองต้องการก็จะยิ่งหงุดหงิด คนหนึ่งชอบเย็นเจี๊ยบ อีกคนชอบอุ่นหน่อย แต่ลองสังเกตรูปแบบของการขัดแย้ง ทางเลือกทั้งหมดมันเรียงอยู่บนแกนเดียว คือเราจะตั้งอุณหภูมิไว้เท่าไหร่ดี วิธีการคลี่คลายความขัดแย้งนี้คือ จับทุกคนมาเข้าแถวตามแกนนั้นจากเย็นสุดไปอุ่นสุด แล้วให้คนที่ยืนอยู่ตรงกลางเป็นคนที่กำหนดอุณหภูมิ ทางเลือกนี้จะเป็นทางเลือกที่ชนะทุกตัวเลือกอื่นในการโหวตเสียงข้างมากธรรมดา (simple majority) ไม่มีสถานการณ์งูกินหาง ไม่มีความโกลาหล และคำตอบที่ชัดเจนก็จะปรากฏขึ้น

แบล็คเรียกเงื่อนไขนี้ว่า ความต้องการแบบยอดเดียว (single-peakedness) และบทเรียนของสิ่งที่แบล็คค้นพบคือหัวใจหนึ่งของข้อเสนอในบทความนี้ ยอดเดียวเรียกร้องสิ่งที่ง่ายกว่าความเห็นพ้องมาก ผู้คนจะทะเลาะกันเดือดแค่ไหนก็ได้ว่าจะตั้งอุณหภูมิไว้เท่าไหร่ เพียงแต่มีเงื่อนไขว่าทุกคนต้องทะเลาะกันเกี่ยวกับเรื่องการตั้งอุณหภูมิเท่านั้น ทุกคนเห็นต่างกันได้ว่าผลลัพธ์ที่ตัวเองต้องการคืออะไร ตราบใดที่เห็นตรงกันว่าแกนปัญหาที่เขาไม่เห็นด้วยกันนั้นคือแกนอะไร ต่อมาเซนคลายเงื่อนไขนี้ให้ยืดหยุ่นมากขึ้นไปอีก (ข้อเสนอ ‘value restriction’, Sen 1966) พูดอย่างง่ายคือ ทุก ๆ สามตัวเลือก ขอแค่มีสักตัวที่ทุกคนเห็นพ้องว่าไม่ใช่ตัวที่ดีที่สุดในสามอัน หรือมีสักตัวที่ทุกคนเห็นพ้องว่าไม่ใช่ตัวที่แย่ที่สุด เท่านี้ก็พอที่จะหนีจากกับดักงูกินหางได้แล้ว สังเกตว่าเงื่อนไขนี้บรรลุง่ายกว่าความต้องการฉันทามติมาก

นี่คือการพลิกกรอบคิดที่สำคัญมาก เป้าหมายของการออกแบบรัฐธรรมนูญที่ดี คือความเห็นพ้องเกี่ยวกับโจทย์ของความขัดแย้ง นั่นคือเราต้องเห็นตรงกันว่าเรากำลังเถียงกันเรื่องอะไรกันแน่ ส่วนความเห็นพ้องเรื่องเนื้อหาตัวบทรัฐธรรมนูญ อันนั้นค่อยตามมาทีหลังได้ และนี่แหละคืองานที่แท้จริงของการปรึกษาหารือสาธารณะ (public deliberation) นั่นคือทำให้ผู้คนถกเถียงคำถามเดียวกัน มากกว่าจะยึดถือคำตอบเดียวกัน (Miller 1992; Dryzek and List 2003; List et al. 2013)

ความโกลาหลของแมคเคลวีย์ เมื่อความขัดแย้งแตกแขนงเป็นหลายแนว

ทีนี้ลองกลับภาพ สมมติว่าความขัดแย้งแต่ละประเด็นวางอยู่บนแกนหลายแกนพร้อมกัน เช่น นโยบายเศรษฐกิจ บทบาทของกองทัพในการเมือง หรือองค์กรอิสระควรขึ้นต่อใคร ประเด็นเหล่านี้เป็นความขัดแย้งที่ไม่อยู่บนแกนเดียวกัน และแกนเหล่านี้ไม่สามารถยุบรวมเป็นแกนเดียวกันได้ ริชาร์ด แมคเคลวีย์ได้วิเคราะห์ให้เห็นว่าจะเกิดอะไรขึ้นในสถานการณ์ดังกล่าว และคำตอบนั้นค่อนข้างมืดมน (McKelvey 1976) ในกรณีที่ความขัดแย้งอยู่บนแกนความขัดแย้งหลายแกน ภายใต้กติกาเสียงข้างมากโดยทั่วไปจะไม่มีผู้ชนะที่เสถียรเลย นั่นคือ ไม่ว่าจะหยิบข้อเสนออะไรสักอย่างขึ้นมา ก็จะมีเสียงข้างมากสักชุดหนึ่งที่สามารถรวมตัวกันล้มข้อเสนอนั้นได้เสมอ และที่แย่กว่านั้น ใครก็ตามที่คุมลำดับการโหวต จะสามารถพาผู้โหวตทั้งกลุ่มเดินโหวตทีละก้าว — ชนะโหวตทุกก้าว — จากจุดตั้งต้นจุดไหนก็ได้ และจูงไปสู่ปลายทางไหนก็ได้ที่ตนเองต้องการ ผลลัพธ์นี้ถูกเรียกว่า ‘ทฤษฎีบทแห่งความโกลาหล (chaos theorem)’ และความหมายของมันตรงไปตรงมา เมื่อกลไกการตัดสินใจรวมหมู่ตั้งอยู่บนโจทย์ที่ซับซ้อนและไร้โครงสร้าง ผลการตัดสินใจร่วมที่ดูเรียบร้อยและเป็นประชาธิปไตย อาจเป็นแค่ผลผลิตของคนจัดคิววาระเท่านั้นเอง (Riker 1982)

แต่อีกด้านหนึ่งของข่าวร้ายนี้ เคนเนธ เมย์ ได้ชี้ให้เห็นกรณีพิเศษอยู่กรณีหนึ่ง คือเมื่อตัวเลือกเหลือแค่สองตัวเลือก กติกาเสียงข้างมากธรรมดา ๆ จะประพฤติตัวดีอย่างสมบูรณ์แบบ (May 1952) ความโกลาหลนี้จึงมีถิ่นที่อยู่อาศัยชัดเจน คือในกรณีที่ตัวเลือกสามตัวขึ้นไป กระจายอยู่บนแนวข้อพิพาทสองแนวขึ้นไป และอะไรก็ตามที่ลดจำนวนข้อพิพาทที่ยังเปิดอยู่ หรือบีบทางเลือกสุดท้ายให้เหลือสองทางที่ต่างก็มีเนื้อในสอดคล้องกันเอง ก็จะสามารถพาสังคมออกจากโลกอันวุ่นวายของแมคเคลวีย์ เข้าสู่ห้องอันเป็นระเบียบของเมย์ได้

ทำไมบัตรเปล่าจึงตัดสินอะไรไม่ได้

ถึงตรงนี้ก็จะเข้าใจปัญหาของประชามติไทยชัดขึ้นมาทันตา ทางเลือก ‘ร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่’ ไม่ได้เป็นตัวเลือกที่ระบุรัฐธรรมนูญฉบับใดฉบับหนึ่ง แต่มันคือ ‘รัฐธรรมนูญทุกฉบับที่เป็นไปได้ ยกเว้นฉบับปัจจุบัน’ มันคือแคตตาล็อกของรัฐธรรมนูญขนาดมหึมาที่ขัดแย้งกันเอง เสียงเห็นชอบจึงบอกได้เพียงว่า ‘ฉันชอบอะไรสักอย่างในแคตตาล็อกนั้น มากกว่ารัฐธรรมนูญที่มีอยู่ตอนนี้’ คนหนึ่งอยากให้กองทัพออกไปจากการเมือง และอยากให้องค์กรอิสระขึ้นต่อสถาบันที่ประชาชนเลือก นักปฏิรูปสายสถาบันอีกคนอยากได้รัฐธรรมนูญที่เรียบร้อยกว่าเดิม แต่เก็บสถาปัตยกรรมการกำกับดูแลโดยคนที่ไม่ได้มาจากการเลือกตั้งไว้ครบ คนที่สามอยากได้ฝ่ายบริหารที่แข็งแรงกว่านี้โดยหวังว่าจะแก้ปัญหาประชาชนได้ดีขึ้น ทั้งสามคนกาเห็นชอบ รวมกันก็เป็นเสียงข้างมาก ทว่าอาจไม่มีรัฐธรรมนูญฉบับจริงสักฉบับเดียวที่ชนะฉบับปัจจุบันได้ในการโหวตตัวต่อตัว เพราะร่างในฝันของแต่ละกลุ่มล้วนแพ้ร่างของกลุ่มอื่น เสียงเห็นชอบที่รวมกันได้จึงเป็นภาพลวงของคำถามที่ว่างเปล่า และผลงานของแมคเคลวีย์คือหลักประกันว่า เสียงข้างมากที่หนุน ‘การเปลี่ยนแปลงแบบไม่ระบุหน้าตา’ สามารถระเหยเป็นไอได้ทันทีที่การเปลี่ยนแปลงนั้นต้องมีรูปร่างหน้าตาขึ้นมาจริง ๆ

การบีบคำถามให้เหลือแค่เห็นชอบ/ไม่เห็นชอบ ดูเหมือนจะพาเราเข้าห้องที่เรียบร้อยของเมย์ แต่การยัดความขัดแย้งไร้โครงสร้างลงในกล่องสี่เหลี่ยมสองช่องให้คนมากา ที่จริงแล้วมันทำได้แค่ซ่อนปัญหางูกินหางไว้ ความขัดแย้งทุกอย่างยังอยู่ครบ เพียงแค่มันโดนเลื่อนไปไว้ที่ขั้นตอนการร่างรัฐธรรมนูญเท่านั้น ซึ่งก็คือสมรภูมิที่สังคมไทยย้ายไปทันทีหลังประชามติเสร็จสิ้น ตรงตามบทเป๊ะ

การย้ายสนามรบเข้าสภาร่างรัฐธรรมนูญที่จริงแล้วแทบไม่ได้ทำให้สถานการณ์ดีขึ้นอย่างไรเลย สภาที่โหวตทีละมาตรา ข้ามแกนข้อพิพาทหลายแกน คือถิ่นที่อยู่อาศัยชั้นเลิศของความโกลาหลของแมคเคลวีย์ ไม่มีเสียงข้างมากที่เสถียรในภาพรวม และผู้ใดเป็นผู้คุมวาระ ผู้นั้นคุมทิศทางของรัฐธรรมนูญ ที่ร้ายกว่านั้น สภาร่างรัฐธรรมนูญมีความสามารถอย่างหนึ่งที่สาธารณชนที่ยังไม่ได้ตกผลึกเรื่องปัญหาที่ต้องการแก้ไขไม่มี นั่นคือสภาฯ สามารถผลิตเอกสารออกมาได้เสมอ ไม่ว่าจะมีความเห็นพ้องกันเกิดขึ้นจริงหรือไม่ และที่ใดที่ไม่มีความเห็นพ้องจริง เอกสารนั้นคือความเห็นพ้องที่ถูกประดิษฐ์ขึ้นมา โดยเฉพาะในกรณีสภาร่างรัฐธรรมนูญที่มาจากการเลือกตั้ง เอกสารดังกล่าวที่จริงแล้วคือรัฐธรรมนูญที่ผู้คุมวาระกำหนดมาล่วงหน้าไว้แล้ว แต่ใส่อาภรณ์ประชาธิปไตยเพื่อให้อ้างความชอบธรรมได้ ความเห็นพ้องแบบจอมปลอมนี้จึงเป็นผลลัพธ์ที่อันตรายที่สุดในทางเลือกทั้งหมด

จุดอ่อนยังมีอีกชั้นหนึ่ง ฝั่งเห็นชอบได้ 59% ของบัตรที่ลงคะแนน แต่ถ้าวัดกับผู้มีสิทธิเลือกตั้งทั้งหมด เสียงเรียกร้องที่ประกาศตัวอย่างชัดแจ้งว่าอยากได้รัฐธรรมนูญใหม่ตกอยู่ราว ๆ สองในห้าเท่านั้น การเปลี่ยนรัฐธรรมนูญเป็นเรื่องใหญ่กว่าการออกกฎหมายธรรมดามาก เพราะมันคือการกระทำที่ให้อำนาจแก่กฎหมายอื่นทุกฉบับ อันที่จริงมันคือการกระทำที่สร้างระบอบในตัวมันเอง และโดยเหตุผลแล้ว มันต้องการความยินยอมอย่างชัดแจ้งและกว้างขวางจากสังคม ซึ่งเป็นเกณฑ์ที่สูงกว่าเสียงข้างมากของคนที่ออกมาใช้สิทธิ์ การพิสูจน์ความยินยอมอย่างกว้างขวางที่ไม่เคยเกิดขึ้น ก็ไม่เคยเกิดขึ้น ประชามติจึงจบด้วยการทิ้งการเคลื่อนไหวนี้ไว้ในสภาพอ่อนแรงแบบสองชั้น — อ่อนแรงด้านเนื้อหา เพราะไม่ได้ระบุเนื้อหารัฐธรรมนูญหรือกระบวนการใด ๆ ทั้งสิ้น และอ่อนแรงด้านอาณัติ

เนื้อหาส่วนที่เหลือของบทความนี้จะพูดถึงข้อเสนอการแก้ปัญหาทั้งสองอย่าง

งานที่แท้จริง: จัดโครงสร้างกรอบทางเลือกก่อนโหวต

ถ้าทฤษฎีบทของแอร์โรว์คือสเปกของกลไกที่จะได้ผล นี่คือสิ่งที่สเปกนั้นระบุ การโหวตบนกรอบทางเลือกที่กว้างมหึมาและไร้โครงสร้าง ไม่มีทางให้ผลลัพธ์ที่ทั้งคงเส้นคงวาและมีความชอบธรรม งานที่แท้จริงจึงคือการจัดโครงสร้างกรอบทางเลือกนั้นเสียก่อนที่จะมีใครได้โหวต เนื้อหาในส่วนที่เหลือต่อไปนี้คือชุดเครื่องมือที่จะช่วยให้กลไกนั้นเป็นกลไกที่ตรงสเปก โดยแต่ละเครื่องมือสอดคล้องกับทางออกที่ตัวทฤษฎีชี้ไว้เอง และแน่นอนว่าแต่ละเครื่องมือก็มาพร้อมความเสี่ยงในตัวมัน

เขียนก่อน โหวตทีหลัง

ประชามติอนุมัติ ‘ไอเดีย’ ว่าควรมีรัฐธรรมนูญใหม่ แล้วเก็บศึกแย่งเนื้อหาไว้ทีหลัง ซึ่งเราได้เห็นแล้วว่าอย่างดีคือไร้ความหมาย อย่างร้ายคือหายนะ ฉะนั้น จงกลับลำดับเสีย เคาะเนื้อหาก่อน โหวตทีหลัง ทำร่างตุ๊กตาขึ้นมาหนึ่งฉบับ เรียกมันว่า ‘ร่างตั้งต้น‘ (anchor) เอาเข้ากระบวนการรับฟังและแก้ไขสาธารณะตามความต้องการของประชาชนเป็นรอบ ๆ จนกว่าร่างเวอร์ชันหนึ่งจะเป็นที่ยอมรับในวงกว้างแล้วเท่านั้น กลไกทางกฎหมายจึงค่อยเริ่มเดิน โดยมีประชามติเป็นขั้นตอนสุดท้าย ฉันทามติที่ได้จากเส้นทางนี้ เป็นฉันทามติที่จับต้องได้ (tangible) เพราะผูกติดอยู่กับเอกสารฉบับหนึ่งจริง ๆ และรอดพ้นจากอาการที่เสียงข้างมากที่หนุนการเปลี่ยนแปลงจะระเหยหายทันทีที่การเปลี่ยนแปลงต้องถูกระบุหน้าตา

ลำดับสำคัญด้วยเหตุผลสองชั้น ชั้นแรก ร่างที่เป็นรูปธรรมแปลงคำถามที่ออกจะเป็นนามธรรม — ‘รัฐธรรมนูญของเราควรเป็นอย่างไร?’ — ให้กลายเป็นคำถามแบบของแบล็ค — ‘มาตรานี้ควรเขียนว่า A หรือ B’ — ซึ่งก็คือการสร้างแกนข้อขัดแย้งร่วม (หรือรีโมทคุมอุณหภูมิ) ขึ้นมา (Black 1948) ชั้นที่สอง การรับฟังคือการเปิดประตูบานที่สองของเซน คนที่ต้องอธิบายว่าทำไมถึงค้านมาตรา A และสงสัยว่าจะรับอะไรได้ตอบแทนจากมาตรา B กำลังให้ข้อมูลเกี่ยวกับความสำคัญของความต้องการที่ตัวเองมีและให้ข้อมูลเกี่ยวกับเงื่อนไขอะไรบ้างที่จะสามารถแลกเปลี่ยนได้ ข้อมูลเหล่านี้เป็นข้อมูลที่การนับคะแนนเปล่า ๆ โยนทิ้งไปแบบไม่เหลียวแล (Sen 1970)

นั่นคือจุดแข็งของกลไกนี้ ทีนี้ถึงคราวอันตรายของมัน ข้อเสนอนี้มีกับดักของตัวเองอยู่สองหลุม — และข้อเสนอที่ซื่อสัตย์ก็ควรชี้หลุมของตัวเองให้คนได้เห็น กับดักแรกเป็นเรื่อง ‘ใคร’ กับดักที่สองเป็นเรื่อง ‘เมื่อไหร่’ และกับดักทั้งคู่มีทางแก้

กับดักแรก: ใครถือปากกา คนนั้นคุมวาระ

ปัญหาความโกลาหลของแมคเคลวีย์ไม่ได้หมดไปเพียงด้วยการทำให้กระบวนการดูเป็นมิตรขึ้น การทำร่างตั้งต้นสร้างอำนาจคุมวาระในรูปแบบใหม่ ถึงอย่างไรก็ต้องมีใครสักคนเป็นคนเขียนร่างแรก ซึ่งไม่มีทางเป็นกลาง การแก้ไขทุกอย่างที่ตามมา เช่นจากการปรึกษาหารือ จะต้องเอาไปอ้างอิงกับร่างตั้งต้นเสมอ ฉะนั้น ร่างตั้งต้นจึงเป็นตัวกำหนดแนวทางการปรับปรุงแก้ไขตั้งแต่ต้นจนจบ นอกจากนั้น ต้องมีใครสักคนเป็นผู้ประกาศว่าในที่สุดแล้ว ร่างที่แก้ไขกันมาได้ ‘เป็นที่ยอมรับในวงกว้างแล้ว’ และพร้อมเข้าสู่การให้สัตยาบัน นั่นคือการใช้ดุลพินิจ และใครได้เป็นคนใช้ดุลพินิจนั้น คนนั้นคุมเกมช่วงท้าย

ทางแก้คืออย่าให้ใครถือปากกาคนเดียว ให้กลุ่มอิสระต่าง ๆ แข่งขันเขียนร่างตั้งต้นของตัวเอง และจัดเวทีรับฟังของตัวเอง รัฐหรือหน่วยงานประชาสังคมจะออกเงินสนับสนุนก็ได้ แต่ห้ามผูกเงื่อนไข เมื่อมีร่างตั้งต้นเดียว การบรรจบ (convergence) เกิดจากการประกาศ เมื่อผู้มีอำนาจบอกว่า ‘เราเห็นพ้องกันแล้ว’ ซึ่งคำประกาศแบบนี้ถูกยึดกุมได้ แต่เมื่อมีร่างคู่แข่งจำนวนมาก การบรรจบจะเผยตัวออกมาเอง ถ้ากลุ่มที่ตั้งต้นจากฐานคิดต่างกัน ค่อย ๆ ขยับเข้าหาคำตอบที่คล้ายกันบนโจทย์ใหญ่ ๆ ด้วยตัวเอง ความคล้องจองกันนั้นคือหลักฐานของความเห็นพ้องตรงกันที่มีอยู่จริง เหมือนผลการทดลองที่ทำซ้ำได้ในห้องแล็บอิสระหลายแห่ง

และให้ดียิ่งกว่านั้น ปล่อยให้ร่างเหล่านี้เรียนรู้และสังเคราะห์จากกันและกัน หยิบยืมทางออกของกันและกัน หลอมส่วนที่เห็นตรงกันอยู่แล้ว ผลิตร่างสังเคราะห์ ถ้าเรามาลองทวนปัญหาของความโกลาหลอีกครั้ง A ชนะ B, B ชนะ C, C ชนะ A — งูกินหางที่ต่อให้โหวตกันเองในสามตัวนี้อีกกี่รอบก็แก้ไม่ตก แต่การประดิษฐ์ตัวเลือกที่สี่ เช่นร่างสังเคราะห์ D ที่ซ่อมมาตราเจ้าปัญหาซึ่งทำให้ฝ่ายที่สนับสนุน A ปฏิเสธ C อาจชนะตัวเลือกทั้งสามตัวได้ ซึ่งนี่เป็นข้อสังเกตเก่าแก่ที่ย้อนกลับไปได้ถึงกงดอร์เซต์ (Condorcet 1785) และสารตั้งต้นของการสร้าง D ก็คือข้อมูลที่มาจากเวทีรับฟังนั่นเอง ซึ่งเป็นที่ที่การค้นพบล้ำค่าที่สุดมักปรากฏ โดยข้อมูลอาจจะมีหน้าตาแบบนี้ ‘เราให้ความสำคัญกับเรื่องนี้มาก แต่อีกเรื่องหนึ่งสำคัญกับเราน้อยกว่า ส่วนพวกคุณกลับให้น้ำหนักตรงกันข้าม’ ประโยคแบบนี้คือรูปร่างของข้อตกลงชุดหนึ่ง ที่ไม่มีการนับคะแนนแบบไหนจะมองเห็น

จุดอ่อนที่ต้องพูดกันตรง ๆ คือ เงินยังซื้ออิทธิพลได้ กลุ่มที่มีทรัพยากรมากสามารถยึดสนามด้วยการเข้าถึงประชาชนอย่างล้นพ้น การกระจายทางเลือกให้กลุ่มต่าง ๆ แข่งขันกันเองช่วยปิดประตูการยึดกุมด้วยวิธีการควบคุม แต่การยึดกุมด้วยโทรโข่งยักษ์ยังเปิดอยู่

กับดักที่สอง: นาฬิกาเลือกข้าง

กับดักที่แนบเนียนกว่าคือเวลา ‘รับฟังไปจนกว่าจะเป็นที่ยอมรับในวงกว้าง’ ไม่มีเส้นตาย ฟังดูเป็นคุณสมบัติที่ดี แต่ลองถามคำถามง่าย ๆ ระหว่างที่กระบวนการเดินอยู่ อะไรปกครองประเทศ? คำตอบคือ รัฐธรรมนูญ 2560 ในภาษาของทฤษฎีการต่อรอง สถานะเดิมคือ ‘จุดถอยกลับ‘ (reversion point) — สิ่งที่ทุกฝ่ายจะได้ถ้าข้อตกลงไม่บรรลุ — และการเจรจาปลายเปิดจะมีแนวโน้มที่จะเอื้อฝ่ายที่พอใจที่สุดกับการไม่มีข้อตกลงมากที่สุด ซึ่งในที่นี้คือใครก็ตามที่รัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบันเอื้อประโยชน์ให้ และพวกนี้ไม่ต้องลำบากไปก่อวินาศกรรมหรืออะไรทั้งสิ้นเลย แค่มาประชุม ยกข้อทักท้วงที่พอฟังขึ้น ขอให้ศึกษาเพิ่มเติม แล้วก็ไม่มีวันจบ ความล่าช้าโดยตัวมันเองคือชัยชนะของกลุ่มพวกนี้ ความปลายเปิดที่ออกแบบมากันการฉกฉวยแบบเร่งรีบ กลับเปิดโอกาสการฉกฉวยแบบใจเย็นให้แทน และนี่ดูเหมือนจะเป็นหนึ่งในกลยุทธ์ที่ฝ่ายที่คุมอำนาจอยู่กำลังใช้

จึงมาถึงทางแก้ที่ส่งผลสำคัญต่อกลไกทั้งกระบวนการ นั่นคือต้องมีการเปลี่ยนผลลัพธ์ที่จะเกิดขึ้นหากกระบวนการล้มเหลว เช่นเงื่อนไขวันหมดอายุ (sunset clause) ที่ทำให้รัฐธรรมนูญปัจจุบันสิ้นผลในวันที่กำหนด และแทนที่ด้วยผลลัพธ์อื่น เช่นข้อตกลงรัฐธรรมนูญชั่วคราว หรืออะไรก็ได้ที่เป็นค่าตั้งต้นใหม่ที่ผู้ได้ประโยชน์จากสถานะเดิมไม่ต้องการ เมื่อการถ่วงเวลาเลิกแจกรางวัล แรงจูงใจที่จะบรรจบกันจริง ๆ จึงจะเกิดขึ้นได้กับทุกฝ่าย

วิธีที่ทำได้จริงวิธีหนึ่งคือ จัดประชามติเพื่อกำหนดวันหมดอายุของรัฐธรรมนูญ 2560 โดยระบุว่าหากถึงกำหนดแล้วยังไม่มีฉบับใหม่มาแทน ให้กลับไปใช้รัฐธรรมนูญ 2540 และพึงสังเกตว่าประชามติเช่นนี้คือขั้วตรงข้ามของบัตรเปล่าเมื่อเดือนกุมภาพันธ์ มันไม่ได้ถามถึง ‘ไอเดีย’ ที่ยังไร้หน้าตา แต่ถามคำถามที่มีเนื้อหาครบถ้วน — วันหมดอายุที่แน่นอน และค่าตั้งต้นที่รู้กันชัดเจน คือรัฐธรรมนูญ 2540 ที่ทุกคนรู้อยู่แล้วว่าเนื้อในเป็นอย่างไร ผู้ลงคะแนนจึงรู้แน่ชัดว่ากำลังเห็นชอบอะไร ประชามตินี้จึงเป็นการลงคะแนนเสียงที่มีเนื้อหา ไม่ใช่บัตรเปล่า

รัฐธรรมนูญ 2540 ไม่จำเป็นต้องเป็นคำตอบสุดท้ายหรือฉบับในอุดมคติ ข้อดีของมันในที่นี้คือเป็นค่าตั้งต้นที่มีเนื้อหาชัดเจน ทุกฝ่ายรู้ผลทางสถาบันของมัน ผู้ลงคะแนนสามารถตัดสินได้อย่างมีข้อมูล และในบรรดารัฐธรรมนูญไทยที่ผ่านมา รัฐธรรมนูญฉบับนี้ดูจะเป็นฉบับที่ได้รับการยอมรับจากสังคมกว้างขวางที่สุด

อะไรที่ตกลงไม่ได้ ส่งลงชั้นล่างไปไว้ในกฎหมายลำดับรอง

ทุกฝ่ายอยากยัดของรักของหวงลงรัฐธรรมนูญจนครบ แม้ว่าของรักของหวงเหล่านั้นส่วนใหญ่ไม่มีเหตุผลอะไรที่จะอยู่ในรัฐธรรมนูญเลยตั้งแต่แรก และเรามีเกณฑ์ง่าย ๆ ว่าอะไรควรอยู่ ถ้าคำถามไหนขัดแย้งเสียจนการจะตกลงกันได้ก็ต้องทำด้วยการเขียนคำให้กำกวมเท่านั้น ก็แปลว่ายังตกลงกันไม่ได้จริง ความขัดแย้งยังอยู่ครบ แค่ถูกกลบไว้ การแช่แข็งเรื่องแบบนั้นไว้ในรัฐธรรมนูญ ก็คือการล็อกข้อตกลงปลอม ๆ เอาไว้ สู้ส่งมันลงชั้นล่าง เอาไปไว้ในกฎหมายลำดับรองเสียจะดีกว่า ในที่ที่เสียงข้างมากในอนาคตสามารถกลับมาทบทวนแก้ไขได้ทุกเมื่อ แทนที่จะขังมันไว้ในเอกสารที่แก้ยากที่สุดของประเทศ นโยบายเศรษฐกิจและโจทย์การจัดสรรทรัพยากรส่วนใหญ่อยู่ในกลุ่มนี้

แต่กฎข้อนี้มีขีดจำกัดสองข้อ และทั้งคู่ตั้งอยู่ตรงจุดที่ความขัดแย้งไทยแหลมคมที่สุดพอดี ข้อแรก คำถามบางข้อเป็นคำถามเชิงก่อตั้ง (constitutive) คำถามนี้เป็นตัวนิยามว่าใครเป็นคนออกกฎหมายระดับรอง จึงส่งลงไปให้กฎหมายระดับรองตัดสินไม่ได้ เช่นคำถามว่าจะเก็บวุฒิสภาไว้หรือไม่ จะออกเป็นพระราชบัญญัติไม่ได้ เพราะมันคือคำถามว่าด้วยสถาบันที่เป็นผู้รับรองพระราชบัญญัติเสียเอง หรือฝ่ายบริหารควรมีอำนาจแค่ไหน และได้อำนาจมาอย่างไร คือระบบปฏิบัติการของทั้งระบบ คำถามพวกนี้คือสิ่งที่รัฐธรรมนูญมีไว้ตัดสินโดยตรง

ข้อที่สอง และเป็นประเด็นที่พลาดกันง่าย คือการ ‘ปล่อยให้การเมืองปกติจัดการ’ จะเป็นทางออกที่เป็นกลางก็ต่อเมื่อการเมืองปกติเป็นสนามที่เป็นธรรม และความเป็นธรรมนั้นขึ้นกับคำตอบของคำถามเชิงก่อตั้งชุดเดิมนั่นเอง ถ้าผู้เล่นที่ไม่ได้มาจากการเลือกตั้งสามารถยับยั้งกฎหมายได้ การส่งคำถามลงชั้นล่างก็เท่ากับส่งมันไปให้คนถืออำนาจยับยั้ง ขีดจำกัดสองข้อจึงต้องมีการกำหนดลำดับอย่างชัดเจน เคาะโครงสร้างอำนาจก่อน เพราะถ้าทำสลับลำดับ การส่งลงชั้นล่างก็เป็นแค่การส่งมอบอำนาจแบบอำพรางเท่านั้นเอง

เชื่อมแกนกลางให้เป็นร่างเดียว

สิ่งที่เหลือ แกนกลางเชิงก่อตั้ง (constitutive core) คือส่วนเดียวที่หั่นออกโหวตทีละข้อไม่ได้ เพราะถ้าขืนทำ ก็จะกลับเข้าสู่ความโกลาหลของแมคเคลวีย์อีก (McKelvey 1976) เสียงข้างมากคนละชุดก่อตัวบนแต่ละคำถาม แล้วผลก็ไม่มีวันลงตัวเป็นภาพเดียว ยิ่งไปกว่านั้น คำตอบของแต่ละคำถามยังขึ้นอยู่กับกันและกัน เช่นจะให้อำนาจฝ่ายบริหารได้มากแค่ไหนอย่างปลอดภัย ย่อมขึ้นอยู่กับว่ามีอะไรไปคอยตรวจสอบมันได้บ้าง วุฒิสภา องค์กรอิสระ ทั้งคู่ หรือไม่มีเลย ฉะนั้นจึงไม่มีทางเคาะคำถามใดคำถามหนึ่งให้จบก่อนการตอบคำถามที่เหลือได้อย่างมีเหตุผล

แต่เราไม่ต้องสร้างกลไกใหม่ขึ้นมาทำร่างนั้นเลย กลไกที่พูดถึงไปก่อนหน้าแล้วทำหน้าที่นี้อยู่แล้ว กลุ่มต่าง ๆ แข่งกันเขียนและเผยแพร่ร่างของตน หยิบยืมของกันและกัน หลอมส่วนที่เข้าท่าเข้าด้วยกัน ผสมกันไปเองระหว่างทาง เมื่อถึงปลายทาง ก็มีอยู่สองความเป็นไปได้ ทางแรก การถกเถียงไปมาได้ดึงร่างต่าง ๆ ให้มาบรรจบ (converge) เป็นฉบับเดียวที่คนส่วนใหญ่รับได้ หรือทางที่สองคือไม่มีอะไรบรรจบกันเลย ถ้ามีร่างที่บรรจบแล้ว ก็นำไปลงประชามติแข่งกับรัฐธรรมนูญ 2540 ซึ่งเป็นการโหวตทางเลือกแบบสองทางที่ชัดเจน และเป็นกรณีเดียวที่ปัญหาวงจรของเสียงข้างมากลงตัวได้เสมอ (May 1952) แต่ถ้าไม่มีร่างใดบรรจบ เงื่อนไขวันหมดอายุก็ทำงาน และรัฐธรรมนูญ 2540 ก็มีผลบังคับ กลไกตั้งต้นตัวเดียวกับกลไกที่กันไม่ให้ผู้ได้ประโยชน์จากสถานะเดิมชนะด้วยการถ่วงเวลา ก็ทำหน้าที่รองรับกรณีที่สังคมตกลงกันไม่ได้จริง ๆ ด้วย

การบรรจบได้สิทธิ์ไปโหวต ส่วนการไม่บรรจบก็มีคำตอบเตรียมไว้แล้วในตัว

สิ่งที่ทฤษฎีบทไหนก็ทำแทนไม่ได้

ประเด็นสุดท้ายคือขีดจำกัดที่ต้องพูดกันตรง ๆ นั่นคือเครื่องมือทุกชิ้นข้างบนมีของปลอม และของปลอมหน้าตาเหมือนของจริงมาก

การบรรจบ (convergence) สามารถปลอมได้ การบรรจบของจริงจะเผยตัวออกมาเอง เมื่อร่างอิสระหลายฉบับเคลื่อนเข้ามาจุดเดียวกันด้วยตัวมันเอง ส่วนการบรรจบของปลอมจะเป็นสิ่งที่ถูกประกาศ นั่นคือเมื่อผู้มีอำนาจแถลงว่าเห็นพ้องกันแล้ว ส่วนเสียงค้านแค่ไม่ถูกนับ

การสังเคราะห์ก็ปลอมได้ ของจริงคือกลไกที่ให้สิ่งที่แต่ละฝ่ายต้องการจริง ๆ ของปลอมคือการซื้อความเห็นพ้องด้วยความกำกวม เช่นเขียนตัวบทให้หลวมพอที่ทุกฝ่ายจะอ่านและฝากความหวังของตัวเองใส่เข้าไปได้แต่ไม่มีอะไรถูกคลี่คลาย ความขัดแย้งแค่ถูกส่งต่อไปให้คนที่จะตีความตัวบทในภายหลัง ซึ่งในบริบทไทยหมายถึงศาลและองค์กรอิสระ ที่ตัวเองก็เป็นคู่กรณีอยู่ในคำถามว่าใครควรตรวจสอบพวกเขา นักกฎหมายจำนวนไม่น้อยชื่นชมความกำกวมทำนองนี้ (Sunstein 1995) แต่ความชื่นชมนั้นตั้งอยู่บนเงื่อนไขว่ากรรมการผู้จะชี้ขาดความหมายในอนาคตเป็นที่ไว้วางใจ และตรงนี้เองที่ความไว้วางใจไม่มี

ไม่ว่ากรณีใด ของจริงกับของปลอมดูเหมือนกันเมื่อมองจากภายนอก สิ่งที่ต่างคือกลไกที่ผลลัพธ์ถูกสร้างขึ้นมา และนั่นคือสถานที่ที่ความชอบธรรมถือกำเนิดขึ้น ทฤษฎีมอบชุดทดสอบให้เรา เช่น ใช้ทดสอบได้ว่าข้อตกลงอันหนึ่งคลี่คลายความขัดแย้งหรือแค่ย้ายมันไปไว้ที่อื่น แต่ทฤษฎีไม่สามารถตัดสินได้ว่าร่างรัฐธรรมนูญที่เสนอกันเป็นร่างที่ ‘ดี’ หรือไม่ มีเพียงสังคมเท่านั้นที่จะตอบคำถามนี้ได้ และนั่นหมายถึงการอ่านร่างจริงทีละมาตรา แล้วถามว่าแต่ละสถาบันจะประพฤติตัวอย่างไรเมื่อหมึกแห้ง นั่นคือวิจารณญาณทางรัฐธรรมนูญ ด้วยเหตุนี้ ร่างที่อันตรายที่สุดจึงคือร่างที่ชนะฉันทามติมาแบบจอมปลอม และเดินทางมาถึงวันให้สัตยาบันในสภาพที่สายตาของสาธารณชนอ่อนล้าจนแยกของปลอมไม่ออกจากของจริง

ทฤษฎีบทเหล่านี้ตัดสินอะไรแทนสังคมไม่ได้เลย สิ่งที่ทฤษฎีเหล่านี้มอบให้เรามีอยู่สองอย่าง หนึ่งคือการทุบภาพลวงที่ว่าการโหวตครั้งใหญ่เท่ากับตอบคำถามที่คลี่คลายความขัดแย้งในสังคมแล้ว อย่างที่สองคือทฤษฎีเหล่านี้บอกเราว่างานที่เราจำเป็นต้องทำจริง ๆ คืออะไร นั่นคือการจัดโครงสร้างความขัดแย้งอย่างอดทนและอย่างเปิดเผย จนกระทั่งทางเลือกที่คงเส้นคงวาและมีความชอบธรรมสามารถเกิดขึ้นได้ แอร์โรว์ เซน แบล็ค และแมคเคลวีย์บอกเราได้ว่า เงื่อนไขอะไรบ้างต้องบรรลุเสียก่อน การโหวตจึงจะมีความหมาย ส่วนการตรวจว่าเงื่อนไขเหล่านั้นบรรลุจริงหรือไม่ นั้นเป็นงานของเราเอง

ตลอดบทความนี้ มีถ้อยความหนึ่งที่แฝงอยู่โดยตลอด และผู้เขียนอยากพูดให้ชัดเจนในตอนท้าย นั่นคือ ‘เมื่อไหร่ที่เราคิดว่าเราเป็นฝ่ายถูก อย่าลืมว่าอีกฝ่ายก็เชื่อว่าเขาเองก็เป็นฝ่ายถูกเหมือนกัน

บรรณานุกรม

Arrow, Kenneth J. 1950. “A Difficulty in the Concept of Social Welfare.” Journal of Political Economy 58 (4): 328–346.

Arrow, Kenneth J. 1963. Social Choice and Individual Values. 2nd ed. New Haven: Yale University Press.

Black, Duncan. 1948. “On the Rationale of Group Decision-Making.” Journal of Political Economy 56 (1): 23–34.

Condorcet, Marquis de. 1785. Essai sur l’application de l’analyse à la probabilité des décisions rendues à la pluralité des voix. Paris: Imprimerie Royale.

Dryzek, John S., and Christian List. 2003. “Social Choice Theory and Deliberative Democracy: A Reconciliation.” British Journal of Political Science 33 (1): 1–28.

List, Christian, Robert C. Luskin, James S. Fishkin, and Iain McLean. 2013. “Deliberation, Single-Peakedness, and the Possibility of Meaningful Democracy: Evidence from Deliberative Polls.” Journal of Politics 75 (1): 80–95.

May, Kenneth O. 1952. “A Set of Independent Necessary and Sufficient Conditions for Simple Majority Decision.” Econometrica 20 (4): 680–684.

McKelvey, Richard D. 1976. “Intransitivities in Multidimensional Voting Models and Some Implications for Agenda Control.” Journal of Economic Theory 12 (3): 472–482.

Miller, David. 1992. “Deliberative Democracy and Social Choice.” Political Studies 40 (s1): 54–67.

Riker, William H. 1982. Liberalism Against Populism: A Confrontation Between the Theory of Democracy and the Theory of Social Choice. San Francisco: W. H. Freeman.

Sen, Amartya K. 1966. “A Possibility Theorem on Majority Decisions.” Econometrica 34 (2): 491–499.

Sen, Amartya K. 1970. Collective Choice and Social Welfare. San Francisco: Holden-Day.

Sen, Amartya K. 2017. Collective Choice and Social Welfare: An Expanded Edition. Cambridge, MA: Harvard University Press.

Sunstein, Cass R. 1995. “Incompletely Theorized Agreements.” Harvard Law Review 108 (7): 1733–1772.

ณัฐสิฏ รักษ์เกียรติวงศ์ ทฤษฎีการเลือกทางสังคม ประชามติรัฐธรรมนูญ รัฐธรรมนูญ 2560 รัฐธรรมนูญใหม่ สสร.