รู้หรือไม่ พาราเซตามอลขนาด 500 มิลลิกรัม ราคาทั่วไปเม็ดละประมาณหนึ่งบาท แต่โรงพยาบาลเอกชนบางแห่งเรียกเก็บเงินเม็ดละ 500 บาท
และรู้หรือไม่ น้ำเกลือขนาด 1,000 มิลลิลิตร ราคาทั่วไปขวดละประมาณ 45 บาท แต่โรงพยาบาลเอกชนบางแห่งเรียกเก็บเงินชุดละ 919 บาท
ตัวเลขเหล่านี้ไม่ใช่เพียงปัญหาสินค้าราคาแพง แต่เป็นปัญหาเชิงโครงสร้างของระบบราคาในโรงพยาบาลเอกชน ซึ่งยังคงปราศจากเพดานควบคุมราคาและยังขาดการกำกับดูแลจากภาครัฐอย่างเหมาะสม ทั้งที่โรงพยาบาลเอกชนเป็นที่พึ่งด้านบริการสุขภาพของคนไทยจำนวนไม่น้อย โดยมีสถิติบ่งชี้ว่าในหนึ่งปีคนไทยเข้ารับบริการแบบผู้ป่วยนอกจากโรงพยาบาลเอกชนถึง 26.4 เปอร์เซ็นต์ หรือก็คือทุกสี่คนที่ป่วยจะมีหนึ่งคนเลี้ยวเข้าสถานที่นี้
ค่ารักษาพยาบาลของโรงพยาบาลเอกชนนั้นสูงมาก โดยเฉพาะเมื่อเปรียบเทียบกับโรงพยาบาลรัฐ มีงานวิจัยพบว่าโรงพยาบาลเอกชนบางราย คิดราคาสำหรับบริการผู้ป่วยฉุกเฉินสูงกว่าโรงพยาบาลรัฐ 60-400 เท่าตัว ยังไม่รวมว่าประเทศไทยมีอัตราเงินเฟ้อทางการแพทย์ปีละประมาณ 10 เปอร์เซ็นต์ สถานการณ์เหล่านี้อาจสะท้อนถึง ‘ช่องว่าง’ ในการกำกับดูแลสินค้าและบริการสุขภาพ อันอาจทำให้คนไทยเข้าไม่ถึงบริการสุขภาพที่เป็นธรรมเท่าที่ควร
สำหรับ นพ.ขวัญประชา เชียงไชยสกุลไทย คณะอนุกรรมการด้านบริการสุขภาพ สภาองค์กรของผู้บริโภค สินค้าและบริการสุขภาพคือ ‘สินค้าที่ไม่เป็นธรรม’ โดยธรรมชาติ กล่าวคือผู้ป่วยเป็นคนที่รู้น้อยกว่าแพทย์หรือพยาบาล ดังนั้น เขาจึงมองว่าภาครัฐชอบธรรมที่จะเข้ามาควบคุมกำกับ เพื่อไม่ให้ผู้บริโภคถูกเอาเปรียบจนเกินไป
แต่การควบคุมกำกับจะเป็นการละเมิดกลไกตลาดหรือเปล่า จะทำให้คุณภาพของโรงพยาบาลเอกชนลดลงหรือไม่ จะกระทบกับนโยบายเศรษฐกิจที่มุ่งผลักดันไทยให้เป็น wellness hub อย่างไร แล้วรัฐควรกำกับดูแลราคาโรงพยาบาลเอกชนอย่างไร วันโอวัน ชวนหาคำตอบไปด้วยกัน
นอกจากเป็นแพทย์แล้ว คุณเคยมีประสบการณ์ในฐานะผู้ป่วยที่รู้สึกว่าโรงพยาบาลเอกชนปฏิบัติไม่เป็นธรรมหรือไม่
ไม่เคยเลยครับ (หัวเราะ) สมัยก่อนผมไม่ค่อยป่วย ถ้าป่วยก็อยู่โรงพยาบาลตลอดจึงรักษาตัวเอง แต่เคยมีกรณีของคนใกล้ตัว คืออาจารย์แพทย์รุ่นพี่ แฟนของเขาซึ่งก็เป็นอาจารย์แพทย์เหมือนกันเกิดป่วยเป็นไข้เลือดออก ปรากฏว่าโรงพยาบาลที่ทั้งคู่ทำงานอยู่ไม่มีเตียงว่าง จึงต้องนอนโรงพยาบาลเอกชนหนึ่งคืน พวกเขาเสียเงินประมาณ 100,000 บาท ซึ่งวิธีรักษาโรคไข้เลือดออกคือการให้น้ำเกลือและการเจาะเลือดปลายนิ้วเพื่อดูอาการเป็นระยะ ดังนั้น หนึ่งแสนบาทจึงโหดเหี้ยมมาก
หากพิจารณาดูแล้ว หนึ่งคืนน่าจะให้น้ำเกลือไม่เกินสองขวด ซึ่งต้นทุนน้ำเกลือขวดหนึ่งประมาณ 30 บาท, ชุดน้ำเกลือเส้นละประมาณ 20 บาท, เข็มประมาณ 10 บาท, และสำลีแอลกอฮอล์ชิ้นละไม่ถึง 1 บาท ขณะที่ค่าเตียงหรือค่าห้องพัก หากคิดเทียบกับโรงแรมชั้นหนึ่ง อย่างมากก็คงไม่กี่พันบาทต่อคืน ต่อให้อาหารสุดหรูมื้อละ 500 บาท หรือรวมค่าแพทย์ที่ตรวจตอนกลางคืน ซึ่งผมตีราคาให้ 5,000 บาทเลย รวมกันอย่างไรก็คงไม่ถึง 100,000 บาท ผมจึงไม่แน่ใจว่าโรงพยาบาลคิดราคานี้ได้อย่างไร
ทำไมคุณสนใจประเด็นการกำกับดูแลโรงพยาบาลเอกชน อะไรคือแรงบันดาลใจ
ผมทำงานวิจัยเรื่องเศรษฐศาสตร์สุขภาพและต้นทุน ทำเรื่องกำลังคนด้วย เรารู้ว่าค่ารักษาโรงพยาบาลเอกชนแพงมาก ยิ่งทำวิจัยเรื่องกำลังคนก็ยิ่งเห็นภาพชัดเจนว่ากำลังคนของข้าราชการสาธารณสุขแข่งขันกับภาคเอกชน เราผลิตคนเพิ่มเท่าไหร่ก็ไม่พอ ขณะเดียวกัน มีการดึงคนจากภาครัฐไปภาคเอกชนด้วยค่าตอบแทนที่สูงกว่าอย่างเหลือเชื่อ มีการตั้งคำถามว่าภาครัฐจ้างแพทย์ถูกเกินไปหรือไม่
ผมมองว่าภาครัฐก็ต่อสู้เรื่องค่าแรงค่อนข้างมาก ปัจจุบันแพทย์จบใหม่ได้ค่าตอบแทนอย่างต่ำ 50,000 บาท รวมโอทีและทุกอย่างแล้ว แต่เรตนี้ก็ยังไม่ถึงขี้เล็บของโรงพยาบาลเอกชน ภาครัฐแทบไม่มีทางชนะภาคเอกชนเลย ผลคือคนไข้จำนวนมากก็จ่ายเงินให้โรงพยาบาลเอกชนไม่ไหว เพราะต้นทุนมันแพงขึ้น
ถ้าจะไปโรงพยาบาลเอกชน คุณอาจต้องเตรียมเงินอย่างน้อยหนึ่งหมื่นบาท ถึงมั่นใจได้ว่ามีเงินจ่ายค่ายา แทนที่โรงพยาบาลเอกชนจะช่วยผ่อนให้งานโรงพยาบาลรัฐเบาลง แต่ขณะนี้มันไม่ใช่ และโรงพยาบาลเอกชนดึงไปแต่ ‘ครีม’ หรือก็คือคนไข้ที่มีเงินอยู่แล้ว
นอกจากนี้ มีคำถามเข้ามาที่สภาองค์กรของผู้บริโภคบ่อยว่า ‘คุณเห็นด้วยหรือไม่กับการที่โรงพยาบาลรัฐเปิดคลินิกพิเศษซึ่งราคาแพง’ โดยส่วนตัวผมไม่เห็นด้วยหรอก แต่ผมเข้าใจได้ เพราะโรงเรียนแพทย์ก็ต้องสู้กับโรงพยาบาลเอกชน ต้องจ่ายค่าแรงมากพอ ไม่อย่างนั้นแพทย์ก็ไปโรงพยาบาลเอกชนหมด ซึ่งมันก็กลายเป็นข้อเสียอีกนั่นแหละ เพราะเป็นการแข่งกันตั้งราคาแพงขึ้น เพราะจะให้โรงเรียนแพทย์ตั้งราคาถูกมากเกินไปก็ไม่ได้ เนื่องจากคนไข้อาจแห่กันมารักษาจนเกิด work load มหาศาล มันคือปัญหางูกินหาง เปรียบเสมือนวงจรอุบาทว์ และผมยังไม่เห็นว่าสถานการณ์จะดีขึ้นได้
งานวิจัย การศึกษากลไกการจ่ายและการควบคุมอัตราการเบิกจ่ายค่าบริการกรณีการดูแลผู้ป่วยฉุกเฉินวิกฤติและผู้ป่วยฉุกเฉินหลังพ้น 72 ชั่วโมง พบว่าต้นทุนการจัดซื้อยาของโรงพยาบาลเอกชนกับโรงพยาบาลรัฐไม่ได้แตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญ สวนทางกับความเข้าใจของสังคมที่เชื่อว่าโรงพยาบาลเอกชนซื้อยาในราคาที่แพงกว่าคุณคิดว่า ‘มายาคติ’ ที่คลาดเคลื่อนนี้สะท้อนปัญหาอะไร
มันเป็นคำกล่าวอ้างที่บอกว่าโรงพยาบาลเอกชนซื้อยาแพงกว่า ทำให้ต้องเก็บเงินค่ายาและค่ารักษาพยาบาลแพงกว่า ซึ่งผมยืนยันว่าเป็นมายาคติ เพราะข้อมูลจากงานวิจัยบอกชัดเจนว่าราคาแทบไม่ต่างกัน ผมเคยเจอบิลของโรงพยาบาลเอกชนแห่งหนึ่ง เรียกเก็บยาพาราเซตามอล 500 มิลลิกรัม ในราคาเม็ดละ 500 บาท ผมต้องตั้งคำถามว่าโรงพยาบาลซื้อมาเม็ดละกี่บาท ค้ากำไรเกินควรหรือไม่ และความยุติธรรมอยู่ตรงไหน เพราะหากดูในร้านสะดวกซื้อ ซึ่งต้องบอกว่าก็ไม่ได้ขายราคาถูก แต่ร้านสะดวกซื้อขายพาราเซตามอลในราคาเม็ดละบาทเศษๆ เท่านั้น
ปัญหาคือคุณอาจกำลังนอนรักษาตัวและปฏิเสธยาไม่ได้ จะบอกว่า “เม็ดนี้แพงไป ขอไม่กิน” ในความเป็นจริงแทบทำไม่ได้ ขณะที่สินค้าและบริการสุขภาพเป็น ‘สินค้าที่ไม่เป็นธรรม’ โดยธรรมชาติอยู่แล้ว กล่าวคือผู้ป่วยเป็นคนที่รู้น้อยกว่า โดยแพทย์ พยาบาล หรือโรงพยาบาล จะเป็นฝ่ายชี้ว่าผู้ป่วยควรได้รับบริการอะไร ต้องกินยาตัวไหน ต้องผ่าตัดอะไร เหล่านี้คือสินค้าที่ผู้ป่วยไม่สามารถเลือกได้โดยธรรมชาติ แม้ในทางจริยธรรมบุคลากรต้องให้ข้อมูลมากพอเพื่อให้ผู้ป่วยเลือก แต่พอบอกทางเลือก ถึงที่สุดบุคลากรก็อาจมีคำแนะนำว่าทางไหนดีกว่า ซึ่งทางที่ดีกว่าในโรงพยาบาลเอกชนมักเป็นทางที่แพงกว่าเสมอ
ผู้บริโภคไม่มีทางสู้กับสินค้าและบริการสุขภาพเลย ขณะเดียวกัน ผู้บริโภคก็ไม่ค่อยใส่ใจ หรือสนใจในผลลัพธ์มากกว่า กล่าวคือต้องการหายป่วย จ่ายเท่าไหร่ก็ยอม อย่างมากก็ไปกู้เงิน เพราะเห็นว่าเพื่อชีวิต นี่จึงเป็นช่องทางที่ทำให้โรงพยาบาลเอกชนดูเหมือนจะทำอะไรก็ได้
นอกจากเรื่องต้นทุนราคายา คุณเห็นว่ามีมายาคติอื่นเกี่ยวกับโรงพยาบาลเอกชนอีกหรือไม่
โรงพยาบาลเอกชนมักบอกว่ายาของเขาดีกว่า ซึ่งในโลกของยาที่จ่ายให้ผู้ป่วย จะมียาที่ภาษาทางการแพทย์เรียกว่า ‘ยาออริจินอล’ กล่าวคือยาดั้งเดิมที่คิดค้นใหม่ แล้วก็ยาที่ก๊อปปี้มา ความเชื่อหนึ่งมองว่ายาดั้งเดิมซึ่งนำเข้าจากต่างประเทศจะคุณภาพดีกว่า ส่วนหนึ่งก็อาจจะจริง ผมไม่ปฏิเสธว่ายานำเข้าบางตัวอาจคุณภาพดีกว่า แต่อีกส่วนหนึ่งก็ไม่จริง เพราะยาในประเทศอีกหลายตัวก็ผลิตได้คุณภาพค่อนข้างดีทีเดียว
ปัจจุบัน ยาที่ใช้รักษาคนไข้ส่วนใหญ่เกือบ 90 เปอร์เซ็นต์เป็นยาในประเทศแทบทั้งสิ้น ยานำเข้าจากต่างประเทศมีไม่มากแล้ว ตรงกันข้าม ยานำเข้าบางครั้งก็ไม่ได้คุณภาพดีกว่ายาที่ผลิตในไทย เพราะคุณภาพโรงงานยาในไทยดีขึ้น ดังนั้น ผมขอเตือนให้ระวังว่ามายาคติ ‘ยานำเข้าดีกว่า’ อาจไม่จริงเสมอไป และเท่าที่ตรวจสอบพบว่ายาเกือบทุกบริษัทที่ขายให้โรงพยาบาลรัฐ ก็ขายให้โรงพยาบาลเอกชนด้วยเช่นกัน ดังนั้น การบอกว่าโรงพยาบาลเอกชนไม่ซื้อยาที่ผลิตในไทยจึงไม่จริง
อีกเรื่องที่น่ากังวลคือ ยานำเข้าบางตัวค่อนข้างใหม่ ยังไม่มียาก๊อปปี้ในไทย โรงพยาบาลเอกชนมักจ่ายยาใหม่เพราะแพงกว่า คำถามคือยาพวกนี้จำเป็นหรือไม่ ทั้งที่ไทยก็มีบัญชียาหลักแห่งชาติ กล่าวคือบัญชีที่ผู้เชี่ยวชาญกำหนดว่าต้องใช้ยาชนิดไหนในการรักษาโรคอะไร ซึ่งยาใหม่หลายตัวยังไม่เข้าบัญชียาหลักแห่งชาติ เพราะราคาแพงเกิน มียาทดแทนได้ และบางตัวอาจมีผลการรักษาที่ไม่ชัดเจน อย่างไรก็ตาม เมื่อเราไปโรงพยาบาลเอกชน ยาใหม่อาจถูกป้อนให้โดยที่เราไม่มีทางเลือก เราต้องซื้อยาราคาแพง ทั้งที่ยาใหม่บางตัวอาจไม่ปลอดภัยเท่ายาเก่า
ทำไมรัฐต้องควบคุมราคาโรงพยาบาลเอกชน ทำไมไม่ปล่อยให้โรงพยาบาลเอกชนเป็นอีกหนึ่งธุรกิจที่ดำเนินการตามกลไกตลาดเสรี
สินค้าและบริการสุขภาพเป็นสินค้าที่ผู้บริโภคเสียเปรียบทุกกรณี ผู้บริโภคเป็นฝ่ายด้อยกว่าในเรื่ององค์ความรู้ ผู้เลือกบริการให้เราคือหมอ และโรงพยาบาลเอกชนก็มักจะเลือกโดยมีอคติเรื่องราคามาเกี่ยวข้อง กล่าวคือพยายามเลือกบริการที่แพงกว่า เพื่อเก็บรายได้มากกว่า ขณะที่ผู้บริโภคก็ใส่ใจผลลัพธ์มากกว่าราคา มิหนำซ้ำ จุดเสียเปรียบที่สุดคือผู้บริโภคไม่มีสิทธิเรียกร้องเลย ไม่มีใครรับประกันว่าจ่ายแพงแล้วจะรักษาหาย
กลไกตลาดเช่นนี้เท่ากับไม่มีการควบคุมกำกับโรงพยาบาลเอกชน ขณะที่ค่าบริการทางการแพทย์ก็เฟ้อขึ้นปีละ 10 เปอร์เซ็นต์ เท่ากับว่าห้าปีผ่านไป มันอาจเฟ้อขึ้น 50 เปอร์เซ็นต์ กล่าวคือเดิมค่าบริการ 100,000 บาทต่อคืน อีกห้าปีข้างหน้าอาจจะกลายเป็น 150,000 บาทต่อคืนก็ได้ กลไกตลาดไม่สามารถควบคุมกำกับได้จริง พวกเขาแข่งกันขึ้นราคาอย่างเดียว นอกจากนี้ สินค้าและบริการสุขภาพก็ไม่เหมือนสินค้าอื่น แม้โรงพยาบาลเอกชนจะเปิดเพิ่ม แต่ก็ไม่มีใครตัดราคากัน เพราะอย่างไรภาครัฐก็ให้บริการไม่เพียงพออยู่แล้ว กลไกตลาดในธุรกิจโรงพยาบาลเอกชนจึงไม่สามารถทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ
โดยข้อเท็จจริงต้องบอกว่าสินค้าและบริการสุขภาพควรเป็น ‘สินค้าคุณธรรม’ และต้องเป็นสินค้าสาธารณะ ฉะนั้น ภาครัฐชอบธรรมที่จะเข้ามาดูแลและควบคุมกำกับ เพื่อให้มั่นใจว่าโรงพยาบาลเอกชนไม่ทำกำไรจนเกินควร และไม่เอาเปรียบประชาชนจนเกินไป
เพราะอะไรคนจำนวนมากถึงยังใช้บริการโรงพยาบาลเอกชนทั้งที่ราคาแพง
เท่าที่ผมมีข้อมูล พบว่ามีคนไข้ใช้บริการโรงพยาบาลเอกชนหลักแสนถึงหลักล้านครั้งต่อปี ประเด็นคือหากภาครัฐสร้างทางเลือกและจัดบริการให้ประชาชนอย่างเพียงพอ แล้วประชาชนตัดสินใจไปโรงพยาบาลเอกชน ด้วยเงื่อนไขที่ต้องการความสะดวกสบายมากกว่าโรงพยาบาลรัฐชัดเจน ถามว่าชอบธรรมที่เขาจะจ่ายใช่หรือไม่ ส่วนหนึ่งก็ต้องบอกว่าใช่
ปัญหาคือภาครัฐจัดบริการสุขภาพให้ประชาชนอย่างเพียงพอหรือยัง กรุงเทพฯ เป็นตัวอย่างที่ดีมาก ถ้าคุณป่วยในกรุงเทพฯ ไปที่ไหนก็จะพบว่าเตียงเต็มอย่างเดียว พอเตียงเต็มก็ไม่มีทางเลือก ขณะที่ในต่างจังหวัดก็อาจต้องนอนหน้าลิฟต์ ทำให้มีคนจำนวนหนึ่งที่รับกับสภาพเหล่านี้ไม่ได้ เขาจึงเลือกไปโรงพยาบาลเอกชน
ผมยอมให้กลไกตลาดของโรงพยาบาลเอกชนเสรีเต็มที่ แต่นั่นหมายความว่าโรงพยาบาลรัฐต้องมีเตียงเพียงพอรองรับประชาชนทั่วประเทศอย่างแท้จริง ซึ่งข้อเท็จจริงคือ บริการภาครัฐในปัจจุบันยังไม่สามารถรองรับประชากรไทยได้ทั้งหมด ยังมีคนกลุ่มใหญ่ที่ต้องดิ้นรนช่วยตัวเอง ทำให้เขาต้องไปหาโรงพยาบาลเอกชน เกิดเป็นช่องว่างให้โรงพยาบาลเอกชนเรียกค่ารักษาพยาบาลราคาแพงได้โดยไม่มีเพดาน
หากมองมุมกลับ ถ้าเราควบคุมราคาโรงพยาบาลเอกชนไม่ให้แพงจนเกินไป คนไข้ส่วนหนึ่งที่ล้นอยู่โรงพยาบาลรัฐ โดยเฉพาะกลุ่มที่พอมีกำลังจ่าย ก็จะไหลไปใช้โรงพยาบาลเอกชนทดแทน ซึ่งจะลดภาระงานในโรงพยาบาลรัฐ เราจะได้มีโรงพยาบาลรัฐไว้ดูแลผู้ที่ลำบากกว่าอย่างจริงจัง
ยิ่งช่วงเศรษฐกิจไม่ดีจะชัดเจนมาก เช่น ยุคฟองสบู่แตก ตอนนั้นคนไข้ที่เคยรักษาโรงพยาบาลเอกชนเกือบทั้งหมดกลับมาที่โรงพยาบาลรัฐ เพราะคนไม่มีเงิน ในยุคนี้ก็เช่นกัน เหตุที่คนไข้เพิ่มขึ้นในโรงพยาบาลรัฐ ส่วนหนึ่งก็เพราะคนมีปัญหาเรื่องเศรษฐกิจ แต่ก็แปลกเพราะในทุกกรณีเราไม่เคยเห็นโรงพยาบาลเอกชนลดราคาเลย เขากลับขึ้นราคาด้วยซ้ำ ด้วยการขายความพรีเมียม ไม่สนใจกลุ่มคนไข้ที่ไม่มีเงินจ่าย และเน้นเอากำไรก้อนใหญ่
การควบคุมราคาจะทำให้โรงพยาบาลเอกชนลดต้นทุนและลดคุณภาพไหม เช่น เลิกจ้างหมอเก่งใช้ยาแย่ลงเป็นต้น ซึ่งท้ายที่สุดจะทำให้ผู้บริโภคได้รับบริการที่แย่ลงหรือเปล่า คุณมองประเด็นนี้อย่างไร
ผมไม่เชื่อว่าคุณภาพจะแย่ลง ข้ออ้างว่าการกำกับดูแลโรงพยาบาลเอกชนจะทำให้หมอเก่งน้อยลงอาจไม่จริง และมันก็เป็นเพียงข้ออ้างว่าโรงพยาบาลเอกชนต้องใช้ยาคุณภาพที่แย่ลงเมื่อถูกควบคุมราคา สิ่งที่ต้องถามกลับคือทำไมโรงพยาบาลเอกชนต้องขายยาแพงขนาดนี้ หากลดราคายาจะมีผลกระทบอย่างไร
นอกจากนี้ ยังมีข้ออ้างจากโรงพยาบาลเอกชนว่าต้องเก็บรักษายาอย่างดีด้วยการควบคุมอุณหภูมิ ข้อเท็จจริงคือยาทุกตัวของโรงพยาบาลรัฐก็ต้องควบคุมอุณหภูมิ แต่การอยู่ในห้องปรับอากาศควบคุมความชื้นไม่ใช้ต้นทุนสูงแต่อย่างใด ทั้งยังเป็นการลงทุนครั้งเดียว จึงไม่ยุติธรรมเลยหากจะคิดกำไรส่วนนี้ในยาทุกตัว
โรงพยาบาลเอกชนต้องอธิบายว่าทุกวันนี้เก็บกำไรขนาดไหน ด้วยเหตุผลอะไร ทำไมต้นทุนราคาแพง ทั้งที่ราคาตลาดของวัสดุ อุปกรณ์ และยาทั้งหลายไม่ได้แพงขนาดนั้น สิ่งนี้ควรเปิดให้ประชาชนตรวจสอบหรือไม่
ทำไมต้องให้ประชาชนตรวจสอบข้อมูลของโรงพยาบาลเอกชนได้ด้วยล่ะ ความสำคัญของการที่คนธรรมดาสามารถเข้าสืบค้นข้อมูลเหล่านี้ได้คืออะไร
กระทรวงพาณิชย์มักขยับตามข่าว พอมีข่าวร้องเรียนว่าค่ารักษาพยาบาลแพง เขาก็จะขยับหนึ่งที ซึ่งเมื่อเวลาผ่านไปก็ไม่มีกระบวนการติดตามกำกับว่าเป็นอย่างไรบ้าง การขยับรอบล่าสุดคือการบอกให้ผู้ป่วยนอกของโรงพยาบาลเอกชนซื้อยาจากร้านขายยาข้างนอกได้ อย่างไรก็ตาม โรงพยาบาลอาจไม่โปรโมทและมีคนรู้น้อยมาก ประชาชนก็ไม่ค่อยกล้าทำ
ประมาณสี่ถึงห้าปีก่อน มีกระแสข่าวร้องเรียนว่าโรงพยาบาลเอกชนเก็บค่ารักษาพยาบาลแพง สิ่งที่กระทรวงพาณิชย์ขณะนั้นทำ คือบอกให้ทุกโรงพยาบาลประกาศค่าบริการของตัวเอง ช่วงแรกๆ มีการเปิดให้ประชาชนค้นหาข้อมูลราคา มีการส่งข้อมูลให้กรมการค้าภายใน และกรมการค้าภายในก็เปิดเว็บไซต์ให้เปรียบเทียบค่ารักษาของแต่ละโรงพยาบาล ดูเหมือนจะดี แต่ทุกวันนี้เว็บไซต์เหล่านี้หายไป ราคาหายากขึ้น ขณะที่ภาษาที่ใช้ก็เป็นภาษาทางการแพทย์ที่คนทั่วไปอ่านไม่เข้าใจ ว่าสิ่งที่เรียกเก็บเงินจากเราคืออะไร
โมเดลการควบคุมราคาโรงพยาบาลเอกชนที่คุณใฝ่ฝันมีหน้าตาเป็นอย่างไร
โมเดลแรก ผมคิดว่าควรมีเพดานควบคุมราคาหรืออัตราค่าบริการสำหรับแต่ละบริการ โดยกำหนดเลยว่าถ้าเก็บเกินราคานี้คือการค้ากำไรเกินควร วิธีหนึ่งคือระบุเป็นรายการ เช่น ยาพาราเซตามอลต้องราคาไม่เกิน 500 บาท เป็นต้น โดยเทคโนโลยีปัจจุบันสามารถระบุได้อยู่แล้วว่ารายการนี้เก็บเงินได้ไม่เกินกี่บาท
ส่วนอีกโมเดล ซึ่งอาจยากขึ้นนิดหนึ่ง คือเป็นไปได้ไหมที่จะกำหนดว่า ถ้าป่วยเป็นโรคใดโรคหนึ่ง การรักษาหรือผ่าตัดทั้งหมดจะต้องราคาไม่เกินนี้ เช่น การป่วยไส้ติ่งอักเสบต้องผ่าตัดราคาไม่เกินเท่านี้ การผ่าตัดส่องกล้องต้องมีค่าใช้จ่ายไม่เกินเท่านี้ เป็นต้น ซึ่งข้อมูลปัจจุบันก็พอทำได้ และมันจะง่ายกับประชาชน เพราะหากเราป่วยเป็นโรคนี้ ก็จะรู้ว่าต้องจ่ายเงินประมาณเท่าไหร่
เราเสนอให้ควบคุมราคาทั้งหมด ไม่ใช่แค่ราคายา รวมค่าบริการทางการแพทย์ด้วย ซึ่งบางครั้งโรงพยาบาลเอกชนจะใช้คำว่าค่าธรรมเนียมแพทย์ จริงๆ จะควบคุมค่าอาหารด้วยก็ได้ ถ้าจะไม่ควบคุมก็ไม่ว่ากัน แต่ต้องถามด้วยว่าอาหารมื้อละ 500 บาทที่เสิร์ฟกันในโรงพยาบาลนั้น เป็นอาหารเหลาจริงหรือเปล่า เหมาะสมหรือไม่
โรงพยาบาลเอกชนมีท่าทีต่อข้อเสนอนี้อย่างไร ขณะเดียวกันข้อเสนอจากสภาองค์กรผู้บริโภคต่อภาครัฐมีความคืบหน้าอย่างไรบ้าง
ไม่ทราบท่าทีเลยครับ ผมไม่มีโอกาสพูดคุยหารือกับทางโรงพยาบาลเอกชน อย่างไรก็ตาม สภาองค์กรของผู้บริโภคยื่นข้อเสนอเรื่องการควบคุมอัตราค่าบริการและค่ารักษาพยาบาลของโรงพยาบาลเอกชนไปยังกระทรวงพาณิชย์ หรือก็คือโมเดลแรกที่เราคุยกัน ซึ่งกระทรวงพาณิชย์ระบุว่าทำไม่ได้หากไม่มีผู้เชี่ยวชาญ จึงทำหนังสือถึงกระทรวงสาธารณสุขเพื่อหารือ
ถามว่ากระทรวงสาธารณสุขมีหน้าที่โดยตรงหรือไม่ ก็ไม่ได้มีหน้าที่โดยตรง กรมการค้าภายใน กระทรวงพาณิชย์คือหน่วยงานที่มีหน้าที่โดยตรง แต่เขาอ้างว่าไม่มีผู้เชี่ยวชาญ ทั้งที่ก็มีข้อเสนอแก่กรมการค้าภายในให้ตั้งคณะกรรมการขึ้นหนึ่งชุด โดยเชิญผู้เชี่ยวชาญมาหารือและช่วยกันทำประเด็นนี้ แต่เขาก็เลือกส่งให้กระทรวงสาธารณสุข
สมมติข้อเสนอเหล่านี้สำเร็จ เกิดระเบียบหรือข้อบังคับในการควบคุมราคาโรงพยาบาลเอกชนขึ้น คำถามคือจะทำอย่างไรให้บังคับใช้ได้จริง
ถ้าจะให้ทำได้จริง อย่างน้อยต้องมีประกาศเผยแพร่ว่าราคาค่ารักษาพยาบาลคือเท่าไหร่ ต้องทำรายการให้ครอบคลุมค่าบริการทั้งหมด เพื่อให้ประชาชนสืบค้นได้ว่าค่าบริการนั้นๆ ถูกเก็บเกินกว่าอัตราหรือไม่
คุณเห็นการเข้ามามีอิทธิพลของกลุ่มทุนโรงพยาบาลเอกชนต่อการเมืองไทยอย่างไรบ้าง
อาจมีความสัมพันธ์เกี่ยวข้อง แต่ผมไม่มีหลักฐานที่ชัดเจน อย่างไรก็ตาม อุปสรรคใหญ่ที่มักถูกหยิบมาอ้างเพื่อคัดค้านการควบคุมราคา คือการบอกว่าค่ารักษาพยาบาลคือนโยบายสร้างรายได้ให้ประเทศผ่านการเป็น wellness hub กล่าวคือมองว่าสินค้าและบริการสุขภาพคือสินค้าสร้างรายได้ให้ประเทศ จึงเกิดการมองว่าการควบคุมราคาจะทำให้โรงพยาบาลเอกชนไม่สามารถโตได้อย่างที่ควร ดึงเม็ดเงินเข้าประเทศตามนโยบายไม่ได้ และเศรษฐกิจจะแย่
ถ้าถามผม เราควบคุมราคาในประเทศไง เราควบคุมราคาสำหรับคนไทย เพราะมันเป็นสินค้าและบริการสุขภาพสำหรับคนไทย รัฐไทยชอบธรรมที่จะควบคุม สำหรับค่ารักษาของชาวต่างประเทศก็ประกาศเลยว่าอีกราคาหนึ่ง ไม่มีใครว่าอะไรหรอก ผมเข้าใจว่าไม่มีกฎหมายไหนห้ามว่าต้องรักษาคนในประเทศกับคนนอกประเทศด้วยราคาเดียวกัน และผมก็เชื่อว่าทุกวันนี้โรงพยาบาลเอกชนไม่ได้รักษาคนไข้ต่างประเทศด้วยเรตคนไทยแน่ๆ
ชวนถอดบทเรียนว่า อะไรทำให้ภาคประชาสังคมยังขับเคลื่อนเรื่องนี้ไม่สำเร็จ
เรื่องนี้เป็นผลประโยชน์ทับซ้อน กลุ่มธุรกิจโรงพยาบาลเอกชนหลายแห่งเริ่มกลายเป็นกลุ่มทุนใหญ่ จึงน่าจะขยับยาก โดยเฉพาะในยุคที่การเมืองเป็นระบบที่มีทุนสนับสนุน ขณะที่ข้าราชการก็มองว่าไม่ใช่ภาระของตัวเองและมองปัญหาไม่ทะลุ
อีกหนึ่งอุปสรรคที่ทำให้เรื่องนี้ขยับยาก คือคนส่วนใหญ่มองไม่เห็นความเชื่อมโยงของปัญหานี้ หลายคนมองว่าก็เป็นเรื่องของโรงพยาบาลเอกชน ไม่มีเงินก็ไม่ต้องรักษา แต่หากมองแบบเชื่อมโยง เราจะเห็นถึงความไม่เท่าเทียมและไม่เป็นธรรม นอกจากนี้ คนเดือดร้อนก็น้อยมาก กล่าวคือสภาองค์กรของผู้บริโภคพบว่ามีคนร้องเรียนประเด็นนี้น้อย แนวร่วมจึงค่อนข้างน้อย เท่าที่เห็นคือมีแต่สภาองค์กรของผู้บริโภคที่เต้นอยู่คนเดียว
ผมรู้สึกว่าสังคมไทยกำลังจำยอมกับระบบ มองว่าราคาโรงพยาบาลเอกชนต้องสูงเช่นนี้แหละ เราถูกทำให้เชื่อว่าราคาต้องสูง แต่ถามว่ามีเงินจ่ายไหม คนจำนวนมากก็ส่ายหัวเพราะไม่มีเงินจ่าย และเรื่องน่าแปลกใจคือสำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ และสำนักงานประกันสังคม ก็ต่างซื้อบริการจากโรงพยาบาลเอกชน แต่ไม่มีปากเสียง ไม่มีการร้องเรียน เหล่านี้ทำให้เราเห็นว่าสังคมไทยกำลังคุ้นชินและจำยอมกับปัญหานี้
วันโอวันลองสำรวจความคิดเห็นของประชาชนบนโลกออนไลน์ ผลคือคนจำนวนหนึ่งมองว่าหากไม่มีเงินก็ไม่ควรไปรักษาโรงพยาบาลเอกชนตั้งแต่แรก คำถามคือเราจะเอาชนะวิธีคิด ‘ไม่มีเงินก็ไม่ต้องรักษาโรงพยาบาลเอกชน’ อย่างไร อันจะส่งผลให้นโยบายการควบคุมราคาโรงพยาบาลเอกชนสำเร็จจริง
เรื่องนี้ยาก ผมมองว่าหลายคนอาจมองจากเซฟโซนของตัวเอง และจะรู้สึกว่ามีปัญหาก็ต่อเมื่อเริ่มกระทบเซฟโซนของตัวเอง ซึ่งปัจจุบัน ปัญหาราคาโรงพยาบาลเอกชนเริ่มกระทบเซฟโซนของคนส่วนหนึ่งแล้ว และผู้ใช้บริการโรงพยาบาลเอกชนขณะนี้ก็เริ่มจ่ายไม่ไหว อันที่จริงผมก็ยังมองทะลุประเด็นนี้ไม่ออกว่าจะดำเนินการอย่างไร ก็อาจต้องสร้างความเข้าใจให้สังคมมากขึ้น
หากรัฐไม่กำกับดูแลราคาโรงพยาบาลเอกชน สถานการณ์เลวร้ายที่สุดที่อาจเกิดขึ้นกับประชาชนในอนาคตคืออะไร
มันอาจเกิดปรากฏการณ์เดียวกับช่วงก่อนมีบัตรทอง กล่าวคือเราจะพบคนเป็นหนี้สินจำนวนมาก โดยเฉพาะคนในชนบท เพราะกู้เงินฉุกเฉินมาจ่ายค่ารักษาพยาบาล สมัยก่อนโรงพยาบาลรัฐเก็บเงินประชาชน ไม่ได้รักษาฟรีแบบทุกวันนี้ คนจำนวนมากจึงต้องขายไร่นา เอาทรัพย์ไปจำนำ กู้ในระบบ หรือกู้นอกระบบฉุกเฉินเพื่อจ่ายค่ารักษาพยาบาล การมีบัตรทองจึงช่วยให้สถานการณ์ดีขึ้น
แต่หากเราปล่อยให้สถานการณ์เป็นเช่นนี้ ขณะที่โรงพยาบาลรัฐหลายแห่งเริ่มส่งเสียงว่าขาดทุนและอยู่ไม่ได้ และภายใต้สภาวะเช่นนี้ สิ่งหนึ่งที่โรงพยาบาลรัฐคำนึงถึงคือในอนาคตอาจต้องเก็บเงินค่ารักษาพยาบาลหรือไม่ ดังนั้น สิ่งที่เคยหายไปแล้วในไทยอาจกลับมาอีกครั้ง นั่นคือหนี้นอกระบบสำหรับค่ารักษาพยาบาล
ผมเชื่อว่าสถานการณ์นี้เริ่มเกิดขึ้นในกรุงเทพฯ เพราะมันไม่มีทางเลือก เจ็บป่วยก็ต้องหาโรงพยาบาลนอน ซึ่งโรงพยาบาลรัฐเตียงว่างน้อยมาก ขณะที่ลูกค้าของโรงพยาบาลเอกชนก็จำนวนลดลง เพราะเงินประชาชนน้อยลง ในอนาคตโรงพยาบาลเอกชนก็อาจรักษาเฉพาะคนรวย 10 เปอร์เซ็นต์ของประเทศก็ได้ ขณะที่คนอื่นก็ต้องเบียดแย่งกันรักษาที่โรงพยาบาลรัฐ
แม้หลายคนบอกว่าจะพึ่งประกันชีวิต ข้อเท็จจริงคือประกันชีวิตขณะนี้ก็เริ่มถึงทางตัน ถ้ายังจำกันได้ ไม่กี่เดือนที่ผ่านมา ประกันชีวิตและประกันสุขภาพปรับตัวเป็นประกันที่ให้ผู้ป่วยต้องมีส่วนร่วมจ่าย (co-payment) เพราะได้รับผลกระทบโดยตรง เนื่องจากชนชั้นกลางจำนวนหนึ่งวางแผนหนีภาวะหนี้สินจากการเจ็บป่วยด้วยการซื้อประกัน อันทำให้บริษัทประกันเริ่มไม่ทำกำไร มีข้อมูลชัดเจนว่าเขาจ่ายมากขึ้นเรื่อยๆ ขณะที่กำไรน้อยลงเรื่อยๆ แต่จะเพิ่มเบี้ยประกันมากกว่านี้ คนก็ไม่มีปัญญาจ่าย
เมื่อคุณต้องจ่ายมากขึ้น ภาระของคุณก็มากขึ้น หากไม่ควบคุมค่ารักษาพยาบาลโรงพยาบาลเอกชน เราอาจต้อง co-payment มากกว่านี้อีกหลายเท่า และต่อให้คุณซื้อประกันสุขภาพ สุดท้ายคุณอาจได้เข้าแต่โรงพยาบาลรัฐ และไม่สามารถใช้บริการโรงพยาบาลเอกชนได้อีก เพราะราคาขยับสูงขึ้น ดังนั้น การบอกว่าชนชั้นกลางไม่กระทบก็ไม่จริง เพราะบริษัทประกันได้รับผลกระทบแล้วและกระทบมากด้วย
คนไข้ส่วนหนึ่งที่ใช้บริการสุขภาพและถูก co-payment แล้ว ก็จะเริ่มรู้สึกว่าภาระเพิ่มขึ้นอย่างไร หรืออาจรู้สึกว่าซื้อประกันแล้วยังต้องจ่ายเพิ่มอีก คุ้มค่าหรือไม่ นี่คือภาพในอนาคตว่าหากปล่อยไว้เช่นนี้ ปัญหาก็จะใหญ่กว่านี้ ค่ารักษาพยาบาลจากคืนละ 100,000 บาท อาจกลายเป็นคืนละ 300,000 บาทก็ได้ คืนละล้านก็อาจเห็นได้ในอนาคต ขณะที่คนก็คงเป็นหนี้ หรือต้องรอใช้บริการโรงพยาบาลรัฐ ซึ่งแน่นมากขึ้นเรื่อยๆ และสถานการณ์ไม่ดีขึ้นเลย
บทความชิ้นนี้เป็นส่วนหนึ่งของโครงการที่ 101 PUB ร่วมกับคณะแพทยศาสตร์ โรงพยาบาลรามาธิบดี และได้รับการสนับสนุนจากสถาบันวิจัยระบบสาธารณสุข (สวรส.) ทั้งนี้ เนื้อหาของบทความไม่จำเป็นต้องเห็นตรงกับผู้ให้การสนับสนุน
การกำกับดูแลโรงพยาบาลเอกชน ขวัญประชา เชียงไชยสกุลไทย ระบบสาธารณสุข สถาบันวิจัยระบบสาธารณะสุข (สวรส.) สวรส. โรงพยาบาลเอกชน