ผมคิดว่าคงไม่มีผู้นำประเทศไหนในโลกไม่ว่าใหญ่หรือเล็กที่จะเป็นข่าวหน้าหนึ่งพาดหัวตัวไม้ได้แทบทุกวันเป็นเดือน ไม่ใช่แต่ในสหรัฐฯ ประเทศเดียว หากแต่ดังไปทั่วโลกไม่ว่าประเทศนั้นจะมีระบบปกครองอะไรก็ตาม ทุกคนทุกประเทศต้องติดตามและคอยรับฟังข่าวความเคลื่อนไหวของเขาตลอดเวลา ไม่ต้องเดาก็ตอบได้ถูกว่าคือประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์แห่งสหรัฐอเมริกา
นับแต่ทรัมป์ตัดสินใจเข้าเลือกตั้งเป็นประธานาธิบดีในปี 2016 ในนามพรรครีพับลิกันที่แกนนำพรรคไม่ค่อยเต็มใจนัก เพราะรู้จักกิตติศัพท์ของทรัมป์ในฐานะนักธุรกิจ นักแสดงและพ่อมดแห่งวงการธุรกิจบันเทิงที่เต็มไปด้วยสีสันและเงาเทา ไม่เคยมีนักการเมืองระดับชาติที่มาจากภุมิหลังแบบของทรัมป์เลย และคิดไม่ถึงว่าจะมีในอนาคต แต่ในปีนั้นเหตุการณ์ที่ไม่คาดฝันก็เกิดขึ้น ผู้สังเกตการณ์และนักวิจารณ์การเมืองพากันละเลงอย่างสนุก นึกว่าการแสดงเรื่องการเลือกตั้งประธานาธิบดีคงจบลงและหายไปกับสายลมหลังวันที่ 8 พฤศจิกายน แต่แล้วทุกคนก็ประเมินและคาดการณ์ผิดหมดอย่างไม่น่าเชื่อ
นับจากวันนั้นมา การเมืองอเมริกันและทำเนียบขาวไปถึงรัฐสภาคองเกรสก็เข้าสู่วิถีการเปลี่ยนแปลงอย่างไม่เคยเป็นมาก่อน อาจนับได้ว่าเป็นการปฏิวัติหรือรัฐประหารภายในระบบการเมืองอเมริกันก็ได้ ทั้งหมดนี้กระทำไปอย่างเป็นกิจลักษณะในการยึดครองรัฐบาลในการเลือกตั้งครั้งที่สองของเขาที่ผ่านมาอย่างหวาดเสียว เพราะก่อนนี้ทรัมป์ปลุกระดมมวลชนเอียงขวาให้ออกมาจลาจลยึดรัฐสภาคองเกรสเพื่อล้มชัยชนะในการเลือกตั้งปี 2020 ของโจ ไบเดนลงไป แต่ไม่สำเร็จ ไม่น่าเชื่อว่าทรัมป์พลิกสถานการณ์ความเสียเปรียบทางกฎหมายข้อหากบฏและฉ้อโกงหลายกระทง ไปเป็นเงื่อนไขด้านบวกในการหาเสียงเลือกตั้งเขาได้สำเร็จอย่างไม่น่าเชื่ออีกเช่นกันในปี 2024
ลักษณะเด่นของระบบทรัมป์ได้แก่การยึดอำนาจการเมืองที่เคยถ่วงดุลและแบ่งแยกระหว่างสามสถาบัน คือ บริหาร นิติบัญญัติ และตุลาการ มาไว้ในกำมือของฝ่ายบริหารคือประธานาธิบดีแต่ผู้เดียว จากนั้นรัฐบาลทรัมป์ทำการโจมตีป้อมค่ายฝ่ายเสรีนิยมและเอียงซ้ายก้าวหน้าทั้งหลาย ตั้งแต่ในหน่วยงานราชการ สถาบันการศึกษา องค์กรพัฒนาและสื่อมวลชน ปิดองค์กรระดับโลกที่เลื่องชื่อและมีอิทธิพลทางความคิดและมนุษยชน เช่น USAID อย่างหน้าตาเฉย ทรัมป์เป็นคนแรกที่กล้าหาญโจมตีสถาบันการศึกษาระดับโลก อย่าง เยล ฮาร์วาร์ด และอื่นๆ โดยไม่เกรงบารมีของฝ่ายปัญญาชน ซึ่งเป็นการกระทำที่มีแต่รัฐบาลคอมมิวนิสต์เท่านั้นที่สามารถทำได้ แต่สหรัฐฯ ภายใต้ทรัมป์ก็ทำได้เหมือนกับประธานาธิบดีปูติน, สี จิ้นผิง, คิม จองอึน และมิน อ่อง ลายได้
ทรัมป์เป็นเหมือนประธานาธิบดีคนก่อนหน้า เช่น นิกสัน ว่าความปรารถนาส่วนตัวของการมีอำนาจการเมืองสูงสุดคือการสร้างตำนานและบารมีของตัวเองในความทรงจำของคนอเมริกันทั้งประเทศ เขาต้องการชื่อเสียงและเกียรติยศ หน้าตา ความเคารพนับถือและศรัทธาเชื่อมั่นในฝืมือของประธานาธิบดี เพื่อบรรลุจุดหมายส่วนตัวนี้ เขาต้องดำเนินนโยบายต่างประเทศในลักษณะที่เด็ดขาดและแสดงถึงความยิ่งใหญ่ของอเมริกาเหนือประเทศอื่นทั่วโลก
ในวาระการเป็นประธานาธิบดีครั้งที่สอง เห็นได้ว่าทรัมป์เริ่มหาทางและกลยุทธในการสร้างผลงานระหว่างประเทศออกมาอย่างเป็นจริงเป็นจังขึ้น นับแต่การประกาศ ‘ลัทธิดอนโร’ ที่เลียนแบบลัทธิมอนโรซึ่งอดีตประธานาธิบดีมอนโรประกาศในปี 1823 ว่า ในทวีปอเมริกา โดยเฉพาะในลาตินอเมริกานั้นอยู่ในปริมณฑลอำนาจของสหรัฐฯ ปรามไม่ให้ยุโรปเข้ามาครอบงำต่อไป ทรัมป์จึงนำแนวคิดดังกล่าวนี้มาใช้เพื่อประกาศให้โลกรู้ว่าดินแดนทั้งหลายในโลกนี้อยู่ภายใต้อิทธิพลของสหรัฐฯ ไม่ใช่ยุโรปหรือจีนและรัสเซียอีกต่อไป
การประกาศจุดยืนใหม่ระหว่างประเทศ ได้รับการตอกย้ำด้วยการที่อเมริกาออกมาวิพากษ์และลดระดับความร่วมมือกับอียู นาโตซึ่งเป็นฐานอำนาจในยุโรปและพันธมิตรใกล้ชิดลงไป การเปลี่ยนจุดยืนและท่าทีในนโยบายต่างประเทศแบบนี้ของทรัมป์ก็คิดไม่ถึงอีกเช่นกัน แต่เมื่อพิจารณาสภาพการณ์ของการเมืองระหว่างประเทศที่เปลี่ยนจากสงครามเย็นมาสู่หลายขั้วอำนาจ เพราะปราศจากอุดมการณ์การเมืองที่ลัทธิคอมมิวนิสต์เป็นปัจจัยในการแบ่งประเทศออกเป็นกลุ่มตามอุดมการณ์ โลกก็เคลื่อนไปตามเงื่อนไขปัจจัยอื่นที่เรียกตามศัพท์ใหม่ว่าภูมิรัฐศาสตร์ (geopolitics) อันมีที่มาจากภูมิศาสตร์ ทรัพยากร การคมนาคม ทั้งหมดนี้ไม่อาจกลายเป็นปัจจัยสำคัญที่มีผลต่อการดำเนินนโยบายต่างประเทศได้ หากไม่มีระบบเศรษฐกิจทุนนิยมโลกาภิวัตน์ที่ยกระดับพัฒนาขยายขอบเขตการผลิตและการบริโภคไปทุกหมู่บ้านในโลก ด้วยการค้นพบเทคโนโลยีสมัยใหม่แบบดิจิทัลมาถึงปัญญาประดิษฐ์ ทำให้ระบบการผลิตและแจกจ่ายเพื่อบริโภคใช้สอยดำเนินไปได้ในแทบทุกประเทศแม้ยังมีระบบโครงสร้างพื้นฐานธรรมดา ก็สามารถหยิบยืมและใช้ประโยชน์จากเครื่องมือดิจิทัลได้ในระดับหนึ่ง
ผมคิดว่าโดนัลด์ ทรัมป์จะโดยตั้งใจหรือตระหนักถึงอิทธิพลของระบบเศรษฐกิจทุนดิจิทัลนี้หรือไม่ก็ตาม แต่ด้วยสำนึกของนายทุนผู้ประกอบการและการเข้าถึงยึดครองกลไกไปถึงอำนาจในการขับเคลื่อนระบบการผลิต การค้าและการลงทุนที่มีอยู่มหาศาลในอเมริกา ทำให้เขามั่นใจในการใช้นโยบายต่างประเทศของเขาเพื่อไปบรรลุการสร้างบารมีและอำนาจเกียรติยศให้แก่ตัวเขาและวงศ์ตระกูลต่อไป
ในประวัติศาสตร์การเมืองและวรรณคดีโลก เรามักพบผู้นำที่มีความทะเยอทะยานสูงสุด ต้องการสร้างบารมีและเกียรติยศให้แก่ตนเอง แม้จะต้องแลกด้วยความรุนแรงหรือการใช้กลยุทธ์ทุกวิถีทาง การทำสงครามอิหร่านของทรัมป์สะท้อนภาพนี้อย่างชัดเจน โดยสามารถเปรียบเทียบกับตัวละครวรรณคดีสำคัญสองคนคือ ‘แมคเบธ (Macbeth)’ จากโศกนาฏกรรมของเชกสเปียร์ และ ‘โจโฉ’ จากวรรณกรรมอมตะ ‘สามก๊ก’ ของจีน
แมคเบธเป็นตัวละครที่ถูกผลักดันด้วยคำพยากรณ์และความทะเยอทะยานส่วนตัว เขายอมฆ่ากษัตริย์ดันแคน เพื่อขึ้นครองบัลลังก์และใช้ความรุนแรงต่อเนื่องเพื่อรักษาอำนาจ แม้จะได้บารมี แต่ความหวาดระแวงและการต่อต้านจากสังคมทำให้เขาสูญเสียทุกสิ่งในวาระสุดท้าย
ทรัมป์ใช้นโยบายต่างประเทศเพื่อกรุยทางไปสู่การสร้างบารมีและอำนาจเกียรติยศให้แก่ตัวเขาและวงศ์ตระกูลต่อไป โดยไม่แยแสต่อกฎกติการะหว่างประเทศและหลักการสากล เช่น กฎหมายระหว่างประเทศที่องค์การสหประชาชาติรับรอง ทรัมป์ประกาศต่อต้านทั้งหมดและลงมือกระทำการผิดกฎหมายดังกล่าว เห็นได้จากการร่วมมือกับอิสราเอลในการทำลายล้างกาซาและประชาชนปาเลสไตน์อย่างทารุณ การอ้างจะยึดครองเกาะกรีนแลนด์ให้มาเป็นของสหรัฐฯ อย่างไร้ความชอบธรรม สุดท้ายขณะนี้คือการประกาศสงครามกับอิหร่านโดยไม่มียุทธศาสตร์ชัดเจน สะท้อนความทะเยอทะยานที่คล้ายกับแมคเบธซึ่งใช้ความรุนแรงเป็นเครื่องมือสร้างบารมี แม้จะเสี่ยงต่อหายนะทางการเมืองและสังคม
อีกด้านหนึ่งคือการใช้การเมืองในประเทศเป็นบันไดไปสู่การปฏิบัตินโยบายต่างประเทศ ทรัมป์ยึดอำนาจการเมืองที่เคยถ่วงดุลและแบ่งแยกระหว่างสามสถาบันมาไว้ในกำมือของฝ่ายบริหารคือประธานาธิบดีแต่ผู้เดียว ด้วยการใช้ประกาศของฝ่ายบริหารที่อ้างว่าเป็นกรณีฉุกเฉิน (emergency) แล้วอ้างกฎหมายที่เปิดช่องให้ทรัมป์ใช้อำนาจบริหารอย่างล้นพ้น นี่สะท้อนภาพเดียวกับโจโฉที่รวบอำนาจทุกด้านมาไว้ในมือ ไม่ลังเลที่จะโจมตีฝ่ายตรงข้ามเพื่อสร้างความมั่นคงและบารมีของตนเอง เขาเป็นผู้นำที่ทะเยอทะยาน ใช้ทั้งการทหาร การเมือง และการหลอกลวงเพื่อรวบรวมอำนาจ แม้จะถูกมองว่าโหดเหี้ยม แต่ก็มีประสิทธิภาพและสร้างชื่อเสียงยิ่งใหญ่ในประวัติศาสตร์จีน
นั่นเป็นมุมมองของนักวรรณคดี หากกลับมาพิเคราะห์ประวัติศาสตร์การเมืองอเมริกันระยะใกล้ ผมพบว่ามีกรณีศึกษาน่าสนใจอยู่อันหนึ่ง นั่นคือสมัยของประธานาธิบดีริชาร์ด นิกสันซึ่งดำรงตำแหน่งระหว่าง ค.ศ. 1969-1974 เพราะเขาได้รับเลือกตั้งอีกวาระเป็นครั้งที่สองในปี 1973 อันเป็นปีที่ผมเพิ่งเรียนจบระดับปริญญาตรีที่มหาวิทยาลัยโรเชสเตอร์ นิกสันเป็นประธานาธิบดีที่ทรงอำนาจและอิทธิพลยิ่งนัก จนได้รับฉายาว่า ‘ประธานาธิบดีจักรพรรดิ’ (imperial presidency) เขาแสดงฝีมือในการจัดการพวกเสรีนิยมและฝ่ายซ้ายก้าวหน้าอย่างไม่ไว้หน้า ท่ามกลางการประท้วงสงครามเวียดนามและการกดขี่สิทธิพลเมืองของคนผิวดำโดยนักศึกษา อาจารย์ นักวิชาการ สื่อมวลชน ที่ประกอบเป็นแนวร่วมประท้วงอันกว้างใหญ่ไพศาล ความสำเร็จของนิกสันในนโยบายภายในประเทศคือการแก้ปัญหาเงินเฟ้อและการคลัง เนื่องจากประเทศใช้จ่ายงบประมาณมากในการทำสงครามเวียดนาม เริ่มขาดดุลในการค้าระหว่างประเทศเป็นครั้งแรก
นิกสันใช้มาตรการที่ไม่เคยทำมาก่อน คือ การขึ้นภาษีศุลกากรร้อยละ 10 กับทุกประเทศที่ส่งของมาขายในอเมริกา ทำให้ค่าเงินดอลลาร์ลอยตัวและต่อไปจะประกาศเลิกระบบเบรตตันวูดส์ ซึ่งทรัมป์ก็กระทำคล้ายกัน แต่ที่ไม่เหมือนคือทรัมป์อาศัยสงครามภาษีเพื่อสร้างรายได้กำไรให้แก่รัฐบาล จากนั้นนิกสันควบคุมจำกัดการขึ้นค่าแรงไม่เกินร้อยละ 5.5 และคุมการขึ้นราคาสินค้าและค่าเช่าบ้านไม่เกินร้อยละ 2.5 นโยบายสำคัญสุดท้ายคือจัดการให้ธนาคารกลางหรือ Federal Reserve ที่เขาเลือกคนไว้ใจได้เป็นประธานให้ขึ้นอัตราดอกเบี้ยเพื่อคุมไม่ให้เงินเฟ้อสูงขึ้นด้วยการทำให้การใช้จ่ายของธุรกิจและผู้บริโภคช้าลง ผลคือตลาดหุ้นดาวโจนส์พุ่งสูงขึ้นทันทีกว่า 1,000 จุดเป็นครั้งแรก การค้าที่ขาดดุลก็ลดลง ทั้งหมดนี้คือสภาพแวดล้อมในประเทศที่ทำให้นิกสันได้รับชัยชนะในการเลือกตั้งประธานาธิบดีอีกวาระเหนือจอร์จ แม็กโกเวิร์น ผู้สมัครพรรคเดโมแครตที่เป็นฝ่ายก้าวหน้าและได้รับการสนับสนุนจากคนชั้นกลางและปัญญาชนนักวิชาการ รวมทั้งนักศึกษา (รวมทั้งผมด้วยในตอนนั้น) อย่างท่วมท้น ในเรื่องการแก้ปัญหาเศรษฐกิจในประเทศ
พออนุโลมได้ว่าทรัมป์กระทำไปแบบเดียวกับที่นิกสันเคยทำมาก่อนแล้ว แต่โหดและโกงมากกว่า อีกอย่างที่ไม่เหมือนกันคือนิกสันและพรรครีพับลิกันไม่ได้ครองเสียงข้างมากในสองสภาคองเกรสเหมือนกับที่ทรัมป์เป็น นิกสันจึงต้องทำงานต่อรองร่วมมือกับพรรคเดโมแครตในคองเกรสเพื่อผ่านกฎหมายต่างๆ ในการดำเนินนโยบาย ไม่ใช่สยบบทบาทของคองเกรสอย่างไร้ศักดิ์ศรีเช่นทรัมป์ปฏิบัติต่อสมาชิกรีพับลิกันในรัฐสภาที่ไม่ยอมลงคะแนนตามคำสั่งของเขา ด้วยการหาทางทำให้แพ้การเลือกตั้งเมื่อพวกนั้นจะไปรับการเลือกตั้งกลับมาใหม่
มองย้อนกลับไปตอนนั้น แทบไม่มีใครนึกว่าจะมีนักการเมืองหรือพลังการเมืองต่อต้านอะไรที่จะสามารถโค่นล้มนิกสันลงได้ จนกระทั่งวันที่วอชิงตันโพสต์ทยอยตีพิมพ์เปิดโปงคดีวอเตอร์เกต หรือการบุกขโมยเอกสารในที่ทำการพรรคเดโมแครตในกรุงวอชิงตันโดยสมุนของนิกสัน คดีนี้เริ่มต้นเหมือนกับคดี ‘โกง สว.’ ในไทยที่ฝ่ายรัฐบาลสามารถเป่าเรื่องให้เงียบและยุติไปในไม่ช้า แต่บังเอิญมีเจ้าหน้าที่ระดับสูงในเอฟบีไอที่ปิดลับลอบส่งเอกสารหลักฐานการจารกรรมนี้ให้หนังสือพิมพ์วอชิงตันโพสต์ทุกวัน จนกลายเป็นคดีใหญ่ระดับชาติที่ไม่อาจเป่าให้ตกไปได้อีกต่อไป เหตุการณ์ต่อมาคือคองเกรสตั้งคณะกรรมาธิการพิเศษเพื่อสอบสวน ยิ่งสืบสวนเรื่องยิ่งลึกเข้าไปมากขึ้น กระทั่งสุดท้ายได้หลักฐานว่าคนที่รู้การวางแผนจารกรรมนี้คือประธานาธิบดีนิกสันและเขาพูดในโทรศัพท์ถึงพวกลูกน้องและมีเทปบันทึกคำสนทนานี้ไว้หมด ทำให้ไม่มีทางในการเป่าคดีนี้ได้เลย ไม่ว่าอำนาจและอิทธิพลที่เขาสะสมมาก่อนนี้จะมหาศาลเพียงใดก็ตาม ก็ไม่อาจทำลายมติมหาชนลงไปได้
ผมยังนึกไม่ออกว่า ประธานาธิบดีทรัมป์จะมีคดีวอเตอร์เกตเหมือนกับนิกสันหรือไม่ ในกรณีของทรัมป์ เขามีคดีอาญาและแพ่งหลายคดีติดตัวมาไม่น้อย แต่จนบัดนี้คดียังไม่อาจไปถึงจุดสุดท้ายได้ เมื่อเขาได้รับเลือกเป็นประธานาธิบดี เขาเลือกรัฐมนตรียุติธรรมที่ยินยอมพร้อมใจเป็นทาสรับใช้เขา ไม่งั้นก็ไม่เสนอชื่อ ที่ผ่านมากระทรวงยุติธรรมจึงทำการลบและเป่าคดีและคำฟ้องหรือเรื่องราวที่อาจโยงมาถึงตัวเขาด้วยออกไปเกือบหมดสิ้น เหลือคดีเดียวที่คนยังให้ความหวังอยู่คือคดีเอปสตีน ซึ่งเป็นเพื่อนสนิทของทรัมป์ เป็นนักธุรกิจการเงินการบันเทิง แต่ที่เขาทำเป็นหลักเป็นฐานและสร้างรายได้มหาศาลคือการเป็นพ่อเล้าสำนักโสเภณีระดับสูงที่ปิดลับ ลูกค้าของเขารายชื่อเป็นคนชั้นสูงและผู้มีอำนาจบารมีอิทธิพลในหลายประเทศนอกจากสหรัฐฯ (เคยได้ยินว่ามีลูกค้าสำคัญระดับสูงจากไทยด้วย แต่ยังไม่เผยรายชื่อ) และที่สำคัญยิ่งคือเอปสตีนเป็นคนใกล้ชิดทรัมป์ ร่วมงานปาร์ตี้ งานร้อยแปดพันประการที่มีสาวน้อยมาบริการอย่างใกล้ชิด จนคนพากันสงสัยว่าทรัมป์จะมีส่วนรู้เห็นในการล่อลวงร่วมประเวณีหญิงสาวที่อายุยังไม่บรรลุนิติภาวะด้วยหรือไม่ ล่าสุดคองเกรสสามารถบังคับให้กระทรวงยุติธรรมเปิดเผยหลักฐานเอกสารดิจิทัลของเอปสตีนนับล้านชิ้นออกมาได้ แต่จำนวนมากถูกปิดทับด้วยแถบสีดำ ทำให้ไม่สามารถอ่านได้ว่าข้อความนั้นคืออะไร และนี่คือหลักฐานสุดท้ายที่ผมคิดว่าอาจเป็น ‘วอเตอร์เกต’ ของทรัมป์และนั่นหมายถึงวันสุดท้ายของรัฐบาลทรัมป์ด้วย
สรุปบทเรียนจากประธานาธิบดีนิกสันคือ ความสำเร็จในการแก้ปัญหาเศรษฐกิจในประเทศนำไปสู่การดำเนินนโยบายต่างประเทศที่ล้ำหน้าและแหวกแนวกว่าที่เคยทำมา ได้แก่ การยุติสงครามเวียดนามด้วยการทำสันติภาพที่มาพร้อมกับเกียรติยศ การฟื้นความสัมพันธ์กับประเทศจีนคอมมิวนิสต์ ส่วนทรัมป์ ความสำเร็จในประเทศ นอกจากไม่อาจเพิ่มรายได้แก่ประชาชนแล้ว ยังพบว่ามาตรการการเงินต่างๆ ล้วนนำไปสู่การเพิ่มความมั่งคั่งร่ำรวยแก่ทรัมป์และครอบครัวเป็นสำคัญ ส่วนนโยบายต่างประเทศ แทนที่การยุติสงครามใหญ่ กลับนำไปสู่การเปิดสงครามกับอิหร่านและกระทบกระเทือนประเทศเล็กและกลางไปทั่ว สร้างความระส่ำระสายไปทั่วภูมิภาค โดยเฉพาะหลังจากการปิดช่องแคบฮอร์มุซ สร้างความขาดแคลนและวิกฤตพลังงานและอาหารไปทั่วโลก สงครามอิหร่านอาจกลายเป็น ‘วอเตอร์เกต’ ของทรัมป์ไปด้วยก็ได้
สิ่งหนึ่งที่ไม่เปลี่ยนในประวัติศาสตร์การเมืองอเมริกัน คือความยิ่งใหญ่ทั้งทางทหารและเศรษฐกิจของอเมริกานั้นไม่มีประเทศไหนอาจเทียบเคียงได้ ความสำเร็จในการใช้กำลังทหารของอเมริกาต่อประเทศอื่นๆ อย่างไม่ต้องคิดอะไรมาก ไม่อาจทำได้หากประเทศไม่มีทรัพยากรทั้งที่เป็นมนุษย์ที่มีคุณภาพและที่เป็นทุนในทางวัตถุ ที่เป็นเงินและสกุลคริปโตของเงินที่สะสมในประเทศอย่างมหาศาล ทั้งหมดนี้รองรับด้วยกองทัพชนชั้นกรรมาชีพ ผู้ใช้แรงงานจากทั่วโลกที่ยอมมาทำงานทุกอย่างเพื่อรายได้ไปเลี้ยงครอบครัวที่อยู่ในอเมริกาและอยู่ในต่างประเทศทั่วโลก สหรัฐฯ มีกองทัพแรงงานที่ต้องการทำงานที่หาทางอพยพทั้งถูกและผิดกฎหมายเพื่อเข้าประเทศทุกวัน จนทรัมป์ต้องออกมาตรการเด็ดขาด ให้เนรเทศผู้อพยพผิดกฎหมายเสียที เพราะมากเกินความต้องการของภาคอุตสาหกรรมแล้ว
การดำเนินนโยบายเนรเทศผู้อพยพของทรัมป์ก็น่าสนใจ เพราะทุนอเมริกันสามารถสร้างกำไรสูงสุดได้ ปัจจัยหนึ่งคือการมีแรงงานรับจ้างราคาถูกไว้ใช้ได้ตลอดกาล ทำไมทรัมป์ถึงดำเนินนโยบายที่ต่อต้านและไม่เป็นคุณต่อนายทุนอเมริกันเล่า ข้อสันนิษฐานเบื้องต้นคือผมคิดว่าทรัมป์และคณาธิปไตยของเขากำลังผลักดันทุนนิยมอเมริกันให้ไปในอีกทิศทางที่ไม่จำต้องอาศัยแรงงานรับจ้างราคาถูกอีกต่อไป หากแต่จะคัดกรองเอาแต่เฉพาะแรงงานรับจ้างที่มีคุณภาพสูงและมีทักษะชำนาญการเป็นหลัก เพื่อสนองพัฒนาการระบบทุนนิยมดิจิทัลหรือสอดแนมของอเมริกาในอนาคตต่อไป
อเมริกาภายใต้ทรัมป์จึงไม่ได้เป็นผู้นำและแสงสว่างนำทางแก่มนุษชาติเหมือนดังแต่ก่อนอีกต่อไป อเมริกาที่ไร้อุดมการณ์การเมืองเสรีนิยมก็จะตกต่ำกลายเป็นเพียงเจ้าพ่อมาเฟียนายทุนใหญ่ของโลกทุนนิยม เป็นจักรวรรดินิยมใหม่อย่างแท้จริง สงสัยว่าในอนาคต ผู้คนทั่วโลกจะจดจำภาพลักษณ์ของทรัมป์ว่าเหมือนกับแมคเบธหรือโจโฉดี
การเมืองอเมริกา ธเนศ อาภรณ์สุวรรณ ประธานาธิบดีอเมริกา มองอเมริกา สหรัฐอเมริกา โดนัลด์ ทรัมป์
เรื่อง: ธเนศ อาภรณ์สุวรรณ
ศาสตราจารย์แห่งภาควิชาประวัติศาสตร์ คณะศิลปศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ผู้สนใจศึกษาเรื่องสังคมการเมืองสหรัฐอเมริกามาตลอดชีวิตวิชาการ โดยเฉพาะเรื่องระบบทาส