ถ้าสังคมไทยจะสนับสนุนวัฒนธรรมการอ่านการเขียน

Published on 7 ส.ค. 2026

เพิ่งอ่านโพสต์ของ BrandThink ที่เล่าเรื่องการที่ ‘รัฐ’ อย่างนอร์เวย์รับซื้อหนังสือของนักเขียน แล้วก็ทำให้นึกถึงสภาพการณ์ในบ้านเราที่ (ก็) ‘ดูเหมือน’ ยกย่องการอ่านการเขียนกันอย่างสูงยิ่ง

ถ้ายังจำกันได้ ย้อนไปราวยี่สิบกว่าปี รัฐบาลของคุณทักษิณ ชินวัตร ในปี 2546 เคยมีการเสนอให้จัดตั้งองค์กรเพื่อส่งเสริมการอ่าน การเรียนรู้ และเผยแพร่งานวิชาการ มีการรณรงค์ให้คนอ่านหนังสือวันละ 10-15 นาที แล้วต่อมาก็ตั้งเป็นองค์กรใหม่อย่าง TK Park เพื่อส่งเสริมการอ่าน

ยุครัฐบาล ‘ขิงแก่’ ก็เคยมีการเสนอยุทธศาสตร์หนังสือถึงมือเด็ก และพยายามดันให้การอ่านเป็นวาระแห่งชาติ แต่มาสำเร็จในรัฐบาลคุณอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ และมีการกำหนดให้ช่วงปี 2552-2561 เป็น ‘ทศวรรษแห่งการอ่าน’ ครั้นถึงยุคคุณประยุทธ์ จันทร์โอชา ก็มีการร่างแผนแม่บทส่งเสริมวัฒนธรรมการอ่านสู่สังคมแห่งการเรียนรู้ของไทยขึ้นมา

จะเห็นว่า – ถ้ามองดูภาพรวมใหญ่ๆ ของสังคม เราจะเห็นแพทเทิร์นการผลักดันของรัฐบาลแต่ละแบบว่าแตกต่างกัน เช่น การตั้งองค์กรใหม่ขึ้น การประกาศวาระแห่งชาติ หรือการทำแผนแม่บทต่างๆ ซึ่งเราก็คงเห็นกันอยู่นะครับ ว่าแพทเทิร์นแบบไหน ‘ยั่งยืน’ กว่ากัน

แล้วทั้งหมดนี้มันเกี่ยวอะไรกับนอร์เวย์ด้วยล่ะครับ – ทำไมเห็นนอร์เวย์รับซื้อหนังสือแล้วถึงต้องคิดถึงเมืองไทยด้วย

อ้าว! ก็ลองคิดดูง่ายๆ ก็แล้วกันนะครับ ว่าต่อให้รัฐบาลไทยหลายยุคหลายสมัยหลายอุดมการณ์ พยายามสร้างสังคมที่มี ‘วัฒนธรรมการอ่าน’ ขึ้นมาด้วยวิธีการและแพทเทิร์นต่างๆ แล้ว แต่เราก็เห็นชัดเจนอยู่กระจะตานะครับ ว่าสังคมไทยมี ‘ดีกรี’ ของ ‘วัฒนธรรมการอ่าน’ มากน้อยแค่ไหน (จริงๆ ไม่ต้องมีคำว่า ‘มาก’ ก็ได้นะครับ)

นั่นอาจแปลว่า สิ่งที่เรามีอยู่ มันอาจยังไม่เข้มข้นพอหรือเปล่า หรือว่ามันยังควรต้องมี ‘กลไก’ อะไรอีกไหมที่ผลักดันให้วงการการอ่านการเขียนมันเข้มแข็งขึ้นได้มากกว่านี้?

เท่าที่ผมนึกออก – ต้องบอกว่ามีอยู่สองกลไกครับ

กลไกแรกเป็นกลไกแบบนอร์เวย์ อย่างที่ BrandThink นำเสนอนั่นแหละครับ คือการที่รัฐจะรับซื้องานวรรณกรรมเพื่อนำไปแจกจ่ายในห้องสมุดทั่วประเทศ โดยถือว่าเป็นงบอุดหนุนในโปรแกรมสนับสนุนงานทางศิลปวัฒนธรรม โครงการนี้ชื่อ Innkjøpsordningene for litteratur ซึ่งผมลองตรวจสอบดูแล้ว เป็นโครงการที่มีอยู่จริง โดยรัฐจะดำเนินงานผ่าน Norsk kulturråd หรือ Kulturdirektoratet (คล้ายๆ สภาวัฒนธรรมหรือกองทุนวัฒนธรรม) เพื่อรับซื้อหนังสือไปแจกจ่ายยังห้องสมุดทั่วประเทศ

ระบบนี้ไม่ได้เพิ่งเกิดนะครับ แต่มีมาตั้งแต่ปี 1965 โน่นแล้ว คือเกือบจะหกสิบปีอยู่แล้ว โดยจะรับซื้อหนังสือทั้งวรรณกรรมผู้ใหญ่ (773 เล่มต่อชื่อเรื่อง) โดยแบ่งเป็นหนังสือกระดาษ 623 เล่ม และ E-Book License อีก 150 ชุด ส่วนวรรณกรรมเด็กและเยาวชนจะรับซื้อ 1,550 ชุด และงานประเภทสารคดีและวิชาการ อยู่ที่ 1,000 เล่ม โดยที่นักเขียนหนึ่งคนจะเข้าร่วมโครงการได้แค่หนึ่งเล่มต่อหนึ่งหมวด ดังนั้นถ้านักเขียนคนไหนมีวรรณกรรมผู้ใหญ่หนึ่งเล่ม วรรณกรรมเยาวชนอีกหนึ่งเล่ม ก็จะได้รับการรับซื้อไปราวสองพันเล่ม อะไรทำนองนี้

หลายคนอาจจะบอกว่า เอ๊ะ! นี่มันคือการ ‘แทรกแซงตลาด’ หรือเปล่า (ฟะ)

ใช่ครับ – ถ้าคิดแบบแนวคิดเสรีนิยมใหม่ (neoliberalism) ละก็ นี่คือการแทรกแซงตลาดแน่ๆ แต่คำถามก็คือ แล้วในกิจการอื่นๆ ที่รัฐสนับสนุน รัฐไม่ได้ ‘แทรกแซงตลาด’ อยู่หรือไงครับ ไม่ว่าจะเป็นการไม่เก็บภาษีรายได้จากการขายหุ้น หรือการส่งเสริมการลงทุนจากต่างประเทศในด้านต่างๆ เช่นสิทธิทางภาษีและอื่นๆ

ประเด็นก็คือ ถ้ารัฐอยากสนับสนุนให้สังคมเดินหน้าไปในทางใดทางหนึ่ง เช่นอยากให้สังคมมีวัฒนธรรมการอ่าน แล้วสิ่งที่ทำมีแค่ ‘ประกาศด้วยปาก’ ว่าให้การอ่านเป็นวาระแห่งชาติ หรือแม้แต่ตั้งองค์กรขึ้นมาให้บริการการอ่านที่ยั่งยืนกว่าหน่อย แต่กลับไม่ ‘แตะ’ ลึกลงไปถึง ‘หัวใจ’ ของมันผ่าน ‘กลไกการตลาด’ ของธุรกิจนี้ – ก็แล้วมันจะประสบความสำเร็จยั่งยืนได้อย่างไรกัน

ที ‘เมกะโปรเจกต์’ อื่นๆ เรายัง ‘ลงทุน’ ได้ ซึ่งมองในแง่หนึ่ง การลงทุนของรัฐก็ล้วนแต่แทรกแซงตลาดให้เกิดตัวแปรใหม่ๆ ใส่เข้ามาทั้งนั้นนั่นแหละครับ แล้วทำไมเราถึงจะแทรกแซงตลาดในเรื่องนี้ไม่ได้ เพราะขนาดประเทศที่รักการอ่านอย่างนอร์เวย์ ก็ยังต้องทำเรื่องนี้เลยครับ เพราะเขาเห็นว่าถ้ารัฐไม่แทรกแซงตลาด ความสร้างสรรค์ทางวรรณกรรมของประเทศจะไปไม่รอด และเขาเห็นว่า การ ‘ซื้อ’ หนังสือในรูปแบบนี้ ช่วยสนับสนุนทั้ง ‘ต้นน้ำ’ คือผู้เขียน สำนักพิมพ์ และอุตสาหกรรม รวมไปถึง ‘ปลายน้ำ’ คือผู้อ่าน และห้องสมุดต่างๆ ที่จะมีหนังสือใหม่ๆ เวียนเข้ามาตามห้องสมุดไม่ขาดสาย

ในไทย ถ้าจำไม่ผิด เวลาสำนักพิมพ์ต่างๆ พิมพ์หนังสือออกมาแล้วต้องขอเลข ISBN จะต้องขอไปทางหอสมุดแห่งชาติ แล้วจากนั้นก็จะต้องส่งหนังสือให้หอสมุดแห่งชาติจำนวน 2 เล่ม ซึ่งหนึ่งเล่มจะเก็บเข้าคลัง ส่วนอีกหนึ่งเล่มนำออกมาให้บริการ

คำถามก็คือ จำนวนหนังสือ 1 เล่มต่อหนึ่งชื่อหนังสือนั้น มันเพียงพอต่อการให้บริการประชาชนจริงหรือ และแม้หอสมุดแห่งชาติ รวมถึงห้องสมุดอื่นๆ เช่น ห้องสมุดประชาชนภายใต้การดูแลของกรมส่งเสริมการเรียนรู้ หรือห้องสมุดกรุงเทพมหานคร รวมถึง TK Park ซึ่งล้วนเป็นห้องสมุดของรัฐ – จะได้รับงบประมาณในการซื้อหนังสือ แต่ก็ไม่ใช่งบที่มากมายอะไร (ซึ่งแสดงให้เห็นว่า ‘รัฐไทย’ ให้ความสำคัญกับ ‘การอ่าน’ แค่ไหน) จึงไม่สามารถซื้อหนังสือ ‘ทุกเล่ม’ ที่มีในท้องตลาดในจำนวนที่เพียงพอแก่ความต้องการในการอ่านได้ แถมแต่ละปีอาจถูกตัดงบฯ ในด้านการซื้อหนังสืออีกด้วย ทำให้ไม่สามารถวางแผนการซื้อหนังสือได้อย่างมีประสิทธิภาพเท่าที่ควร

ที่สำคัญก็คือ สภาวะอย่างที่เป็นอยู่ในไทย มันทำให้เกิดความ ‘ขัดแย้ง’ ระหว่างผู้ทำธุรกิจหนังสือ กับห้องสมุดที่ให้บริการการอ่าน เพราะหลายคนอาจมองว่า ถ้ามีห้องสมุดให้บริการการอ่านหนังสือ ‘ฟรี’ แล้วละก็ คนที่จะมาซื้อหนังสือก็ต้องน้อยลงสิ แต่ในนอร์เวย์ เมื่อมีการการันตีการรับซื้อหนังสือ ความขัดแย้งนี้ก็คลายปมลงไประดับหนึ่ง

ที่ผมคิดว่าเป็นกลไกที่น่าทึ่งกว่าของนอร์เวย์ ก็คือกลไกแบบเดนมาร์ก

กับสิ่งที่เรียกว่า Public Lending Right หรือ PLR!

คุณลองจินตนาการดูนะครับ ว่าถ้าคุณทำงานเป็นนักเขียน นักวาด บรรณาธิการ นักแปล หรือคนอ่านหนังสือเสียงที่รัฐรับซื้องานของเราเอาไปไว้ในห้องสมุดของรัฐแล้ว ถ้ามีคนเข้ามาใช้บริการยืมหนังสือของเราอ่าน แล้วรัฐ ‘จ่ายเงิน’ ให้กับผู้สร้างสรรค์ด้วย – มันจะดีงามแค่ไหน

นี่ไม่ใช่แค่เรื่องของธุรกิจและความอยู่รอด แต่มันคือการ ‘ฟูมฟัก’ สังคมให้เกิดความอุดมสมบูรณ์ทางความคิด!

ผมเพิ่งรู้จัก PLR จริงๆ จังๆ ก็เมื่อไปห้องสมุด Black Diamond หรือ The Royal Library ของเดนมาร์กเมื่อไม่นานมานี้นี่เอง และเดนมาร์กถือเป็นประเทศแรกที่เริ่มคิดนำระบบ PLR มาใช้ตั้งแต่ปี 1941 แต่บังเอิญเกิดสงครามโลกครั้งที่สองเสียก่อน เลยได้ทำ PLR จริง ในปี 1946

ว่าแต่ว่า PLR มันคืออะไรกันแน่ และจะทำให้นักเขียนนักวาดนักสร้างสรรค์ ‘ได้เงิน’ จากการให้ยืมหนังสือผ่านห้องสมุดของรัฐได้อย่างไรกัน?

ผมคิดว่าคำว่า PLR นั้นสำคัญมากนะครับ เพราะมันไม่ได้เป็นแค่คำทางธุรกิจหรือแค่การแทรกแซงของรัฐเท่านั้น แต่มันคือการประกาศว่าสิ่งนี้เป็น ‘สิทธิ’ ผ่านคำว่า Right ใน Public Lending Right กันเลยทีเดียว

สิทธิอะไร?

PLR คือ ‘สิทธิ’ ของนักเขียน นักแปล นักวาดภาพประกอบ และผู้สร้างสรรค์งาน ในการที่จะได้รับ ‘ค่าตอบแทน’ จาก ‘รัฐ’ เมื่อผลงานของตัวเองถูกนำไปให้ยืมในห้องสมุดสาธารณะโดยไม่มีค่าใช้จ่าย

หลักการพื้นฐานที่ทำให้เกิด PLR ก็คือรัฐ ‘จะต้อง’ ไม่นำงานของใครไปใช้ให้บริการประชาชนของตัวเองโดยไม่มี ‘ค่าตอบแทน’ ให้ผู้สร้างสรรค์ แม้เป็นการให้ยืมฟรีๆ สำหรับผู้อ่านในห้องสมุดของรัฐก็ตามที

ผมคิดว่า แนวคิดแบบนี้น่าจะเกิดจาก ‘สำนึกหิริโอตตัปปะ’ ของภาครัฐ คือรู้สึกผิดชอบชั่วดีมากพอที่จะ ‘แคร์’ ไปจนถึงผู้สร้างงานด้วย!

ความคิดเรื่อง PLR เกิดขึ้นมานานมากแล้วนะครับ ตั้งแต่ปี 1919 โดย ‘สมาคมนักเขียนนอร์ดิก’ (Nordic Authors’ Association) มีมติเรียกร้องให้รัฐบาล ‘ชดเชยนักเขียน’ สำหรับการที่ห้องสมุดนำหนังสือไปให้ยืม

ที่เป็นแบบนั้น เหตุผลเข้าใจได้ง่ายมาก มันไม่ต่างจากสภาวะในไทยในตอนนี้เลยครับ เพราะ ‘คนขายหนังสือ’ เช่นสำนักพิมพ์ต่างๆ มักจะรู้สึกว่าพอรัฐซื้อหนังสือไปให้บริการแล้ว คนก็ได้ ‘อ่านฟรี’ เลยพลอยทำให้คนขายหนังสือขายไม่ออก

หลังสงครามโลกครั้งที่สอง รัฐในยุโรปต่างเร่งขยายห้องสมุดสาธารณะเป็นการใหญ่ เพราะเล็งเห็นว่ามันจะเป็น ‘สาธารณูปโภคทางปัญญา’ ที่ทำให้คนในประเทศของตัวเอง ‘มีปัญญา’ หรือเป็น active learner มากขึ้น ผลก็คือคนยืมหนังสือมากขึ้น แต่ซื้อหนังสือน้อยลง ทำให้นักเขียนรู้สึกว่า เอ๊ะ! ทำไมฉันต้องมาแบกรับต้นทุนจากนโยบายสาธารณะด้วย แล้วยังไม่ได้อะไรตอบแทนอีก PLR ก็เลยเกิดขึ้นมาเป็นครั้งแรกในเดนมาร์ก กับ The Royal Library หรือ Black Diamond ที่ผมมีโอกาสไปเยือนนี่แหละครับ

คุณอาจจะถามว่า แล้วเขาจ่ายเงินให้นักเขียนและนักสร้างสรรค์ยังไง คำตอบก็คือมีการจ่ายกันหลายแบบ แล้วไม่ใช่แค่ในเดนมาร์กนะครับ แต่ในอังกฤษ เยอรมนี เนเธอร์แลนด์ และฟินแลนด์ ก็มี PLR เหมือนกัน โดยจะจ่ายโดย ‘นับจากจำนวนครั้งที่มีการยืม’ ซึ่งก็แฟร์ดี แต่ระบบจะซับซ้อนมาก อันนั้นเป็นวิธีหนึ่ง

วิธีที่สองคือ จ่ายโดยนับจากจำนวนเล่ม (copy) ที่มีอยู่ในห้องสมุด แบบนี้ใช้กันในเดนมาร์ก แคนาดา และออสเตรเลีย ซึ่งบริหารง่ายกว่า ส่วนในฝรั่งเศสจะใช้วิธีที่สาม คือนับจากการซื้อของห้องสมุด โดยสำนักพิมพ์จะจ่ายเข้ากองทุน PLR ส่วนหนึ่ง แล้วรัฐสนับสนุนอีกส่วนหนึ่ง เพื่อจะนำไปจ่ายให้กับนักเขียนอีกต่อหนึ่ง

ในอังกฤษนี่ เขาบอกเลยนะครับ ว่านักเขียนนักสร้างสรรค์ สามารถได้เงิน PLR มากที่สุดถึง 6,600 ปอนด์ต่อปี ซึ่งสำหรับนักเขียนที่ไม่ได้มีชื่อเสียงแบบ เจ.เค. โรว์ลิง เงินก้อนนี้กลายเป็น ‘รายได้หลัก’ ที่ใหญ่ที่สุด และส่งเสริมสนับสนุนให้เกิด ‘ระบบนิเวศ’ ในการอ่านการเขียนที่อุดมสมบูรณ์ขึ้นมาได้เลย

แล้วถ้าถามว่า มันใช้งบประมาณเยอะหรือเปล่า ก็ต้องบอกว่า ในเดนมาร์กปี 2024 มีนักเขียนนักสร้างสรรค์ที่รับเงิน PLR ราวๆ 10,000 คน โดยงบที่จ่ายออกไปสำหรับหนังสืออยู่ที่ประมาณ 206 ล้านโครน หรือราว 1,000 ล้านบาทกว่าๆ ต่อปีเท่านั้น น้อยกว่างบฯ สนับสนุนการเรียนรู้ผ่าน AI ตั้งเยอะ!

แต่ที่น่าสนใจก็คือ IFLA หรือ International Federation of Library Associations (อาจจะเรียกว่าเป็น ‘สมาคมห้องสมุด’ ก็ได้นะครับ) กลับเป็นหน่วยงานที่คัดค้าน PLR เพราะมองว่า การใช้ PLR อาจไป ‘กระทบสิทธิ’ ในการเข้าถึงห้องสมุดสาธารณะในฐานะที่เป็นสิทธิมนุษยชน คือถ้าห้องสมุดต้องจ่ายเงินค่า PLR ก็อาจทำให้จำนวนหนังสือในห้องสมุดลดลงได้ แต่ในทางปฏิบัติ ห้องสมุดไม่ใช่ผู้จ่าย คนที่จ่ายก็คือรัฐ ทำให้ห้องสมุดไม่ได้รับผลกระทบโดยตรง คือเป็นการคัดค้านในหลักการทั่วไปมากกว่าหลักปฏิบัติจริงที่รัฐต้องเข้ามาแทรกแซงอยู่แล้ว

ผมคิดว่า เรื่องนี้มีนัยหลายชั้น เช่น ถ้ามองทางเศรษฐกิจ ใครสมาทาน neoliberalism ก็อาจขมวดคิ้วนิ่วหน้า บอกว่า แหม! แค่ซื้อหนังสือเข้าห้องสมุดเยอะๆ ยังไม่พออีกเรอะ! ต้องให้เงินค่าอ่านอีกหรือไง! เพราะอาจมองว่าเป็นการเข้าไป ‘ยุ่ง’ กับตลาดมากเกินไป หรือถ้ามองในเชิงสังคม หลายคนก็อาจมองว่าทำไมรัฐต้องไปสนับสนุนอาชีพนักเขียนเกินหน้าเกินตาอาชีพอื่นด้วย แต่ถ้าอาจมองเป็นเรื่อง cultural support หรือการสนับสนุนทางวัฒนธรรม เพื่อสร้าง knowledge economy หรือเศรษฐกิจฐานความรู้เพื่อประโยชน์ในระยะยาวของประเทศ – ก็จะเข้าใจได้

แต่ก็นั่นแหละครับ เราได้เห็นกันมาแล้วว่า ไม่ว่าจะประกาศให้การอ่านเป็นวาระแห่งชาติ หรือมีแผนแม่บทพ่อบี้กันมากแค่ไหน ถ้าไม่แตะลงไปที่หัวใจในการดำรงอยู่ของอุตสาหกรรมหนังสือ คือเรื่องของรายได้และเงินๆ ทองๆ ละก็ – วัฒนธรรมการอ่านก็ไม่น่าจะเกิดขึ้นได้อย่างเข้มแข็งหรอกครับ

แต่ก็เชื่อ (อีก) นั่นแหละครับ ว่าวิธีการอย่างต้นแบบทั้งนอร์เวย์และเดนมาร์กนั้น ต่อให้เกิดใหม่อีกหลายชาติ ก็คงไม่ได้เห็นเป็น ‘วาระแห่งชาติ’ หรอก

เป็นได้อย่างมากก็วาระแห่งชาติ (หน้า) เท่านั้นแหละครับ!

knowledge economy The Royal Library การสนับสนุุนทางวัฒนธรรม การสร้างวัฒนธรรมการอ่านของนอร์เวย์ การส่งเสริมการอ่าน การอ่าน การอ่านหนังสือ นอร์เวย์ รัฐบาลเดนมาร์ก วัฒนธรรมการอ่าน หนังสือ อุตสาหกรรมหนังสือ เดนมาร์ก เศรษฐกิจฐานความรู้