การเดินทางเยือนไทยของพลเอกอาวุโส มิน อ่อง หล่าย เมื่อวันที่ 6-7 สิงหาคม 2569 ถือเป็นการเยือนประเทศไทยอย่างเป็นทางการครั้งแรก นับตั้งแต่เขาขึ้นเป็นผู้นำรัฐบาลทหารหลังรัฐประหารเมียนมาในปี 2564 การเยือนครั้งนี้จึงถูกจับตามองอย่างมาก โดยเฉพาะท่าทีทางการทูตของรัฐบาลไทยที่เลือกเปิดพื้นที่ต้อนรับผู้นำรัฐบาลทหารเมียนมา ขณะเดียวกัน ยังมีนัยต่อความสัมพันธ์ไทย-เมียนมา สถานการณ์การเมืองภายในเมียนมา ไปจนถึงบทบาทของไทยและท่าทีของอาเซียนต่อรัฐบาลทหารเมียนมา
วันโอวันชวน ลลิตา หาญวงษ์ อาจารย์ภาควิชาประวัติศาสตร์ คณะสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ มาพูดคุยหลังการเยือนไทยของมิน อ่อง หล่าย เพื่ออ่านความหมายของการเยือนครั้งนี้ ทั้งโจทย์ด้านเศรษฐกิจและความมั่นคง นโยบายการทูตของรัฐบาลไทย ความพยายามสร้างความชอบธรรมของรัฐบาลทหารเมียนมา ไปจนถึงคำถามว่าไทยกำลังพยายามพาเมียนมากลับเข้าสู่อาเซียนจริงหรือไม่
หมายเหตุ: เรียบเรียงเนื้อหาส่วนหนึ่งจากรายการ 101 One-on-One EP.418: ควันหลง มิน อ่อง หล่าย เยือนไทย บนเกมสร้างความชอบธรรม | ลลิตา หาญวงษ์ เผยแพร่เมื่อวันที่ 10 สิงหาคม 2569 ดำเนินรายการโดย วงศ์พันธ์ อมรินทร์เทวา

การเยือนที่ไม่ได้มีแค่เรื่องความมั่นคง
เมื่อมองการเยือนของมิน อ่อง หล่าย ลลิตาชวนให้มองเหตุการณ์นี้ในฐานะ ‘การเยือนเชิงการเมือง’ มากกว่าจะตีกรอบว่าเป็นเรื่องทางการทหาร เพราะภาพรวมของการหารือมีทั้งเรื่องการเมือง เศรษฐกิจ ความมั่นคง และการทหาร โดยเฉพาะการส่งเสริมการค้าและเพิ่มปริมาณธุรกิจระหว่างไทยกับเมียนมา
หนึ่งในภาพที่สะท้อนทิศทางดังกล่าวคือการจัด Myanmar Economic Forum ซึ่งมีสมาคมนักธุรกิจไทยในเมียนมาเป็นเจ้าภาพ และเป็นพื้นที่ที่รัฐบาลไทยต้องการแสดงให้เห็นว่าความสัมพันธ์ระหว่างสองประเทศควรเดินหน้าไปในทิศทางใด
แรงผลักสำคัญมาจากสถานการณ์การค้ากับกัมพูชาที่ชะลอตัวลงจากการสู้รบในช่วงที่ผ่านมา ทำให้รัฐบาลไทยหันมาให้ความสำคัญกับการค้าทางฝั่งตะวันตก ทางฝั่งภาคเหนือมากขึ้น โดยเฉพาะชายแดนไทย-เมียนมา ซึ่งก่อนรัฐประหารมีมูลค่าการค้าค่อนข้างสูง ทั้งผ่านจุดผ่านแดนชั่วคราวและสะพานมิตรภาพไทย-เมียนมา
ในช่วงหลายเดือนที่ผ่านมา กระทรวงการต่างประเทศและฝ่ายความมั่นคงของไทยยังพบปะกับนักธุรกิจไทยที่เข้าไปลงทุนในเมียนมา ทั้งผู้ประกอบการที่อยู่ในเมียนมาและผู้ที่ดำเนินธุรกิจจากประเทศไทย จึงทำให้ทิศทางของความสัมพันธ์รอบนี้มีลักษณะ Business Oriented ค่อนข้างชัดเจน
“การมองการเยือนของมิน อ่อง หล่ายรอบนี้ ก่อนอื่นเลยต้องมองให้เป็นการเยือนในเชิงการเมือง เพราะหลายคนยังติดภาพว่าเป็นการเยือนที่เกี่ยวข้องกับการทหารหรือเปล่า แต่ท้ายที่สุดแล้วมันเป็นประเด็นทางการเมืองพ่วงกับเศรษฐกิจเป็นหลัก”
หนึ่งในข้อตกลงสำคัญที่เกิดขึ้นคือความพยายามเปิดจุดผ่านแดนถาวรบริเวณสะพานมิตรภาพไทย-เมียนมาที่แม่สอด รวมถึงการพูดคุยถึงการเชื่อมโยงทางหลวงสามประเทศ ไทย-เมียนมา-อินเดีย หากทำได้จริงย่อมเป็นประโยชน์ทางการค้าแก่ไทยอย่างมาก
ทว่าในทางปฏิบัติ การเปิดด่านหรือการมีข้อตกลงระหว่างรัฐบาลไม่ได้หมายความว่าการค้าจะเดินหน้าได้ทันที เพราะผู้ประกอบการไทยยังต้องเผชิญข้อจำกัดจากฝั่งเมียนมาอีกหลายด้าน
ตัวอย่างหนึ่งคืออัตราแลกเปลี่ยนที่รัฐบาลและธนาคารเมียนมากำหนด ซึ่งแตกต่างจากอัตราในตลาดทั่วไป ขณะที่สินค้าบางประเภทก็ไม่สามารถนำเข้าไปได้ เพราะรัฐบาลเมียนมากังวลว่าสินค้าเหล่านั้นอาจถูกนำไปใช้ในทางทหารหรือส่งต่อให้กลุ่มชาติพันธุ์ติดอาวุธ เช่น บางด่านไม่อนุญาตให้นำเข้ารถจักรยานยนต์จากไทย
นอกจากนี้ การส่งสินค้าเข้าไปในเมียนมายังต้องผ่านขั้นตอนการขอใบอนุญาตจากส่วนกลาง และต้องมีเอกสารด้านการค้าและการนำเข้าอีกหลายขั้นตอน กระบวนการที่ใช้เวลานานยิ่งเป็นอุปสรรคสำหรับสินค้าที่เน่าเสียง่าย ทำให้สินค้าไทยจำนวนหนึ่งไม่สามารถเดินทางเข้าไปถึงพื้นที่ตอนในของเมียนมาได้อย่างเต็มที่
ผลที่เกิดขึ้นคือ แม้พื้นที่ใกล้ชายแดนอย่างรัฐกะเหรี่ยงหรือรัฐฉานยังพอมีสินค้าไทย แต่ประชาชนในพื้นที่ตอนในกลับต้องเดินทางมายังเมืองชายแดนเพื่อซื้อสินค้าไทย เพราะราคาถูกกว่า ขณะที่สินค้าที่คนเมียนมานิยมบางประเภทเริ่มขาดแคลนในย่างกุ้งและมัณฑะเลย์
ดังนั้น แม้การเปิดด่านและการเชื่อมเส้นทางการค้าจะมีศักยภาพสร้างประโยชน์ให้ไทย แต่ผลประโยชน์ที่เกิดขึ้นจริงอาจยังไม่เต็มเม็ดเต็มหน่วย หากข้อจำกัดในระดับปฏิบัติของฝั่งเมียนมายังไม่ได้รับการแก้ไข
ลลิตามองว่าประเด็นนี้เป็นสิ่งที่หน่วยงานไทยต้องทำความเข้าใจให้มากขึ้น เพราะแม้ไทยจะดำเนินการทุกอย่างตามกฎหมายและมาตรฐานของตัวเอง การทำธุรกิจกับเมียนมาก็ยังต้องเผชิญกับกฎและการตีความของอีกฝ่าย
“เราในฝั่งไทยมีมาตรฐานของเรา เราคิดว่าเราทำดีแล้ว เราคิดว่าเราใช่แล้ว แต่ว่าพอมันเป็นในฝั่งของเมียนมา เขาก็จะมีการตีความในแบบของเขา”
ข้อจำกัดเหล่านี้ทำให้ผู้ประกอบการไทยจำนวนหนึ่งรู้สึกเหนื่อยและถอดใจ ขณะเดียวกันก็ยิ่งทำให้ภาคธุรกิจต้องการให้รัฐบาลไทยเข้ามามีบทบาทในการเจรจากับรัฐบาลเมียนมา เพราะการทำธุรกิจผ่านกรอบ G2G หรือหรือการค้าระหว่าง ‘รัฐต่อรัฐ’ ทำให้ผู้ประกอบการรู้สึกว่าสามารถดำเนินการได้อย่างถูกต้องตามกฎหมายและมีรัฐบาลไทยเป็นผู้ช่วยต่อรองกับรัฐบาลเมียนมา
เมื่อปัญหาข้ามแดนไม่ใช่แค่เรื่องสิ่งแวดล้อม
นอกจากเศรษฐกิจและการค้าแล้ว การหารือระหว่างไทยกับเมียนมายังครอบคลุมปัญหายาเสพติด Scam Center และมลพิษข้ามแดน ทั้งฝุ่นและสารพิษในแม่น้ำหลายสาย ทว่าเมื่อถามว่าการพูดคุยครั้งนี้ทำให้ไทยได้ประโยชน์อย่างเป็นรูปธรรมแล้วหรือไม่ ลลิตามองว่า “ยังไม่เห็น”
กรณีแม่น้ำในภาคเหนือ ไทยและเมียนมาเพิ่งลงนามความร่วมมือและจัดตั้ง Joint Working Group (JWG) เพื่อประสานงานและตรวจสอบสารพิษในแม่น้ำ แต่กรอบดังกล่าวยังมีข้อจำกัดสำคัญ เพราะมาตรฐานการตรวจวัดสารปนเปื้อนของไทยกับเมียนมาไม่ได้เป็นมาตรฐานเดียวกัน
ที่ผ่านมา หน่วยงานไทยมีการตรวจสอบคุณภาพน้ำและพบสารปนเปื้อนในผลผลิตทางการเกษตรที่ปลูกริมแม่น้ำ ขณะที่ฝั่งเมียนมาอาจตรวจด้วยมาตรฐานของตัวเองและยืนยันว่าไม่พบการปนเปื้อน
“ตราบใดก็ตามที่มาตรฐานในการตรวจมันไม่มีความเป็นสากล คุณจะมาบอกว่าตัวเลขมันเป็นยังไงก็ได้”
ทางออกจึงไม่ควรหยุดอยู่เพียงการประชุมหรือการตั้งกลไกความร่วมมือ แต่ไทยควรสามารถเข้าไปร่วมตรวจสอบคุณภาพน้ำ รวมถึงสำรวจเหมืองแร่ในพื้นที่ที่เกี่ยวข้อง เพราะต้นตอของปัญหาหลายแห่งอยู่ในพื้นที่ซึ่งไม่ได้อยู่ภายใต้การควบคุมของรัฐบาลเมียนมาโดยตรง ในพื้นที่เหล่านี้ยังมีตัวแสดงที่ไม่ใช่รัฐเป็นเจ้าของสัมปทาน เช่น UWSA หรือกลุ่มชาติพันธุ์อื่นๆ ทำให้การแก้ปัญหาจำเป็นต้องได้รับความร่วมมือจากหลายฝ่าย ไม่ใช่เพียงรัฐบาลที่เนปิดอว์
ปัญหาสำคัญอีกด้าน คือการพูดคุยกับเมียนมาที่ผ่านมาแทบไม่มีผลผูกมัดทางกฎหมายว่า หากอีกฝ่ายไม่ปฏิบัติตามสิ่งที่ตกลงกันภายในเวลาที่กำหนด ไทยจะสามารถดำเนินมาตรการใดได้บ้าง
“ที่ผ่านมา การเจรจาการพูดคุยกับเมียนมาไม่เคยมีผลผูกมัดในทางกฎหมายเลยว่า ถ้าคุณไม่ทำตามสิ่งนี้ภายใน 90 วัน จะเกิดอะไรขึ้น เราจะมีมาตรการตอบโต้อย่างไรบ้าง”
ด้วยเหตุนี้ ปัญหาแม่น้ำจึงไม่ได้เป็นเพียงเรื่องสิ่งแวดล้อม แต่เชื่อมโยงกับโจทย์ด้านความมั่นคงที่กว้างกว่านั้น เช่นเดียวกับ Scam Center และยาเสพติด ซึ่งทั้งหมดมีรากร่วมกันคือรัฐบาลเมียนมาไม่สามารถควบคุมพื้นที่ชายแดนได้ทั้งหมด ขณะที่กลุ่มชาติพันธุ์ต้องการรายได้เพื่อสนับสนุนการดำรงอยู่และการทำสงคราม
ในกรณี Scam Center หลายแห่งอยู่ในพื้นที่ของกองกำลังที่เป็นพันธมิตรกับรัฐบาลเมียนมา เช่น DKBA และ BGF แม้รัฐบาลเมียนมาจะมีอำนาจทางทหาร แต่ก็ยังมีข้อจำกัดในการเข้าไปควบคุมพื้นที่เหล่านี้ เพราะกองทัพกำลังทำสงครามหลายด้านทั่วประเทศ
ลลิตายังตั้งข้อสังเกตว่า รัฐบาลเมียนมาเองย่อมได้รับประโยชน์จากธุรกิจเหล่านี้ในระดับหนึ่ง ทั้งค่าคุ้มครองและค่าคอมมิชชัน โดยตามแนวชายแดนไทย-เมียนมายังมี Scam Center อยู่จำนวนมาก ตั้งแต่บริเวณสะพาน 1 ลงไปถึงพื้นที่ราชบุรีและกาญจนบุรี
ส่วนยาเสพติดก็มีโครงสร้างปัญหาใกล้เคียงกัน เมื่อกลุ่มชาติพันธุ์ต้องการรายได้ โรงงานผลิตยาเสพติดจึงเกิดขึ้นในหลายพื้นที่ โดยเฉพาะบริเวณที่เป็นแหล่งผลิตยาเสพติดอยู่เดิมทางตอนเหนือและตะวันออกเฉียงเหนือของเมียนมา
“ทั้ง 3-4 เรื่องเนี่ย มันไม่ใช่ประเด็นเรื่องของสิ่งแวดล้อมหรือสิทธิมนุษยชนอะไรอย่างเดียว แต่มันเป็นประเด็นด้านความมั่นคงในองค์รวม”
ไทยต้องคุยกับกลุ่มชาติพันธุ์ ไม่ใช่เพียงรัฐบาลเนปิดอว์
เมื่อปัญหาหลายด้าน ตั้งแต่ Scam Center ไปจนถึงมลพิษข้ามแดน ล้วนเกี่ยวข้องกับกลุ่มชาติพันธุ์และกองกำลังที่อยู่นอกการควบคุมของรัฐบาลเมียนมา การพูดคุยเพื่อให้เกิดผลในทางปฏิบัติจึงหลีกเลี่ยงไม่ได้ที่จะต้องเปิดพื้นที่ให้กลุ่มเหล่านี้เข้ามามีส่วนร่วมด้วย
ลลิตามองว่า เมียนมาเป็นประเทศที่มีตัวแสดงที่ไม่ใช่รัฐ หรือ non-state actors อยู่จำนวนมาก โดยเฉพาะกลุ่มที่อยู่ตามแนวชายแดนไทย ซึ่งหลายกลุ่มมีความเข้มแข็งและสามารถควบคุมพื้นที่ขนาดใหญ่ได้
หากมองตามสภาพความเป็นจริง พื้นที่ชายแดนไทยส่วนใหญ่ไม่ได้ติดกับรัฐบาลเมียนมาโดยตรง ตั้งแต่ภาคเหนือที่มีพื้นที่ติดต่อกับกองกำลังในรัฐฉานและ UWSA ต่อมาบริเวณแม่ฮ่องสอนที่ติดกับ KNPP และพื้นที่ตั้งแต่แม่ฮ่องสอนลงมาถึงราชบุรีซึ่งมีกลุ่ม KNU, DKBA, BGF, KNLA รวมถึงกองกำลังอื่นๆ กระจายตัวอยู่
“พื้นที่ของประเทศไทยเราอยู่ติดกับชนกลุ่มน้อยเป็นหลัก”
ดังนั้น การที่ไทยพุ่งเป้าไปที่การพูดคุยแบบ G2G หรือรัฐบาลต่อรัฐบาลเพียงช่องทางเดียว โดยไม่กำหนดให้ชัดเจนว่าจะให้น้ำหนักกับ G2G และ Track 2 หรือการพูดคุยกับกลุ่มชาติพันธุ์ในสัดส่วนเท่าใด ย่อมทำให้การทำงานกับกลุ่มชาติพันธุ์ยากขึ้น
แม้การมาเยือนไทยของมิน อ่อง หล่าย จะทำให้กลุ่มชาติพันธุ์บางส่วนไม่พอใจกับท่าทีของรัฐบาลไทย ทว่าพวกเขาก็มีประวัติศาสตร์ร่วมกับไทยมายาวนาน ทั้งความสัมพันธ์กับฝ่ายความมั่นคงและความสัมพันธ์ระหว่างประชาชนสองฝั่งชายแดน จึงเข้าใจได้ว่าไทยจำเป็นต้องพูดคุยกับรัฐบาลที่เนปิดอว์เช่นกัน
แต่การพูดคุยกับกลุ่มชาติพันธุ์ไม่ควรหมายถึงเพียงการเชิญมาพบหรือพูดคุยเป็นครั้งคราว สิ่งสำคัญกว่าคือไทยต้องเข้าใจพลวัตและความต้องการของแต่ละกลุ่มอย่างจริงจัง
“คนของกระทรวงต่างประเทศไม่ควรจะมีข้ออ้างว่าชนกลุ่มน้อยมีความหลากหลายมากจนเกินไป งานยากเกินไป เพราะฉะนั้นมาโฟกัสที่เนปิดอว์อย่างเดียวดีกว่า อันนี้ไม่ควรจะเป็นข้ออ้าง”
ลลิตายังมองว่า ในสถานการณ์ปัจจุบัน งานการทูตกับงานความมั่นคงแทบจะแยกออกจากกันไม่ได้ เพราะความสัมพันธ์ระหว่างประชาชนสองฝั่งชายแดนมีมาโดยตลอด ขณะที่การค้าชายแดนกับรัฐกะเหรี่ยง รัฐมอญ และรัฐฉานก็เคยเป็นส่วนสำคัญของการค้าระหว่างไทยกับเมียนมา ก่อนจะสูญเสียไปมากหลังรัฐประหารปี 2564
Recalibrated Relationship กับโจทย์การทูตเชิงรุกของไทย
ในอีกด้านหนึ่ง การที่รัฐบาลไทยเลือกกลับมามีปฏิสัมพันธ์กับรัฐบาลทหารเมียนมาอย่างเป็นทางการสะท้อนทิศทางนโยบายต่างประเทศที่รัฐบาลประกาศไว้ นั่นคือการทำ Active Diplomacy หรือการทูตเชิงรุก และความต้องการกลับมามีบทบาทนำในอาเซียน
ลลิตาชวนย้อนกลับไปดูคำแถลงนโยบายของรัฐบาลต่อรัฐสภา ซึ่งระบุทิศทางด้านการต่างประเทศและความมั่นคงไว้อย่างชัดเจนว่า ไทยต้องมองออกไปนอกประเทศมากขึ้น ท่ามกลางระเบียบโลกที่เป็นพหุขั้ว ไม่ใช่โลกที่มีเพียงสหรัฐฯ กับจีนเป็นศูนย์กลาง
การเข้าร่วม OECD, BRICS และการรวมกลุ่มระหว่างประเทศอื่นๆ จึงเป็นส่วนหนึ่งของความพยายามดังกล่าว ขณะที่ในกรณีเมียนมา การกลับมามีปฏิสัมพันธ์กับรัฐบาลที่เนปิดอว์ก็อยู่ในกรอบเดียวกัน
คำสำคัญที่สะท้อนทิศทางนี้คือ ‘Recalibrated Relationship’ หรือความพยายามปรับความสัมพันธ์กับเมียนมาใหม่
ก่อนหน้าการเยือนของมิน อ่อง หล่ายเพียงไม่กี่สัปดาห์ รัฐมนตรีต่างประเทศของไทยยังเชิญฟิลิปปินส์ในฐานะประธานอาเซียนมาที่พัทยา และเปิดพื้นที่ให้หารือกับกลุ่มชาติพันธุ์เมียนมาหลายกลุ่ม ทั้งกลุ่มตามแนวชายแดนไทยและกลุ่มที่อยู่ห่างออกไปอย่างกลุ่มชิน
ความเคลื่อนไหวทั้งสองด้านจึงสะท้อนว่าไทยพยายามเปิดช่องทางกับทั้งรัฐบาลเมียนมาและกลุ่มชาติพันธุ์ไปพร้อมกัน เพื่อให้ตัวเองมีพื้นที่ในการขับเคลื่อนปัญหาเมียนมาในระดับภูมิภาค
อีกเหตุผลสำคัญคือไทยต้องการมีบทบาทนำในอาเซียน ขณะที่เมียนมามักส่งสัญญาณว่าจะออกจากอาเซียน หากอาเซียนกดดันหรือเข้ามามีบทบาทต่อสถานการณ์ภายในประเทศมากเกินไป
“ถ้าเราอยากจะมีบทบาทนำในอาเซียน แล้วเราได้ยินเพื่อนบ้านเราบอกมาแบบนี้ มันก็ต้องเกิดอาการว่า เฮ้ย มันไม่ได้ เราจะต้องทำทุกวิถีทางเพื่อไม่ให้มันเกิดแนวคิดแบบนี้เกิดขึ้น”
อย่างไรก็ตาม ลลิตาย้ำว่าการพูดคุยกับรัฐบาลเมียนมาไม่ได้หมายความว่าไทยเห็นด้วยกับทุกสิ่งที่รัฐบาลทหารทำ เหตุผลที่ไทยยังต้องรักษาช่องทางพูดคุยไว้เป็นเพราะปัญหาหลายอย่างส่งผลกระทบต่อไทยโดยตรง และไม่สามารถแก้ไขได้หากไม่มีการพูดคุยกับผู้มีอำนาจตัดสินใจที่เนปิดอว์
ตัวอย่างชัดเจนคือการโจมตีทางอากาศตามแนวชายแดน หากเครื่องบินของรัฐบาลเมียนมายังคงทิ้งระเบิดในพื้นที่ใกล้แม่สอด พบพระ และท่าสองยาง ประชาชนไทยก็ได้รับผลกระทบ และจะเกิดการเคลื่อนย้ายผู้พลัดถิ่นเข้ามาในประเทศไทย
“ตราบใดก็ตามที่มันยังมีเครื่องบินของรัฐบาลเมียนมาบินวนมาแถบนี้ ประชาชนเราได้รับความเดือดร้อน มีการทิ้งระเบิด ก็จะมีผู้อพยพเข้ามาในประเทศไทยเรื่อยๆ”
ดังนั้น การที่ไทยต้องคุยกับเนปิดอว์จึงเป็นเรื่องที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ ทว่าในขณะเดียวกัน การต้อนรับมิน อ่อง หล่ายอย่างเป็นทางการก็สะท้อนว่ารัฐบาลไทยตีความสถานะของรัฐบาลเมียนมาชุดนี้แตกต่างจากฝ่ายที่ไม่ยอมรับความชอบธรรมของรัฐบาลทหาร
ลลิตามองว่า ในทางปฏิบัติ รัฐบาลไทยให้ความสำคัญกับการที่รัฐบาลเมียนมาสามารถควบคุมพื้นที่และกองทัพได้มากกว่าคำถามเรื่องที่มาของอำนาจ
“รัฐบาลไทยตีความว่ารัฐบาลเมียนมาชุดนี้เป็นรัฐบาลที่ชอบธรรม”
เมื่อไทยมองมิน อ่อง หล่ายในฐานะ Head of State การต้อนรับจึงต้องสอดคล้องกับสถานะดังกล่าว แต่การต้อนรับอย่างสมเกียรติไม่ได้แปลว่ารัฐบาลเมียนมาจะให้ความร่วมมือกับไทยในทุกเรื่อง สิ่งสำคัญคือการต้องมีหลักประกันหรือข้อตกลงที่ทำให้สิ่งที่พูดคุยกันนำไปสู่การแก้ปัญหาจริง
“มันต้องไม่ใช่แค่คำมั่นสัญญาธรรมดาว่าฉันจะช่วย ฉันจะทำ มันจะต้องนำไปสู่การแก้ไขปัญหา”
ด้วยเหตุนี้ ลลิตาจึงยังไม่รีบตัดสินว่าการเยือนของมิน อ่อง หล่ายเป็นผลดีหรือผลเสียต่อการทูตไทย เพราะสิ่งสำคัญคือผลลัพธ์หลังจากการเยือน ว่ารัฐบาลเมียนมาจะนำข้อเรียกร้องของไทยไปดำเนินการจริงหรือไม่
ที่ผ่านมา หน่วยงานไทยเคยส่งหนังสือประท้วงไปยังรัฐบาลเมียนมาหลายสิบฉบับจากปัญหาตามแนวชายแดน แต่ไม่ได้รับการตอบรับอย่างเป็นรูปธรรม การพูดคุยครั้งนี้จึงจำเป็นต้องมี ‘Plan B’ ควบคู่ไปด้วย
“การพูดคุยกับเมียนมาเนี่ย 1.ต้องมีแพลน B เสมอ 2.ต้องรู้เท่าทัน แล้วก็รู้ว่านิสัยใจคอของเขาเป็นยังไง แล้วมันจะพอคุยได้ แล้วรู้ว่าจุดอ่อนของเขาคืออะไร”
หากไทยเพียงนำข้อเสนอไปยื่นให้อีกฝ่ายว่าจะทำก็ได้ ไม่ทำก็ได้ การเจรจาก็ยากที่จะสร้างผลลัพธ์ที่เป็นรูปธรรม
เมียนมายังไม่กลับสู่อาเซียนง่ายๆ
สำหรับความพยายามของไทยที่จะพาเมียนมากลับเข้ามาใกล้อาเซียนมากขึ้น ลลิตามองว่ายังไม่ควรตีความว่าการเยือนไทยของมิน อ่อง หล่ายเป็นสัญญาณว่าเมียนมากำลังกลับเข้าสู่อาเซียน
เหตุผลสำคัญคือในช่วงเดียวกัน รัฐบาลเมียนมาเพิ่งประกาศไม่ยอมรับ Five-Point Consensus หรือฉันทมติ 5 ข้อของอาเซียน และประกาศไม่ต้องการให้อาเซียนเข้ามาแทรกแซงกิจการภายในประเทศ นอกจากนี้ยังระบุว่าไม่จำเป็นต้องมี Special Envoy ของอาเซียนอีกต่อไป เพราะสถานการณ์ภายในประเทศกลับเข้าสู่ภาวะปกติแล้วตามการตีความของรัฐบาลเมียนมา
ท่าทีเช่นนี้จึงสวนทางกับความพยายามของไทยที่จะทำหน้าที่เป็น facilitator หรือผู้ประสานให้อาเซียนกลับมาเชื่อมสัมพันธ์กับเมียนมา และนำเมียนมากลับเข้าสู่กระบวนการสันติภาพและการปรองดอง
อีกประเด็นที่ต้องจับตาคือบทบาทของประธานอาเซียนที่จะเปลี่ยนไปในปีถัดไป จากฟิลิปปินส์มาเป็นสิงคโปร์ เพราะท่าทีของสิงคโปร์ต่อเมียนมาแตกต่างจากฟิลิปปินส์ และอาจทำให้พื้นที่ที่ไทยสามารถขับเคลื่อนเรื่องเมียนมาในฐานะประธานอาเซียนเปลี่ยนไปด้วย
อย่างไรก็ตาม การที่เมียนมาส่งสัญญาณแข็งกร้าวต่ออาเซียนไม่ได้หมายความว่าเมียนมาไม่ต้องการอาเซียนเสียทีเดียว ลลิตามองว่าเมียนมายังคงต้องการอยู่กับอาเซียน เพียงแต่ต้องการอยู่ในสถานะที่ไม่ได้เป็นฝ่ายถูกตำหนิหรือถูกกดดันเพียงอย่างเดียว
“ฟันธงนะคะ เมียนมายังไงก็ต้องการอยู่กับอาเซียนค่ะ แต่เขาต้องการอยู่อาเซียนแบบคุ้ม”
รัฐบาลเมียนมาต้องการให้อาเซียนรับรู้ว่าตัวเองกำลังพยายามกลับเข้าสู่ประชาธิปไตย มีการเลือกตั้ง มีผู้นำชุดใหม่ และมีความเคลื่อนไหวบางอย่างที่พยายามแสดงให้เห็นว่าประเทศกำลังกลับเข้าสู่ภาวะปกติ พร้อมกันนั้นก็ไม่ต้องการให้อาเซียนเข้ามากำหนดว่าต้องดำเนินการอย่างไร
มิน อ่อง หล่ายยังไม่ได้มีชัยเหนือฝ่ายต่อต้าน
เมื่อมิน อ่อง หล่ายเดินทางเยือนหลายประเทศ ทั้งลาว อินเดีย จีน และไทย พร้อมได้รับการต้อนรับในระดับผู้นำ ย่อมเกิดคำถามว่าการเดินสายดังกล่าวกำลังช่วยสร้างความชอบธรรมให้รัฐบาลทหารเมียนมามากขึ้นหรือไม่
ลลิตามองว่ายังเร็วเกินไปที่จะบอกว่าฝ่ายรัฐบาลทหารมีชัยเหนือฝ่ายต่อต้าน เพราะแม้จะได้รับการต้อนรับจากประเทศต่างๆ มากขึ้น แต่รัฐบาลเมียนมายังไม่สามารถควบคุมพื้นที่ทั่วประเทศได้อย่างเบ็ดเสร็จ
บางพื้นที่ เช่น เขตอิทธิพลของว้า รัฐบาลทหารแทบไม่ได้เข้าไปควบคุม และเกิดสภาวะที่แต่ละฝ่ายต่างแบ่งปันผลประโยชน์และรักษาพื้นที่ของตัวเอง
ในระยะต่อไป กองทัพเมียนมายังคงพยายามยึดฐานและพื้นที่ยุทธศาสตร์กลับคืนจากกลุ่มชาติพันธุ์ ขณะที่กลุ่มชาติพันธุ์เองก็ยังควบคุมพื้นที่และจุดยุทธศาสตร์สำคัญได้ จึงมีแนวโน้มที่จะเกิดภาวะดึงกันไปดึงกันมาต่อไป
“สภาวะสงคราม แล้วก็สภาวะยักแง่ยักงันแบบนี้มันจะยังมีอยู่ต่อไป”
ลลิตามองว่า แม้การหยุดยิงอาจช่วยลดความรุนแรงในบางพื้นที่ แต่การหยุดยิงทั่วไปหรือ Nationwide Ceasefire Agreement เพียงอย่างเดียวไม่ใช่คำตอบที่จะนำไปสู่สันติภาพที่ยั่งยืน เพราะการหยุดยิงที่ผ่านมาเป็นเพียงการหยุดยิงกับบางกลุ่ม และหลายครั้งก็เป็นเพียงการหยุดยิงชั่วคราว เมื่อความสัมพันธ์กลับมาไม่ลงรอยกัน การสู้รบก็เกิดขึ้นอีกครั้ง
นี่เป็นวงจรที่เกิดขึ้นในเมียนมามานานหลายทศวรรษ และยังไม่มีสัญญาณชัดเจนว่าจะสิ้นสุดลงในเร็ววัน
เมื่อถามถึงโอกาสที่กองทัพเมียนมาจะเกิดการเปลี่ยนแปลงจากภายใน ลลิตายกกรณีอินโดนีเซียในช่วงปี 1997-1998 ซึ่งการล่มสลายของระเบียบ New Order ภายใต้ซูฮาร์โตเกิดขึ้นจากทั้งแรงกดดันทางเศรษฐกิจจากภายนอกและแรงกระเพื่อมภายในกองทัพเอง
แต่ในกรณีเมียนมา เธอยังไม่เห็นสัญญาณว่าคนในกองทัพมองว่าถึงเวลาต้องเปลี่ยนแปลง เพราะกองทัพยังมีผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจจำนวนมหาศาลผ่านบริษัทและธุรกิจต่างๆ
ดังนั้น การประเมินอนาคตของเมียนมาจึงไม่สามารถมองจากสงครามหรือการเมืองเพียงด้านเดียว แต่ต้องพิจารณาทั้งเศรษฐกิจ การเมือง สังคม รวมถึงพลวัตและทัศนคติของคนในกองทัพและสังคมเมียนมาร่วมกัน
“การประเมินสถานการณ์ในเมียนมาในระยะยาว มันจะต้อง based on ทั้งเรื่องเศรษฐกิจ เรื่องการเมือง แล้วก็เรื่องสังคม แล้วก็นิสัยใจคอของคนเมียนมาด้วย”
การทูตไทย การเมืองเมียนมา ความมั่นคง ชายแดนไทย-เมียนมา มิน อ่อง หล่าย รัฐบาลทหารเมียนมา รัฐประหารเมียนมา ลลิตา หาญวงษ์ อาเซียน เมียนมา ไทย-เมียนมา