งานวิจัยชี้! จุดเด่นของพ่อแม่ ส่งผลต่อความฉลาดเฉพาะด้านของลูก | theAsianparent Thailand

Published on 14 ส.ค. 2026

หลายบ้านอาจเคยสงสัยว่า จุดเด่นของพ่อแม่ อย่างความจำดี คิดเร็ว หรือระดับการศึกษา จะส่งต่อไปถึงลูกได้จริงหรือไม่ ล่าสุดมีงานวิจัยจากมหาวิทยาลัย Sapienza แห่งกรุงโรม ประเทศอิตาลี ที่ตีพิมพ์ในวารสาร Journal of Intelligence เมื่อต้นปี 2025 ได้ศึกษาเรื่องนี้อย่างจริงจังในกลุ่มเด็กปัญญาเลิศ (gifted children) และพบว่าจุดเด่นของพ่อแม่แต่ละด้านไม่ได้ส่งผลต่อ “ความฉลาดโดยรวม” ของลูกเพียงอย่างเดียว แต่เชื่อมโยงกับทักษะทางสมองเฉพาะจุดที่แตกต่างกันไปค่ะ

สารบัญ

สรุปสั้นๆ

งานวิจัยจากมหาวิทยาลัย Sapienza กรุงโรม (ตีพิมพ์ในวารสาร Journal of Intelligence เดือนมกราคม 2025) ศึกษาเด็กปัญญาเลิศ 65 คน อายุ 6-14 ปี ร่วมกับพ่อแม่ พบว่าจุดเด่นของพ่อแม่แต่ละด้านเชื่อมโยงกับทักษะสมองเฉพาะจุดของลูก ไม่ใช่ความฉลาดโดยรวม โดยความเร็วในการประมวลผลของแม่สัมพันธ์กับความเร็วในการคิดของลูกชัดเจนที่สุด ส่วนความจำระยะสั้นของพ่อสัมพันธ์กับความจำขณะทำงานของลูก ขณะที่การศึกษาของแม่และความมีระเบียบวินัยของแม่เชื่อมโยงกับทักษะการให้เหตุผลเชิงการรับรู้ของลูก

FAQ: คำถามที่คุณแม่ถามบ่อย

Q: จุดเด่นของพ่อแม่ถ่ายทอดไปสู่ลูกได้จริงหรือไม่

A: มีความเชื่อมโยงจริง แต่เป็นความเชื่อมโยงเฉพาะจุด ไม่ใช่ภาพรวมทั้งหมด เช่น แม่ที่คิดเร็วมักมีลูกที่ประมวลผลข้อมูลได้เร็วตามไปด้วย แต่ไม่ได้แปลว่าลูกจะเก่งทุกด้านเหมือนพ่อแม่

Q: ความจำของพ่อเกี่ยวข้องกับลูกอย่างไร

A: งานวิจัยพบว่าความจำระยะสั้นของพ่อเป็นตัวทำนายที่ชัดเจนที่สุดของความจำขณะทำงาน (Working Memory) ของลูก ทั้งในการวิเคราะห์แบบพื้นฐานและแบบซับซ้อน

Q: บุคลิกภาพของพ่อแม่ส่งผลต่อความฉลาดลูกด้วยหรือไม่

A: มีผลอยู่บ้าง แต่น้อยกว่าปัจจัยด้านความสามารถทางสมองและการศึกษา โดยเฉพาะความมีระเบียบวินัย (conscientiousness) ของแม่ที่พบว่าเชื่อมโยงกับทักษะการให้เหตุผลเชิงการรับรู้ของลูก

Q: พ่อแม่ควรทำอย่างไรเพื่อส่งเสริมพัฒนาการสมองของลูกในชีวิตประจำวัน

A: ควรสร้างสภาพแวดล้อมที่กระตุ้นการเรียนรู้ พูดคุยด้วยภาษาที่หลากหลาย อ่านหนังสือร่วมกัน และเปิดโอกาสให้ลูกได้ฝึกคิดวิเคราะห์ตามวัย เพราะสภาพแวดล้อมมีส่วนสำคัญไม่แพ้พันธุกรรม

งานวิจัยนี้ศึกษาอะไร และศึกษาอย่างไร

ทีมวิจัยจากภาควิชาจิตวิทยาคลินิกและพัฒนาการ มหาวิทยาลัย Sapienza กรุงโรม นำโดย Lina Pezzuti และคณะ ได้ศึกษาเด็กปัญญาเลิศจำนวน 65 คน (เด็กหญิง 21 คน เด็กชาย 44 คน) อายุระหว่าง 6-14 ปี ซึ่งมีระดับ IQ ตั้งแต่ 120 ขึ้นไป เพื่อศึกษาว่า “จุดแข็งของพ่อแม่” กับ “จุดแข็งของลูก” เชื่อมโยงกันจริงไหม 

แบบทดสอบของเด็ก

ให้เด็ก ๆ อายุ 6-14 ปี ทำแบบทดสอบวัดความฉลาดที่นิยมใช้กับเด็กมากที่สุดฉบับหนึ่ง เรียกว่า WISC-IV ซึ่งแบ่งเป็น 4 ด้านย่อยนั่นคือ

  • ด้านภาษา เข้าใจคำศัพท์ เล่าเรื่อง สื่อสารเก่งแค่ไหน
  • ด้านการมองภาพและเหตุผล ต่อจิ๊กซอว์ มองรูปแบบ หาความสัมพันธ์ของสิ่งต่าง ๆ
  • ด้านความจำขณะทำงาน จำและจัดการข้อมูลหลายอย่างพร้อมกันได้ดีแค่ไหน
  • ด้านความเร็วในการคิด ตัดสินใจและทำงานง่าย ๆ ได้เร็วแค่ไหน

แบบทดสอบของพ่อแม่

ให้พ่อแม่ทำแบบทดสอบความฉลาดฉบับผู้ใหญ่ที่ชื่อ WAIS-IV ซึ่งในงานวิจัยนี้แบ่งความฉลาดออกเป็น 5 ด้าน และให้ตอบแบบสอบถามนิสัยใจคอเพิ่มอีก 5 ด้าน

จากนั้นนักวิจัยจึงนำผลของพ่อแม่กับผลของลูกมาเทียบกันทีละด้านว่ามีด้านไหนที่ เชื่อมโยงกันบ้าง

จุดเด่นของพ่อแม่

จุดเด่นของพ่อแม่ ด้านไหน เชื่อมโยงกับทักษะลูกด้านไหนบ้าง

ผลที่ออกมาชี้ให้เห็นว่า จุดเด่นของพ่อแม่ ไม่ได้ส่งต่อไปให้ลูกฉลาดขึ้นทุกด้านพร้อมกัน แต่เหมือนส่งต่อกันเป็นด้าน ๆ อย่างเฉพาะเจาะจงมากกว่า ลองดูตารางสรุปแบบเข้าใจง่ายด้านล่างนี้ค่ะ

จุดเด่นของพ่อหรือแม่

ทักษะของลูก

ผลวิจัยชัดแค่ไหน

แม่คิด-ตัดสินใจเร็ว ลูกก็มักประมวลผล-ตัดสินใจเร็วตาม ชัดเจนที่สุดในงานวิจัยนี้
พ่อความจำดี จำรายละเอียดเก่ง ลูกก็มักจำและจัดการข้อมูลหลายอย่างพร้อมกันได้ดี ชัดเจน พบซ้ำในทุกรูปแบบการวิเคราะห์
แม่เรียนจบสูง ลูกมักเก่งเรื่องมองภาพ-หาเหตุผลเชิงรูปแบบ ชัดเจนในภาพรวม
แม่เป็นคนมีระเบียบ ละเอียด รอบคอบ ลูกก็มักเก่งเรื่องมองภาพ-หาเหตุผลเชิงรูปแบบเช่นกัน มีผล แต่เบากว่าปัจจัยด้านความคิดและการศึกษา
แม่เก่งเรื่องเหตุผลและเรียนจบสูง อาจเกี่ยวกับความเข้าใจภาษาของลูก เห็นแววตอนแรก แต่ไม่คงที่เมื่อดูปัจจัยอื่นร่วมด้วย

สรุปสั้น ๆ  “แม่คิดเร็ว ลูกก็มักคิดเร็ว” และ “พ่อจำแม่น ลูกก็มักจำแม่น” สองข้อนี้คือสิ่งที่งานวิจัยเห็นชัดเจนที่สุด ส่วนเรื่องนิสัยใจคอของพ่อแม่ก็มีผลอยู่บ้างจริง แต่เบากว่าเรื่องความสามารถทางสมองและการศึกษาค่อนข้างมากค่ะ

ทำไมความสามารถของแม่และพ่อจึงส่งผลต่อลูกคนละด้าน

นักวิจัยอธิบายว่าความแตกต่างระหว่างอิทธิพลของแม่และพ่อนี้อาจเกิดจากทั้งปัจจัยทางพันธุกรรมและปัจจัยด้านสิ่งแวดล้อมร่วมกัน โดยงานวิจัยพื้นฐานที่ทีมนี้อ้างอิงระบุว่า ความแปรปรวนของเชาวน์ปัญญามนุษย์โดยประมาณครึ่งหนึ่งมาจากปัจจัยทางพันธุกรรม ส่วนอีกราวหนึ่งในสามอธิบายได้ด้วยสภาพแวดล้อมที่ครอบครัวเดียวกันมีร่วมกัน เช่น รูปแบบการเลี้ยงดูและการกระตุ้นพัฒนาการ

ในแง่บทบาทของแม่ งานวิจัยชี้ว่าแม่มักเป็นผู้ดูแลหลักและใช้เวลากับลูกมากกว่า จึงมีอิทธิพลต่อสภาพแวดล้อมการเรียนรู้ของลูกในหลายด้าน โดยเฉพาะแม่ที่มีการศึกษาสูงมักพูดคุยกับลูกด้วยคำศัพท์ที่หลากหลายกว่า ให้เหตุผลต่อเนื่องมากกว่า และจัดหาหนังสือหรือกิจกรรมกระตุ้นพัฒนาการให้ลูกมากกว่า ขณะที่ความจำระยะสั้นของพ่อที่เชื่อมโยงกับความจำขณะทำงานของลูก สอดคล้องกับงานวิจัยก่อนหน้านี้ที่พบรูปแบบคล้ายกันในการทดสอบความจำแบบตัวเลข ซึ่งอาจสะท้อนการถ่ายทอดทางพันธุกรรมที่มีลักษณะเฉพาะตามเพศของพ่อแม่

อย่างไรก็ตาม นักวิจัยเน้นย้ำว่าผลการศึกษานี้เป็นเพียง “ความเชื่อมโยง” ไม่ใช่ “ความเป็นเหตุเป็นผลโดยตรง” และยังต้องการการศึกษาระยะยาวเพิ่มเติมเพื่อยืนยันกลไกที่แท้จริงเบื้องหลังความสัมพันธ์เหล่านี้

เด็กปัญญาเลิศวัดจากอะไร

ในทางจิตวิทยา เด็กที่มีระดับ IQ ตั้งแต่ 130 ขึ้นไปมักถูกจัดว่าอยู่ในกลุ่มปัญญาเลิศตามเกณฑ์มาตรฐาน แต่นักวิชาการหลายท่านเสนอว่าเด็กที่มี IQ ตั้งแต่ 120 ขึ้นไปก็ถือว่ามีศักยภาพโดดเด่นเช่นกัน ซึ่งเป็นเกณฑ์ที่งานวิจัยชิ้นนี้เลือกใช้ในการคัดเลือกกลุ่มตัวอย่าง

โรงพยาบาลพระรามเก้าให้ข้อมูลว่า IQ เป็นความสามารถที่มีมาแต่กำเนิดโดยถ่ายทอดจากพันธุกรรมของพ่อแม่ส่วนหนึ่ง แต่ก็สามารถพัฒนาต่อยอดได้ด้วยการเลี้ยงดูและสิ่งแวดล้อมที่เหมาะสม ซึ่งสอดคล้องกับผลงานวิจัยจาก Sapienza ที่ชี้ว่าปัจจัยทางพันธุกรรมและสิ่งแวดล้อมทำงานร่วมกันเสมอ ไม่ใช่ปัจจัยใดปัจจัยหนึ่งเพียงอย่างเดียว

สัญญาณที่อาจบ่งบอกว่าลูกมีความสามารถโดดเด่น

องค์กร Raising Children Network จากออสเตรเลียให้ข้อมูลว่าความสามารถโดดเด่นตามธรรมชาติมักปรากฏให้เห็นตั้งแต่วัยอนุบาลหรือช่วงต้นของประถมศึกษา และสามารถเกิดขึ้นได้ในเด็กทุกวัฒนธรรมและทุกภูมิหลังครอบครัว โดยสัญญาณที่พบบ่อย เช่น

Checklist: สัญญาณที่ควรสังเกต

  • เรียนรู้การอ่านหรือการนับเลขได้เร็วกว่าเด็กวัยเดียวกันอย่างชัดเจน
  • ถามคำถามเชิงลึกที่มักพบในเด็กโตกว่าวัย
  • มีคลังคำศัพท์กว้างขวางและใช้ภาษาซับซ้อนตั้งแต่อายุยังน้อย
  • มีความอยากรู้อยากเห็นสูงมากและจดจ่อกับสิ่งที่สนใจได้นาน
  • แสดงความเข้าใจตัวเลขหรือรูปแบบต่าง ๆ ได้ก่อนเข้าเรียนอย่างเป็นทางการ

ทั้งนี้ American Academy of Pediatrics ผ่านเว็บไซต์ HealthyChildren.org ระบุว่าสิ่งที่โรงเรียนและครอบครัวควรจัดให้เด็กกลุ่มนี้ ไม่ใช่การเรียนเนื้อหาที่แตกต่างจากเด็กทั่วไปโดยสิ้นเชิง แต่คือการเรียนในจังหวะที่เร็วขึ้นและเนื้อหาที่มีความลึกและกว้างมากขึ้นให้เหมาะกับศักยภาพของเด็กแต่ละคน

จุดเด่นของพ่อแม่

พ่อแม่ควรพาลูกไปประเมินความสามารถทางสติปัญญาเมื่อไหร่

หากสังเกตว่าลูกมีสัญญาณความสามารถโดดเด่นตามที่กล่าวมาข้างต้นอย่างต่อเนื่อง หรือครูประจำชั้นสังเกตเห็นความแตกต่างชัดเจนเมื่อเทียบกับเพื่อนวัยเดียวกัน พ่อแม่สามารถปรึกษากุมารแพทย์ด้านพัฒนาการ นักจิตวิทยาเด็ก หรือสถาบันที่ให้บริการประเมินสติปัญญาอย่างเป็นทางการ เพื่อวางแผนการส่งเสริมพัฒนาการที่เหมาะสมกับจุดแข็งของลูกแต่ละคน โดยเฉพาะหากพบร่วมกับพฤติกรรมอื่น เช่น ความเบื่อหน่ายในห้องเรียนอย่างต่อเนื่อง ปัญหาการเข้าสังคมกับเพื่อนวัยเดียวกัน หรือความรู้สึกกดดันจากความคาดหวังของตัวเองสูงเกินไป เพราะเด็กที่มีความสามารถโดดเด่นบางคนอาจต้องการการดูแลด้านอารมณ์ควบคู่ไปกับการส่งเสริมด้านวิชาการด้วยค่ะ

บทความจากพันธมิตร

พ่อแม่ทำอะไรได้บ้างเพื่อส่งเสริมพัฒนาการสมองของลูกในแต่ละด้าน

แม้จุดเด่นบางส่วนจะมาจากพันธุกรรม แต่สภาพแวดล้อมในบ้านก็มีบทบาทสำคัญไม่แพ้กัน ต่อไปนี้คือแนวทางที่พ่อแม่นำไปปรับใช้ได้จริงตามด้านความสามารถต่าง ๆ

  • ส่งเสริมความเข้าใจภาษา: พูดคุยกับลูกด้วยคำศัพท์หลากหลาย อ่านนิทานร่วมกันทุกวัน และชวนลูกอธิบายความคิดของตัวเองเป็นประโยคที่สมบูรณ์
  • ส่งเสริมการให้เหตุผลเชิงการรับรู้: เล่นเกมต่อบล็อก จิ๊กซอว์ หรือเกมที่ต้องสังเกตรูปแบบและความสัมพันธ์ของภาพ
  • ส่งเสริมความจำขณะทำงาน: ฝึกให้ลูกทำตามคำสั่งหลายขั้นตอนต่อเนื่องกัน หรือเล่นเกมจดจำลำดับตัวเลข
  • ส่งเสริมความเร็วในการประมวลผล: ให้ลูกฝึกทำกิจกรรมที่ต้องตัดสินใจเร็วภายใต้กติกาชัดเจน เช่น เกมจับคู่ภาพ หรือเกมตอบคำถามจับเวลาที่เหมาะกับวัย
  • สร้างสภาพแวดล้อมที่กระตุ้นการเรียนรู้โดยรวม: จัดหาหนังสือและสื่อการเรียนรู้ที่หลากหลาย ให้เวลาคุณภาพกับลูกสม่ำเสมอ และเปิดโอกาสให้ลูกได้ลองผิดลองถูกด้วยตัวเอง

สรุปอีกครั้ง จุดเด่นของพ่อแม่ ไม่ได้ส่งผลต่อความฉลาดของลูกแบบเหมารวมทั้งหมด แต่เชื่อมโยงกับทักษะเฉพาะจุดที่แตกต่างกัน โดยความเร็วในการคิดของแม่มักเชื่อมโยงกับความเร็วในการประมวลผลของลูก ความจำของพ่อเชื่อมโยงกับความจำขณะทำงานของลูก ส่วนการศึกษาและความมีระเบียบวินัยของแม่เชื่อมโยงกับทักษะการให้เหตุผลเชิงการรับรู้ หากลูกของคุณแม่แสดงสัญญาณความสามารถโดดเด่นตั้งแต่วัยอนุบาลหรือประถมต้น ควรสังเกตต่อเนื่องและปรึกษาผู้เชี่ยวชาญเพื่อประเมินอย่างเป็นทางการ ที่สำคัญไม่ว่าลูกจะมีจุดเด่นด้านใด สภาพแวดล้อมที่อบอุ่นและกระตุ้นการเรียนรู้อย่างเหมาะสมจากพ่อแม่ยังคงเป็นปัจจัยสำคัญที่ช่วยให้ศักยภาพของลูกเติบโตได้เต็มที่ค่ะ

บทความอื่นๆ ที่น่าสนใจ

5R เคล็ดลับสร้างลูกฉลาด บ่มเพาะทักษะและความฉลาดให้ลูกง่ายๆ เริ่มได้ที่บ้าน

พ่อจ๋าจับท้องหน่อย! วิจัยเผย พ่อลูบท้องแม่บ่อย ๆ ช่วยให้ลูกฉลาด ตั้งแต่ในท้อง!

7 สิ่งที่ลูกมักได้จากพ่อ พันธุกรรมนี้พ่อให้มาล้วนๆ เช็กเลย!

แหล่งอ้างอิง

  1. Pezzuti, L., Farese, M., Dawe, J., & Lauriola, M. (2025). The Role of Parental Education, Intelligence, and Personality on the Cognitive Abilities of Gifted Children, Journal of Intelligence, 13(2), 12. MDPI
  2. Specific parental traits are linked to distinct cognitive skills in gifted children. PsyPost
  3. Gifted and talented children & teenagers. Raising Children Network (Australia)
  4. Gifted children: identifying abilities. Raising Children Network (Australia)
  5. Academically Gifted Children. HealthyChildren.org, American Academy of Pediatrics (AAP)
  6. The Genetics of Intelligence. PMC, National Institutes of Health (NIH)
  7. ไอคิว (IQ). โรงพยาบาลพระรามเก้า

บทความอัปเดตล่าสุด สิงหาคม 2569

มีข้อสงสัยเรื่องการตั้งครรภ์ หรือมีคำถามเรื่องการเลี้ยงลูกหรือเปล่าคะ? ติดตามอ่านบทความ หรือสอบถามสิ่งที่คุณอยากรู้ผ่านแอปของเราได้เลย ดาวน์โหลด theAsianparent แอปพลิเคชัน ทั้ง IOS และ Android ได้แล้ววันนี้!