
สยองผีญี่ปุ่น : เมื่อจิ้งจอกเข้าสิงมนุษย์ (Kitsune Tsuki Yokai)
บทความโดย : หรูอี้ www.marumura.com
คิตสึเนะสึกิ (狐憑き) แปลตรงตัวว่า “การถูกจิ้งจอกเข้าสิง” เป็นหนึ่งในความเชื่อเรื่องการถูกวิญญาณเข้าสิงที่มีชื่อเสียงที่สุดของญี่ปุ่น โดยคำว่า คิตสึเนะ หมายถึง “จิ้งจอก” ส่วน สึกิ ซึ่งเขียนด้วยอักษร 憑 หมายถึงการถูกวิญญาณหรือสิ่งเหนือธรรมชาติเข้าครอบงำ ความเชื่อนี้ไม่ได้เกิดขึ้นอย่างโดดเดี่ยว แต่มีรากฐานอยู่บนความสัมพันธ์อันซับซ้อนระหว่างจิ้งจอกกับศาสนาและความเชื่อพื้นบ้านของญี่ปุ่นมาอย่างยาวนาน ในวัฒนธรรมญี่ปุ่น จิ้งจอกไม่ได้มีสถานะเป็นเพียงสัตว์ป่า หากยังเป็นสัตว์ที่มีพลังเหนือธรรมชาติ สามารถแปลงร่างเป็นมนุษย์ หลอกลวงผู้คน และติดต่อกับโลกของวิญญาณได้ ขณะเดียวกันจิ้งจอกยังมีความเกี่ยวข้องอย่างใกล้ชิดกับ อินาริ (稲荷) เทพหรือคามิที่เกี่ยวข้องกับข้าว ความอุดมสมบูรณ์ และความเจริญรุ่งเรือง จึงทำให้จิ้งจอกมีทั้งภาพลักษณ์ของผู้พิทักษ์และสิ่งที่ควรหวาดระแวงอยู่พร้อมกัน ความเชื่อเรื่องคิตสึเนะสึกิสามารถย้อนรอยได้ถึงวรรณกรรมญี่ปุ่นยุคโบราณ โดยมีหลักฐานของเรื่องราวเกี่ยวกับจิ้งจอกและการเข้าสิงปรากฏตั้งแต่ยุคเฮอัน รวมถึงใน เก็นจิโมโนงาตาริ หรือ ตำนานเก็นจิ ของมุราซากิ ชิกิบุ ต่อมาเรื่องคิตสึเนะสึกิยังปรากฏในศิลปะการแสดง เช่น โนและเคียวเง็น และค่อยๆ กลายเป็นส่วนหนึ่งของความเชื่อเกี่ยวกับการเจ็บป่วยและความผิดปกติของมนุษย์ ด้วยเหตุนี้ “การถูกจิ้งจอกเข้าสิง” จึงควรเข้าใจว่าเป็นมากกว่าตำนานเกี่ยวกับโยไค เพราะมันสะท้อนวิธีที่คนญี่ปุ่นในอดีตพยายามอธิบายเหตุการณ์ที่ไม่สามารถเข้าใจได้ ทั้งอาการทางจิต พฤติกรรมผิดปกติ ความเจ็บป่วย โชคร้าย และความขัดแย้งภายในครอบครัว ผ่านภาษาของสิ่งเหนือธรรมชาติ

ตามตำนานพื้นบ้าน คิตสึเนะสามารถเข้าสิงมนุษย์ได้หลายลักษณะ และอาการของผู้ถูกสิงอาจรุนแรงจนทำให้คนรอบข้างเชื่อว่าผู้ป่วยได้กลายเป็น “อีกคนหนึ่ง” บางเรื่องเล่าว่าผู้ถูกสิงจะมีใบหน้าและสีหน้าเปลี่ยนไปจนดูคล้ายจิ้งจอก ฟันอาจดูแหลมขึ้น หรือมีพฤติกรรมที่แตกต่างจากบุคลิกเดิมอย่างชัดเจน บางคนถูกกล่าวว่าสามารถพูดด้วยน้ำเสียงที่ไม่ใช่ของตนเอง หรือพูดและอ่านภาษาที่ไม่เคยเรียนมาก่อน ราวกับความรู้เหล่านั้นมาจากวิญญาณที่อยู่ภายในร่างกาย ในตำนานบางพื้นที่ ผู้ถูกคิตสึเนะสิงอาจร้องหรือส่งเสียงคล้ายจิ้งจอก วิ่งไปตามถนนอย่างควบคุมตัวเองไม่ได้ หรือแสดงอาการคลุ้มคลั่งและหวาดระแวงอย่างรุนแรง นอกจากนี้ยังมีความเชื่อเกี่ยวกับ “สัญญาณ” ของการถูกสิง เช่น ความอยากกินเต้าหู้ทอดหรืออาหารที่เกี่ยวข้องกับจิ้งจอกอย่างผิดปกติ ความกลัวสุนัขอย่างรุนแรง หรือการมีก้อนบางอย่างเคลื่อนที่ไปตามร่างกาย ซึ่งเชื่อว่าเป็นที่อยู่ของวิญญาณจิ้งจอก อย่างไรก็ตาม รายละเอียดเหล่านี้แตกต่างกันไปตามพื้นที่และยุคสมัย จึงไม่ควรถือว่าเป็นกฎตายตัวของคติชนญี่ปุ่นทั้งหมด ความเชื่อเรื่องคิตสึเนะสึกิยังสัมพันธ์กับแนวคิดเรื่อง “การแก้แค้น” อย่างมาก ในเรื่องเล่าหลายเรื่อง จิ้งจอกจะเข้าสิงมนุษย์เพื่อเอาคืนที่มนุษย์ทำร้ายหรือฆ่าจิ้งจอก หรือเพื่อชำระแค้นต่อผู้ที่ละเมิดสถานที่และสิ่งศักดิ์สิทธิ์ของมัน นอกจากการเข้าสิงบุคคลแล้ว ยังมีเรื่องเล่าเกี่ยวกับครอบครัวที่ถูกเรียกว่า คิตสึเนะโมจิ (狐持ち) หรือ “ผู้ครอบครองจิ้งจอก” ซึ่งเชื่อว่ามีจิ้งจอกเหนือธรรมชาติอยู่ภายใต้การควบคุมของตระกูล ตระกูลเหล่านี้ถูกมองว่ามีอำนาจในการใช้จิ้งจอกเพื่อสร้างความมั่งคั่ง หรือในทางกลับกัน ใช้เพื่อสาปแช่งและนำความเจ็บป่วยหรือความพินาศไปสู่ศัตรู ความเชื่อเรื่องคิตสึเนะโมจิจึงทำให้ “จิ้งจอก” ไม่ได้เป็นเพียงวิญญาณที่เข้าสิงคนคนหนึ่ง แต่สามารถกลายเป็นส่วนหนึ่งของโครงสร้างความสัมพันธ์ระหว่างครอบครัวกับชุมชนได้ด้วย งานศึกษาภาษาญี่ปุ่นเกี่ยวกับความเชื่อในแถบซันอินก็ชี้ให้เห็นว่าแนวคิดประเภทนี้เคยมีผลกระทบทางสังคมอย่างมาก โดยครอบครัวที่ถูกกล่าวหาว่ามีจิ้งจอกไว้ในครอบครองอาจถูกชุมชนหวาดระแวงและกีดกัน

ความน่าสนใจของคิตสึเนะสึกิอยู่ที่เส้นแบ่งระหว่าง “ความเชื่อ” กับ “ความเจ็บป่วย” ซึ่งเปลี่ยนแปลงไปตามกาลเวลา ในสังคมญี่ปุ่นก่อนการแพทย์สมัยใหม่ อาการที่ปัจจุบันอาจถูกพิจารณาว่าเกี่ยวข้องกับความผิดปกติทางจิตหรือระบบประสาท มักถูกอธิบายผ่านแนวคิดเรื่องการถูกสิ่งเหนือธรรมชาติเข้าสิง ดังนั้นคิตสึเนะสึกิจึงทำหน้าที่เป็นกรอบอธิบายอาการที่มนุษย์ในยุคนั้นยังไม่มีคำศัพท์หรือความรู้ทางการแพทย์เพียงพอที่จะอธิบายได้ เมื่อการแพทย์และจิตเวชแบบสมัยใหม่เริ่มเข้ามาในญี่ปุ่นในช่วงปลายสมัยเอโดะต่อเนื่องถึงสมัยเมจิ แพทย์และนักจิตเวชจำนวนหนึ่งจึงพยายามตีความ “การถูกจิ้งจอกเข้าสิง” ใหม่ในฐานะอาการทางจิต งานศึกษาของ H. Yumi Kim ซึ่งตีพิมพ์โดย Oxford University Press ชี้ว่าในช่วงทศวรรษ 1880 จิตแพทย์ญี่ปุ่นยุคแรกพยายามนิยาม kitsune-tsuki หรือ “การที่จิตใจและร่างกายมนุษย์ถูกจิ้งจอกครอบงำ” ให้เป็นรูปแบบหนึ่งของความเจ็บป่วยทางจิต แต่ความพยายามดังกล่าวไม่ได้ทำให้ความเชื่อหายไปทันที เพราะแนวคิดเรื่องการถูกจิ้งจอกเข้าสิงยังคงมีบทบาทในชีวิตครอบครัวและชุมชน งานศึกษาทางจิตเวชและมานุษยวิทยาอีกหลายชิ้นก็พบว่า ในบางชุมชน อาการที่ถูกเรียกว่าคิตสึเนะสึกิไม่ได้สามารถแยกออกจากบริบททางสังคมและวัฒนธรรมได้ง่าย นักวิจัยบางรายเสนอว่าการแสดงอาการของผู้ป่วยและการตอบสนองของครอบครัวอาจเป็นกระบวนการที่ทั้งสองฝ่ายต่างใช้กรอบความเชื่อร่วมกันเพื่อทำความเข้าใจกับวิกฤตที่กำลังเกิดขึ้น ตัวอย่างเช่น งานศึกษากรณีในหมู่บ้านชนบททางตะวันตกของญี่ปุ่นพบว่าเหตุการณ์ที่ถูกมองว่าเป็นคิตสึเนะสึกิสามารถเกี่ยวข้องกับความเครียด ความขัดแย้งในครอบครัว และบริบททางสังคมได้ ขณะเดียวกันครอบครัวและชุมชนก็ใช้ภาษาของ “การถูกจิ้งจอกเข้าสิง” เพื่ออธิบายพฤติกรรมที่ผิดปกติ ดังนั้นการมองคิตสึเนะสึกิในปัจจุบันจึงไม่จำเป็นต้องเลือกว่ามันเป็น “เรื่องผี” หรือ “โรคทางจิต” เพียงอย่างใดอย่างหนึ่ง แต่สามารถศึกษาได้ในฐานะปรากฏการณ์ทางวัฒนธรรมที่แสดงให้เห็นว่ามนุษย์แต่ละยุคใช้ความเชื่อของตนเพื่อสร้างความหมายให้กับความเจ็บป่วยและพฤติกรรมที่อธิบายได้ยาก

อีกด้านหนึ่งของคิตสึเนะสึกิคือความสัมพันธ์ระหว่างการถูกสิงกับการใช้คิตสึเนะเป็น สื่อกลางในการทำนาย ในความเชื่อพื้นบ้านบางสาย มนุษย์สามารถเชิญวิญญาณจิ้งจอกให้เข้าสู่ร่างของผู้ทำหน้าที่เป็นสื่อ แล้วให้วิญญาณพูดผ่านร่างนั้นเพื่อทำนายอนาคต ตอบคำถาม หรือเปิดเผยความรู้ที่มนุษย์ทั่วไปไม่สามารถเข้าถึงได้ แนวคิดนี้ทำให้คิตสึเนะมีสถานะที่ย้อนแย้งอย่างน่าสนใจ เพราะในด้านหนึ่งมันเป็นสิ่งที่น่ากลัวและอาจทำลายชีวิตมนุษย์ แต่อีกด้านหนึ่งกลับเป็นแหล่งของความรู้และพลังเหนือธรรมชาติ ความเชื่อเรื่องคิตสึเนะยังเชื่อมโยงกับประเพณีการพยากรณ์และการสื่อสารกับสิ่งเหนือธรรมชาติของญี่ปุ่น ซึ่งมีความสัมพันธ์กับศาสนา ความเชื่อเรื่องอินาริ และพิธีกรรมของนักบวชหรือผู้ทำหน้าที่เป็นคนทรงมาตั้งแต่อดีต อย่างไรก็ตาม การปล่อยให้วิญญาณเข้าสิงเพื่อใช้เป็นสื่อกลางก็ถูกมองว่าอันตราย เพราะไม่มีหลักประกันว่าวิญญาณจะยอมออกจากร่างเมื่อเสร็จพิธี ความคิดเช่นนี้สะท้อนภาพของคิตสึเนะในคติชนญี่ปุ่นได้เป็นอย่างดี นั่นคือคิตสึเนะไม่ใช่ “ปีศาจร้าย” ธรรมดาๆ แต่เป็นสิ่งเหนือธรรมชาติที่มีเจตจำนงของตนเอง สามารถช่วยเหลือมนุษย์ ให้โชคลาภ หลอกลวง แก้แค้น หรือทำร้ายมนุษย์ได้ตามสถานการณ์ ความกำกวมนี้ทำให้คิตสึเนะต่างจากสัตว์ประหลาดที่มีเพียงด้านดีหรือด้านชั่ว และเป็นเหตุผลสำคัญที่ทำให้เรื่องเล่าของจิ้งจอกสามารถปรากฏอยู่ในวรรณกรรม การแสดง และความเชื่อหลายรูปแบบตลอดประวัติศาสตร์ญี่ปุ่น นอกจากนี้ การที่ผู้ถูกกล่าวหาว่าถูกคิตสึเนะเข้าสิงบางครั้งถูกนำไปผ่านพิธีขับไล่ ตั้งแต่การสวดมนต์ที่ศาลเจ้า การใช้พิธีกรรมทางศาสนา ไปจนถึงวิธีที่รุนแรง เช่น การเฆี่ยนตี การรมควัน หรือการทรมานร่างกาย แสดงให้เห็นว่าความเชื่อดังกล่าวสามารถก่อให้เกิดผลกระทบที่เป็นรูปธรรมต่อชีวิตของผู้คนได้ ความเชื่อไม่ได้หยุดอยู่เพียงในเรื่องเล่า แต่สามารถกำหนดวิธีที่ครอบครัวดูแลสมาชิก วิธีที่ชุมชนมองผู้ป่วย และวิธีที่สังคมตัดสินว่าใครเป็น “คนนอก” หรือ “คนที่มีสิ่งผิดปกติอยู่ในตัว”

ท้ายที่สุด คิตสึเนะสึกิจึงเป็นหนึ่งในตัวอย่างที่น่าสนใจที่สุดของโยไคญี่ปุ่น เพราะเรื่องราวของมันสะท้อนการเปลี่ยนแปลงของสังคมญี่ปุ่นได้หลายชั้น ตั้งแต่ความเชื่อโบราณเกี่ยวกับจิ้งจอกในฐานะสัตว์ศักดิ์สิทธิ์และสัตว์เจ้าเล่ห์ ความสัมพันธ์กับอินาริและความอุดมสมบูรณ์ ความกลัวเรื่องวิญญาณเข้าสิง ไปจนถึงการเกิดขึ้นของวิทยาศาสตร์การแพทย์และจิตเวชสมัยใหม่ เดิมทีอาการที่ผู้คนไม่เข้าใจอาจถูกอธิบายว่าเป็นการกระทำของคิตสึเนะ แต่เมื่อความรู้ทางการแพทย์พัฒนาขึ้น คำอธิบายดังกล่าวก็เริ่มถูกตั้งคำถาม กระนั้นความเชื่อไม่ได้หายไปในทันที เพราะมันฝังอยู่ในความสัมพันธ์ระหว่างครอบครัว ชุมชน ศาสนา และอัตลักษณ์ของผู้คน งานศึกษาประวัติศาสตร์ญี่ปุ่นสมัยใหม่จึงมองคิตสึเนะสึกิไม่เพียงในฐานะ “ความเชื่อผิดๆ” ที่ถูกแทนที่ด้วยการแพทย์ แต่เป็นภาษาทางวัฒนธรรมที่ผู้คนเคยใช้เพื่อพูดถึงความเจ็บป่วย ความขัดแย้ง และวิกฤตในชีวิต แม้ปัจจุบันคนส่วนใหญ่จะไม่ได้อธิบายอาการทางจิตด้วยการถูกจิ้งจอกเข้าสิงเหมือนในอดีต แต่ภาพของคิตสึเนะยังคงปรากฏอยู่ในวรรณกรรม ภาพยนตร์ มังงะ อนิเมะ เกม และศิลปะร่วมสมัยอย่างต่อเนื่อง ที่สำคัญ คิตสึเนะสึกิยังเตือนให้เห็นว่า “โยไค” ไม่ได้เป็นเพียงสิ่งมีชีวิตเหนือธรรมชาติสำหรับสร้างความน่ากลัวเท่านั้น แต่เป็นส่วนหนึ่งของระบบความคิดที่มนุษย์ใช้ทำความเข้าใจกับโลกที่เต็มไปด้วยสิ่งที่ไม่สามารถอธิบายได้ เมื่อมองจากมุมนี้ คิตสึเนะสึกิจึงเป็นเรื่องราวเกี่ยวกับ “จิ้งจอกที่เข้าสิงมนุษย์” เพียงในระดับหนึ่งเท่านั้น ในอีกระดับหนึ่ง มันคือเรื่องราวของมนุษย์ที่พยายามทำความเข้าใจกับจิตใจ ความเจ็บป่วย ความกลัว และความสัมพันธ์ทางสังคมของตนเองผ่านเงาของจิ้งจอก ซึ่งเป็นสิ่งมีชีวิตที่อยู่กึ่งกลางระหว่างสัตว์ วิญญาณ เทพ และโยไคมาอย่างยาวนาน
บทความโดย : หรูอี้ www.marumura.com
เรื่องที่เกี่ยวข้อง >>
– สยองผีญี่ปุ่น : แมงมุมอสูร
– สยองผีญี่ปุ่น : ปีศาจหน้านกถลกหนัง
– สยองผีญี่ปุ่น : ผีหิ้งพระ
– สยองผีญี่ปุ่น : รถลากอาถรรพ์
– สยองผีญี่ปุ่น : คำสาปม้าแห่งอุมะสึกิ
ที่มา: yokai.com
#สยองผีญี่ปุ่น : เมื่อจิ้งจอกเข้าสิงมนุษย์ (Kitsune Tsuki Yokai) #ผีญี่ปุ่น #โยไก #ปีศาจญี่ปุ่น #เรื่องเล่าผีญี่ปุ่น #Yokai
Tags :


