ปกปิดเป็นหลัก-เปิดเผยเป็นข้อยกเว้น (?) ช่องโหว่กฎหมายข้อมูลข่าวสาร กับ เขมภัทร ทฤษฎิคุณ

Published on 21 ส.ค. 2026

“กฎหมายไทยไม่ยอมเปิดเผยข้อมูลเป็นหลัก (open by default) แต่ปัญหาที่ใหญ่กว่าคือเราไม่มีวัฒนธรรมการเปิดเผยข้อมูล”

โดยหลักการแล้ว รัฐควรเปิดเผยข้อมูลอย่างโปร่งใสและเข้าถึงง่าย เพื่อให้ประชาชนสามารถตรวจสอบและมีส่วนร่วมกับการใช้อำนาจรัฐ เช่น เงินภาษีถูกนำไปใช้อย่างไร นโยบายถูกออกแบบขึ้นบนฐานข้อมูลอะไร หรือการตัดสินใจของรัฐส่งผลกระทบต่อใครบ้าง เป็นต้น เหล่านี้คือหลักการสำคัญของแนวคิดรัฐบาลเปิด (open government) ซึ่งสร้างความเข้มแข็งให้กับระบอบประชาธิปไตย

อย่างไรก็ตาม แม้ไทยจะมี พ.ร.บ.ข้อมูลข่าวสารของราชการ พ.ศ.2540 ซึ่งวางหลักให้ประชาชนมีสิทธิและเสรีภาพในการเข้าถึงข้อมูลภาครัฐ แต่ในความเป็นจริงแล้ว การเข้าถึงข้อมูลภาครัฐนั้นไม่ง่าย เนื่องจากกฎหมายดังกล่าวยังมีข้อจำกัด ทั้งความไม่ทันสมัย, การเปิดช่องให้เจ้าหน้าที่ใช้ดุลพินิจมากเกินควร, การไม่มีแนวปฏิบัติสำหรับการใช้ดุลพินิจอย่างชัดเจน ภายใต้บรรยากาศความกลัว (กลัวว่าให้ข้อมูลแล้วจะมีผลกระทบหรือเปล่า) และความไม่มั่นใจ (ไม่มั่นใจว่าข้อมูลไหนเปิดเผยได้บ้าง) ของเจ้าหน้าที่

ผลที่ตามมาก็คือ เจ้าหน้าที่เลือกใช้ดุลพินิจในลักษณะ ‘ปกปิดเป็นหลัก เปิดเผยเป็นข้อยกเว้น’ ซึ่งตรงกันข้ามกับหลักการที่ควรจะเป็น ยังไม่รวมว่ามีการใช้กฎหมายอื่นเป็นลูกเล่นในการไม่เปิดเผยข้อมูลด้วย เช่น พ.ร.บ.คุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล พ.ศ.2562 (PDPA) สถานการณ์เช่นนี้ยิ่งตอกย้ำให้สังคมไทยห่างไกลจากวัฒนธรรมการเปิดเผยข้อมูลมากขึ้น

เพื่อหาคำตอบว่า อะไรคือข้อจำกัดของกฎหมายข้อมูลข่าวสารของราชการและกฎหมายคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล วัฒนธรรมการเปิดเผยข้อมูลของสังคมไทยเป็นแบบไหน ข้อมูลเอกชนที่เกี่ยวข้องกับประโยชน์สาธารณะควรต้องเปิดเผยด้วยหรือไม่ และกฎหมายว่าด้วยการเปิดข้อมูลข่าวสาร (อย่างที่ควรจะเป็น) ต้องมีหลักการอย่างไร วันโอวัน สนทนากับ เขมภัทร ทฤษฎิคุณ อาจารย์ประจำคณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย

ข้อจำกัดของกฎหมายข้อมูลข่าวสารของราชการฯ 


พ.ร.บ.ข้อมูลข่าวสารของราชการ เป็นกฎหมายที่มีมาตั้งแต่ปี 2540 โดยมีเจตนารมณ์ให้ประชาชนมีสิทธิและเสรีภาพทางการเมืองในการเข้าถึงข้อมูลข่าวสารของภาครัฐ เช่น ข้อมูลงบประมาณภาครัฐ ข้อมูลกฎระเบียบภาครัฐ หรือข้อมูลที่สะท้อนว่าภาครัฐได้เอื้อประโยชน์แก่ภาคส่วนใดบ้าง เป็นต้น กฎหมายนี้เกิดขึ้นพร้อมแนวคิดด้านการเพิ่มธรรมาภิบาลและการปรับโครงสร้างระบบราชการไทยในช่วงเวลานั้น

“อย่างไรก็ตาม กฎหมายนี้ออกมาในปี 2540 ซึ่งเป็นช่วงที่เทคโนโลยียังไม่ทันสมัย และหากมองในยุคปัจจุบันหรือก็คือปี 2569 จะเห็นว่าปัญหาสำคัญของ พ.ร.บ.ข้อมูลข่าวสารของราชการ คือกฎหมายไม่สอดคล้องกับความเปลี่ยนแปลงของสังคมและเทคโนโลยี” เขมภัทรกล่าว หรือหากอธิบายเพิ่มเติมก็คือกฎหมายดังกล่าวไม่สอดคล้องกับบริบทปัจจุบันชนิดที่ว่า ไม่มีคำว่า ‘ดิจิทัล’ หรือ ‘อินเทอร์เน็ต’ แม้แต่คำเดียว

นอกจากความไม่สอดคล้องกับบริบทปัจจุบันแล้ว เขมภัทรชี้ว่า พ.ร.บ.ข้อมูลข่าวสารของราชการ ยังไม่สะท้อน ‘แนวคิดเปิดเผยข้อมูล’ มากเท่าที่ควร เพราะแม้ตัวบทกฎหมายจะระบุเรื่องอำนาจการเปิดเผยข้อมูลและข้อมูลที่บังคับให้เปิดเผย (เช่น มติคณะรัฐมนตรี ผลการพิจารณาหรือคําวินิจฉัยที่มีผลโดยตรงต่อเอกชน, สัญญาสัมปทาน, งบประมาณรายจ่ายประจําปี) แต่ข้อมูลดังกล่าวอาจเป็นข้อมูลที่รัฐต้องเปิดเผยโดยสภาพอยู่แล้ว ไม่มีนัยสำคัญต่อการใช้อำนาจรัฐมากนัก 

ขณะที่ข้อมูลสำคัญอื่นๆ ซึ่งมีนัยสำคัญต่อการใช้อำนาจรัฐและเป็นประโยชน์ต่อประชาชน กลับไม่ได้อยู่ภายใต้ข้อกำหนดให้ต้องเปิดเผย และขึ้นอยู่กับดุลพินิจของเจ้าหน้าที่ว่าจะเปิดเผยหรือไม่ ซึ่งเขมภัทรมองว่ากฎหมายให้พื้นที่กับดุลพินิจของเจ้าหน้าที่มากเกินไป โดยเฉพาะมาตรา 15 ของ พ.ร.บ.ข้อมูลข่าวสารของราชการฯ[1] ซึ่งเปิดช่องให้เจ้าหน้าที่ใช้ดุลพินิจพิจารณาเปิดเผยข้อมูลได้อย่างกว้างขวาง

“ในกรณีของสหรัฐฯ กฎหมายข้อมูลข่าวสารระบุว่าจะยกเว้นการเปิดเผยข้อมูลข่าวสารที่เกี่ยวกับความมั่นคงได้ เฉพาะเมื่อมีคำสั่งของฝ่ายบริหาร กล่าวคือต้องมีคำสั่งที่ออกโดยประธานาธิบดี ไม่ใช่เจ้าหน้าที่คนใดคนหนึ่ง มันคือการตัดสินใจระดับฝ่ายบริหารว่าจะไม่เปิดเผยข้อมูล เพราะกระทบประโยชน์ในการป้องกันประเทศ ส่วนข้อยกเว้นในเรื่องอื่นๆ นั้นถูกยกเว้นไว้อย่างแคบ ขณะที่กฎหมายไทยไม่มีกระบวนการแบบนี้ การเปิดข้อมูลขึ้นอยู่กับดุลพินิจ” 

ภายใต้ข้อจำกัดของกฎหมายไทย เขมภัทรชี้ว่าข้อมูลลับบางประการอาจลับตลอดกาลเลยก็ได้ เพราะการตัดสินใจขึ้นอยู่กับดุลพินิจของเจ้าหน้าที่ ขณะเดียวกัน การใช้ดุลพินิจก็ไม่มีแนวปฏิบัติที่รับรองอย่างชัดเจน ทั้งยังไม่มีข้อวินิจฉัยที่เป็นที่สุดจริงๆ ว่าสิ่งใดควรเปิดเผย หรือสิ่งใดไม่ควรเปิดเผย

“อย่างเคส ‘นาฬิกายืมเพื่อน’ สิ่งที่เกิดขึ้นคือแม้ถูกสั่งให้เปิดข้อมูล หน่วยงานก็ส่งข้อมูลให้ แต่ในข้อมูลก็มีการเซ็นเซอร์ สิ่งนี้สะท้อนว่าคำวินิจฉัยไม่เป็นที่สุด ในทางปฏิบัติแล้ว การดึงข้อมูลออกจากผ้าคลุมของรัฐจึงยากมาก” เขมภัทรระบุ

หรือเคสการสอบวินัยของข้าราชการ เขมภัทรชี้ว่าบางกรณีก็มีดุลพินิจไม่ให้เปิดเผยข้อมูล โดยอ้างเหตุผลว่าเปิดเผยแล้วจะกระทบต่อตัวข้าราชการรายนั้น ทั้งที่ประชาชนควรมีสิทธิรู้ว่าข้าราชการถูกลงโทษทางวินัยเพราะอะไร 

ภาครัฐไทยให้ความสำคัญกับความมั่นคง อย่างไรก็ตาม เขมภัทรชวนตั้งคำถามว่าภาครัฐกังวลถึงความมั่นคงของสิ่งใด กล่าวคือความมั่นคงของรัฐ ความมั่นคงของรัฐบาล หรือความมั่นคงของตัวบุคคล


เมื่อ PDPA กลายเป็นกำแพงของข้อมูล


พ.ร.บ.คุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล พ.ศ. 2562 (PDPA) ออกมาเพื่อคุ้มครองและป้องกันการละเมิดข้อมูลส่วนบุคคลของประชาชน และกำหนดกระบวนการในการเปิดเผยไว้ อย่างไรก็ตาม เขมภัทรชี้ว่ากฎหมายนี้มักถูกใช้เป็นข้ออ้างในการปฏิเสธการเปิดเผยข้อมูลส่วนบุคคล

เดิมที พ.ร.บ.ข้อมูลข่าวสารของราชการฯ ก็มีส่วนที่เกี่ยวข้องกับข้อมูลส่วนบุคคลอยู่แล้ว กล่าวคือมาตรา 15 ที่วางหลักว่าข้อมูลข่าวสารส่วนบุคคลซึ่งเปิดเผยแล้วเป็นการรุกล้ำสิทธิส่วนบุคคลโดยไม่สมควร เจ้าหน้าที่จะสั่งให้ไม่เปิดเผยก็ได้ ซึ่งเขมภัทรชี้ว่าการเกิดขึ้นของ พ.ร.บ.คุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคลฯ ทำให้เกิดความไม่ชัดเจนและความยุ่งยาก ว่าควรปฏิบัติตามกฎหมายฉบับไหน 

“พอพิจารณาว่าภาครัฐอาจมีไอเดียเรื่องการปกปิดเป็นหลัก เพราะกลัวผลกระทบที่เกิดขึ้นจากการเปิดเผยข้อมูลส่วนบุคคล หรือการถูกลงโทษทางวินัย หรืออะไรก็แล้วแต่ เจ้าหน้าที่จึงตัดสินใจว่าไม่เปิดเผยดีกว่า

“และเมื่อนำกฎหมายสองฉบับนี้มาประกอบกัน แทนที่เราจะมุ่งเปิดเผยข้อมูลสาธารณะในสิ่งที่สำคัญ เรากลับเอากฎหมายเหล่านี้มาเป็นข้ออ้างว่าไม่ควรเปิดเผยข้อมูล” เขมภัทรกล่าว

อันที่จริง พ.ร.บ.คุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคลฯ ไม่ได้ห้ามเปิดเผยข้อมูลทุกกรณี เขมภัทรระบุว่ากฎหมายนี้มีข้อยกเว้นเรื่องการเปิดเผยข้อมูลส่วนบุคคลให้กับหน่วยงานรัฐ เพื่อวัตถุประสงค์เกี่ยวกับความมั่นคง ขณะเดียวกัน ยังมีข้อยกเว้นซึ่งยอมรับให้รัฐเอาข้อมูลส่วนบุคคลมาเปิดเผยได้เพื่อประโยชน์บางอย่าง เช่น จำเป็นต้องเปิดเผยเพื่อประโยชน์สาธารณะ เป็นต้น 

อย่างไรก็ตาม เจ้าหน้าที่กลับตีความกฎหมายดังกล่าวในลักษณะเพื่อการปกปิดข้อมูล ภายใต้บรรยากาศของความกลัว ความกังวล และความไร้หลักการของการใช้ดุลพินิจ ขณะเดียวกัน เมื่อพิจารณาประกอบเป้าหมายที่อยากจะให้มีการเปิดเผยข้อมูลเป็นวงกว้าง ก็จะพบว่ากฎหมายไทยที่กำหนดเรื่องข้อมูลนั้นอาจมีเป้าหมายที่ขัดแย้งกันเอง

“อีกปัญหาของไทยคือมีกฎหมายว่าด้วยเรื่องข้อมูลเยอะ เช่น พ.ร.บ.ข้อมูลข่าวสารราชการฯ พ.ร.บ.คุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคลฯ พ.ร.บ.สถิติแห่งชาติฯ พ.ร.บ.รัฐบาลดิจิทัลฯ เป็นต้น คำถามคือกฎหมายเหล่านี้มีเป้าหมายทิศทางเดียวกันหรือเปล่า หากไม่เป็นไปในทิศทางเดียวกัน แล้วเกิดติดขัดขึ้นมา กระบวนการทั้งหมดก็อาจสะดุดไปด้วย” เขมภัทรว่าอย่างนั้น


สังคมไทยและวัฒนธรรม (ไม่) เปิดเผยข้อมูล


“กฎหมายไทยไม่ยอมเปิดเผยข้อมูลเป็นหลัก (open by default) แต่ปัญหาที่ใหญ่กว่าคือเราไม่มีวัฒนธรรมการเปิดเผยข้อมูล” เขมภัทรกล่าว 

เขากล่าวด้วยว่า “การที่เจ้าหน้าที่รัฐพยายามปกปิด สะท้อนว่าเราไม่มีวัฒนธรรมการเปิดเผยข้อมูล ดังนั้น การเปิดเผยข้อมูลข่าวสารจึงมีสองส่วน ส่วนหนึ่งคือกฎหมาย แต่อีกส่วนที่ไม่เคยเกิดขึ้นในสังคมไทย คือวัฒนธรรมการเปิดเผยข้อมูล”

เขมภัทรมองว่าภาครัฐควรเปิดเผยข้อมูลเป็นหลัก และปกปิดข้อมูลเป็นข้อยกเว้น ทว่าภาครัฐยังขาดวิธีคิดดังกล่าว ทั้งยังมีความกังวลว่าหากเปิดแล้วจะ ‘ซวย’ หรือก็คือเกิดความเสี่ยงในอาชีพการงาน เนื่องจากเจ้าหน้าที่จะไม่ได้รับความคุ้มครองหลังจากเปิดเผยข้อมูล

“พ.ร.บ.ข้อมูลข่าวสารของราชการฯ ไม่มีข้อยกเว้นชัดเจนว่าหากเจ้าหน้าที่รัฐเปิดเผยข้อมูลแล้วจะปราศจากการลงโทษ ไม่มีอะไรคุ้มครองว่าเขาปฏิบัติหน้าที่แล้วจะไม่โดนลงโทษทางวินัย หรือถูกฟ้องทางอาญา ซึ่งในทางหลักการ กฎหมายควรคุ้มครองเจ้าหน้าที่ที่ทำงานโดยสุจริต

“เมื่อมี พ.ร.บ.คุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคลฯ ก็ยิ่งวุ่นวายกว่าเดิม เพราะโทษปรับค่อนข้างสูง เจ้าหน้าที่รัฐเกิดความกลัวกว่าเดิมว่านอกจากอาจจะโดนโทษทางวินัยแล้ว เขาอาจโดนโทษปรับด้วยก็ได้ ซึ่งหากปรับกับหน่วยงานต้นสังกัด ก็กลายเป็นทำให้เจ้านายซวยไปด้วย เจ้าหน้าที่ก็ยิ่งไม่กล้าทำสิ่งที่ถูกต้อง” 

นอกจากนี้ เขมภัทรชี้ว่าภาครัฐขาดแนวปฏิบัติที่ระบุว่าเจ้าหน้าที่ควรเปิดเผยข้อมูลอย่างไร ทำให้เจ้าหน้าที่เกิดอาการ ‘แพนิก’ ไม่มั่นใจว่าข้อมูลนั้นๆ เปิดเผยได้หรือไม่ ไม่มั่นใจว่าข้อมูลนั้นๆ เป็นข้อมูลส่วนบุคคลหรือไม่ และไม่มั่นใจว่าข้อมูลนั้นๆ สามารถอ้างข้อยกเว้นเพื่อประโยชน์สาธารณะได้หรือไม่ เป็นต้น

“บรรยากาศความกลัวและไม่มั่นใจทำให้วัฒนธรรมเปิดเผยข้อมูลไม่ประสบความสำเร็จ” เขมภัทรบอกกับวันโอวัน เสริมด้วยว่าปัจจุบัน ภาครัฐมักจะให้เฉพาะข้อมูลที่เปิดเผยแล้วตนเองจะไม่เดือดร้อน และข้อมูลที่ภาครัฐมองไม่เห็นประโยชน์ ซึ่งก็มักจะเป็นข้อมูลเชิงปริมาณเป็นส่วนมาก

มากกว่าความกลัวคือคุณภาพของข้อมูล เขมภัทรชี้ว่าอีกหนึ่งเหตุผลที่เจ้าหน้าที่ไม่กล้าใช้ดุลพินิจเปิดเผยข้อมูล อาจเพราะไม่มั่นใจว่าข้อมูลในมือมีคุณภาพ ไม่มั่นใจว่าข้อมูลในมือส่วนไหนที่เปิดเผยได้และเปิดเผยไม่ได้ เป็นต้น 

ทั้งนี้ สำหรับเขมภัทร การสร้างแรงจูงใจในการเปิดเผยข้อมูลที่ดีที่สุด ไม่ใช่การเปิดให้เจ้าหน้าที่ใช้ดุลพินิจ แต่เป็นการทำให้ภาครัฐเปิดข้อมูลเป็นหลักและปกปิดเป็นข้อยกเว้น ตามแนวทางของต่างประเทศที่ก็พยายามลดการใช้ดุลพินิจของคนทำงานระดับเจ้าหน้าที่

“เราควรสร้างกลไกให้รัฐเปิดเผยข้อมูลไปเลย หากตัดการใช้ดุลพินิจของเจ้าหน้าที่ออกไป การเปิดเผยข้อมูลจะเปิดกว้างขึ้น ไม่ต้องคิดว่าจะเปิดหรือไม่เปิดดี เพียงพิจารณาว่าข้อมูลนั้นๆ อยู่ในชั้นความลับหรือไม่ หากไม่อยู่ ก็เปิดเผยข้อมูลได้เลย”

หนึ่งในสิ่งที่สะท้อนความล่าช้าในการเปลี่ยนแปลงวัฒนธรรมด้านข้อมูลของรัฐไทยได้เป็นอย่างดี คือ การขอ ‘สำเนาบัตรประชาชน’ แม้ปัจจุบันจะใช้บัตรประชาชนอิเล็กทรอนิกส์ได้แล้ว แต่กว่าจะมาถึงจุดนี้ได้ก็ใช้เวลานาน ประชาชนต้องถือสำเนาไปด้วยทุกที่เมื่อติดต่อราชการ แทนการสนับสนุนให้เกิดการเชื่อมโยงข้อมูล เช่นเดียวกันการจะสร้างวัฒนธรรมการเปิดเผยข้อมูลก็อาจจะเป็นอย่างเชื่องช้า ประเด็นนี้ทำให้เขมภัทรมองว่า ที่ผ่านมาภาครัฐไม่เข้าใจว่า การเปิดเผยข้อมูลคือการอำนวยความสะดวกให้ประชาชน และสะท้อนว่าภาครัฐยังขาดวัฒนธรรมการให้บริการประชาชนอีกด้วย


โจทย์ต่อไปของข้อมูลเปิด: ข้อมูลเอกชนและผลประโยชน์สาธารณะ


สำหรับเขมภัทร พ.ร.บ.ข้อมูลข่าวสารของราชการฯ อาจไม่เพียงพออีกต่อไป หากควรขยับไปถึงการเปิดเผย ‘ข้อมูลข่าวสารสาธารณะ’ จากภาคเอกชนด้วยเช่นกัน โดยเฉพาะภาคเอกชนที่เกี่ยวข้องกับผลประโยชน์สาธารณะ เช่น อุตสาหกรรมพลังงาน อุตสาหกรรมโทรคมนาคม อุตสาหกรรมโรงพยาบาล อุตสาหกรรมการศึกษา เป็นต้น 

“เราควรขยับไปถึงข้อมูลข่าวสารสาธารณะ แต่ไม่ใช่การเผยข้อมูลเอกชนในทุกกรณี เฉพาะข้อมูลที่ประชาชนควรรับรู้เท่านั้น ตัวอย่างเช่น ใครได้สัมปทานจากภาครัฐ ใครเป็นคนทำรายงานประเมินผลกกระทบทางสิ่งแวดล้อม ใครคือผู้มีอำนาจเหนือตลาดในทางกฎหมายแข่งขันทางการค้า ใครคือผู้ถือหุ้นที่แท้จริงของบริษัท ใครมีปฏิสัมพันธ์กับงบประมาณภาครัฐ เป็นต้น” 

ในกรณี ‘ผู้ถือหุ้นที่แท้จริง’ เขมภัทรยกตัวอย่างโครงการก่อสร้างอาคาร สตง. ที่พังทลายลงเมื่อเกิดแผ่นดินไหว ว่าเป็นโครงการที่มีความซับซ้อน โครงสร้างของบริษัทก่อสร้างที่มีส่วนเกี่ยวข้องก็มีความคลุมเครือ จึงยากที่จะเจาะไปถึงผู้ถือหุ้นที่แท้จริงของบริษัท เป็นต้น 

เมื่อถามว่าประชาชนจะได้อะไรจากการเปิดเผยข้อมูลของภาคเอกชน เขมภัทรชี้ว่าเอกชนที่ควรเปิดเผยข้อมูลมักมีสถานะพิเศษและอำนาจเหนือกว่าเอกชนอื่น เช่น เอกชนที่ได้รับสัมปทานภาครัฐ มีสิทธิใช้ทรัพยากรรัฐโดยตรง ดังนั้น ประชาชนจึงมีสิทธิรู้ว่าทรัพยากรสาธารณะจะถูกใช้อย่างไรและเพื่ออะไร 

หรือในกรณีเอกชนผู้มีอำนาจเหนือตลาด เขาชี้ว่าเอกชนกลุ่มนี้มีผลต่อชีวิตความเป็นอยู่ของประชาชนอย่างปฏิเสธไม่ได้ โดยเฉพาะการปรับราคาสินค้าหรือบริการ ดังนั้น ประชาชนจึงมีสิทธิรู้ว่าเอกชนนั้นๆ มีอำนาจเหนือตลาดมากน้อยขนาดไหน โครงสร้างส่วนแบ่งตลาดเป็นอย่างไร

นอกจากนี้ เขมภัทรเสนอให้เปิดเผยข้อมูลการถือครองที่ดินของเอกชนด้วย เนื่องจากที่ดินคือทรัพย์สินสาธารณะที่มีอย่างจำกัด ดังนั้น ผู้ที่ถือครองที่ดินเยอะก็มักจะมีอำนาจโดยสภาพ ทั้งอำนาจทางเศรษฐกิจ รวมถึงอำนาจกำหนดนโยบายบางอย่าง ขณะเดียวกัน การได้มาซึ่งที่ดินในบางกรณีก็อาจไม่ชอบด้วยกฎหมาย

อย่างไรก็ตาม เขมภัทรชี้ว่าการเปิดเผยข้อมูลภาคเอกชนกับภาครัฐนั้นแตกต่างกัน โดยระบุว่าควรมีแรงจูงใจการเปิดเผยให้ภาคเอกชน กล่าวคืออาจให้รางวัลก็ได้ เพื่อให้ภาคเอกชนเปิดเผยข้อมูลที่เป็นประโยชน์กับสาธารณะมากยิ่งขึ้น 


อนาคต พ.ร.บ.ข้อมูลข่าวสารของราชการฯ 


ที่ผ่านมา มีพรรคการเมืองยื่น ร่างพระราชบัญญัติข้อมูลข่าวสารสาธารณะ พ.ศ. …. เข้ารัฐสภา โดยหวังแก้ไขปรับปรุงกฎหมายข้อมูลข่าวสารของราชการให้สอดคล้องกับปัจจุบันมากขึ้น ทั้งนี้ ร่างดังกล่าวเพิ่งสิ้นสุดกระบวนการรับฟังความคิดเห็นเมื่อสิ้นเดือนพฤษภาคม 2569 

แม้จะมีการเสนอกฎหมาย แต่เขมภัทรมองว่าก็อาจถูกร่างกฎหมายอื่นๆ ของฝ่ายรัฐบาลแทรกพิจารณาก่อน เนื่องจากรัฐบาลชุดปัจจุบันก็พยายามเสนอร่างกฎหมายที่พวกเขาตั้งใจผลักดันอยู่ ย่อมเบียดเบียนเวลาพิจารณาร่างกฎหมายที่เสนอโดยพรรคฝ่ายค้านอย่างปฏิเสธไม่ได้ 

ทั้งนี้ เขมภัทรเผยว่าการสมัครเป็นสมาชิก Organisation for Economic Co-operation and Development (OECD) อาจเป็นแรงกระตุ้นและเงื่อนไขที่จะทำให้รัฐบาลชุดปัจจุบันให้ความสำคัญกับกฎหมายนี้และการเปิดเผยข้อมูลภาครัฐมากขึ้น เนื่องจาก OECD มีเงื่อนไขของความโปร่งใสเกี่ยวกับการเปิดข้อมูลภาครัฐและรัฐเปิด (open government) 

อีกเงื่อนไขสำคัญ คือการร่วมเป็นสมาชิก The Open Government Partnership (OGP) หรือก็คือความร่วมมือระดับนานาชาติที่มีเป้าหมายเพื่อขับเคลื่อนการบริหารงานภาครัฐให้โปร่งใส มีความรับผิดชอบ และประชาชนมีส่วนร่วม เขมภัทรระบุว่ากลุ่มความร่วมมือนี้ให้ความสำคัญกับการเปิดเผยข้อมูลภาครัฐ โดยข้อมูลต้องทันสมัย ประชาชนเข้าถึงได้จริง ปราศจากอุปสรรค ดังนั้น หลักเกณฑ์เหล่านี้อาจกระตุ้นรัฐบาลให้ปรับปรุงกฎหมายเพื่อให้เข้ากับเกณฑ์มาตรฐานของ OGP มากยิ่งขึ้น 

สำหรับเขมภัทร กฎหมายว่าด้วยข้อมูลข่าวสารควรมีหลักการสำคัญสี่ประการ ดังนี้

หนึ่ง ต้องเปิดเผยข้อมูลข่าวสารเป็นหลัก และปกปิดเป็นข้อยกเว้น ไม่ต้องกำหนดรายละเอียดว่าให้เปิดเผยเฉพาะข้อมูลชนิดไหน แต่ให้ระบุเป็นหลักการว่าเปิดเผยเป็นหลัก และข้อมูลชนิดใดที่จะยกเว้นไม่เปิดเผย ขณะเดียวกัน ต้องให้รายละเอียดว่าข้อมูลที่ไม่เปิดเผยนั้นอยู่ที่ไหน จะเปิดเผยเมื่อไหร่ หรือเปิดเผยภายใต้เงื่อนไขอะไร ซึ่งผู้มีอำนาจตัดสินใจควรเป็นบุคคลที่มีอำนาจทางการเมือง ไม่ใช่ข้าราชการ

สอง ต้องทำให้คนเข้าถึงข้อมูลโดยปราศจากค่าใช้จ่าย เขมภัทรชี้ว่าปัจจุบันคนยังคงต้องเดินทางไปขอคัดสำเนาหรือเอกสาร ก่อต้นทุนทั้งเวลาและค่าเดินทาง วิธีที่ดีที่สุดคือการเปิดช่องทางออนไลน์ เปิดข้อมูลเป็นสาธารณะให้ประชาชนเข้าถึงได้ หรือหากข้อมูลชุดนั้นไม่สามารถเปิดเป็นสาธารณะ อาจเปิดช่องทางขอใช้สิทธิเข้าถึงข้อมูลนั้นๆ ทางออนไลน์ คู่ขนานไปกับการให้บริการออนไซต์

สาม ต้องมีองค์กรที่วินิจฉัยเป็นที่สุดและเด็ดขาด ขณะเดียวกัน คณะกรรมการที่วินิจฉัยควรเป็นอิสระจากภาคการเมืองอย่างแท้จริง และต้องมีความรับผิดชอบต่อระบอบประชาธิปไตย ในด้านหนึ่งหน้าที่เหล่านี้อาจจะมอบหมายให้องค์กรที่เป็นอิสระแบบผู้ตรวจการแผ่นดินก็ได้  ดังเช่นในกรณีของนิวซีแลนด์

และสี่ ต้องมีเกณฑ์ชัดเจนว่าอะไรคือข้อมูลส่วนบุคคล และอะไรไม่ใช่ข้อมูลส่วนบุคคล เพื่อเคารพทั้งความเป็นส่วนตัวของข้อมูลและสร้างความโปร่งใส 

สี่หลักการนี้คือประเด็นสำคัญสำหรับเขมภัทร ส่วนรายละเอียดปลีกย่อย เช่น ควรเข้าถึงข้อมูลภาคเอกชนได้มากน้อยแค่ไหน อย่างไร เขาเห็นว่าเป็นเรื่องที่ฝ่ายการเมืองอาจพิจารณาและถกเถียงกันต่อไป 

“ชีวิตและปากท้องคือสิ่งสำคัญ แม้ข้อมูลเปิดจากภาครัฐจะไม่กระทบกับชีวิตและปากท้องโดยตรง แต่มันจะช่วยให้การใช้สิทธิของเรามีคุณภาพมากขึ้น ขณะเดียวกัน เราจะรู้ได้เลยว่าทรัพยากร ที่ควรถูกจัดสรรเพื่อประโยชน์สังคม ไปลงอยู่ที่ใคร ภาษีเราอยู่ตรงไหน ทรัพย์สินของรัฐอยู่กับใคร

“หลายคนอาจรู้สึกว่าเราจะรู้ข้อมูลภาครัฐไปทำไม แต่ประเด็นคือถ้าเราไม่รู้ เราก็จะทำอะไรไม่ได้เลย” เขมภัทรทิ้งท้าย


ผลงานชิ้นนี้เป็นความร่วมมือระหว่างสถาบันเพื่อการยุติธรรมแห่งประเทศไทย (องค์การมหาชน) (TIJ) และ The101.world

References
↑1 มาตรา ๑๕  ข้อมูลข่าวสารของราชการที่มีลักษณะอย่างหนึ่งอย่างใดดังต่อไปนี้หน่วยงานของรัฐหรือเจ้าหน้าที่ของรัฐอาจมีคำสั่งมิให้เปิดเผยก็ได้ โดยคำนึงถึงการปฏิบัติหน้าที่ตามกฎหมายของหน่วยงานของรัฐ ประโยชน์สาธารณะ และประโยชน์ของเอกชนที่เกี่ยวข้องประกอบกัน
               (๑) การเปิดเผยจะก่อให้เกิดความเสียหายต่อความมั่นคงของประเทศ ความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ หรือความมั่นคงในทางเศรษฐกิจหรือการคลังของประเทศ
               (๒) การเปิดเผยจะทำให้การบังคับใช้กฎหมายเสื่อมประสิทธิภาพ หรือไม่อาจสำเร็จตามวัตถุประสงค์ได้ ไม่ว่าจะเกี่ยวกับการฟ้องคดี การป้องกัน การปราบปราม การทดสอบ การตรวจสอบ หรือการรู้แหล่งที่มาของข้อมูลข่าวสารหรือไม่ก็ตาม
               (๓) ความเห็นหรือคำแนะนำภายในหน่วยงานของรัฐในการดำเนินการเรื่องหนึ่งเรื่องใด แต่ทั้งนี้ ไม่รวมถึงรายงานทางวิชาการ รายงานข้อเท็จจริง หรือข้อมูลข่าวสารที่นำมาใช้ในการทำความเห็นหรือคำแนะนำภายในดังกล่าว
               (๔) การเปิดเผยจะก่อให้เกิดอันตรายต่อชีวิตหรือความปลอดภัยของบุคคลหนึ่งบุคคลใด
               (๕) รายงานการแพทย์หรือข้อมูลข่าวสารส่วนบุคคลซึ่งการเปิดเผยจะเป็นการรุกล้ำสิทธิส่วนบุคคลโดยไม่สมควร
               (๖) ข้อมูลข่าวสารของราชการที่มีกฎหมายคุ้มครองมิให้เปิดเผย หรือข้อมูลข่าวสารที่มีผู้ให้มาโดยไม่ประสงค์ให้ทางราชการนำไปเปิดเผยต่อผู้อื่น
               (๗) กรณีอื่นตามที่กำหนดในพระราชกฤษฎีกา
               คำสั่งมิให้เปิดเผยข้อมูลข่าวสารของราชการจะกำหนดเงื่อนไขอย่างใดก็ได้ แต่ต้องระบุไว้ด้วยว่าที่เปิดเผยไม่ได้เพราะเป็นข้อมูลข่าวสารประเภทใดและเพราะเหตุใด และให้ถือว่าการมีคำสั่งเปิดเผยข้อมูลข่าวสารของราชการเป็นดุลพินิจ โดยเฉพาะของเจ้าหน้าที่ของรัฐตามลำดับสายการบังคับบัญชา แต่ผู้ขออาจอุทธรณ์ต่อคณะกรรมการวินิจฉัยการเปิดเผยข้อมูลข่าวสารได้ตามที่กำหนดในพระราชบัญญัตินี้

Open Data Open Data Unlock Power open government TIJx101 กฎหมายข้อมูลข่าวสาร กฎหมายคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล ข้อมูลข่าวสารสาธารณะ ข้อมูลภาครัฐ ข้อมูลสาธารณะ ข้อมูลเปิด ข้อมูลและการเมือง พ.ร.บ.ข้อมูลข่าวสารของราชการ วัฒนธรรมการเปิดเผยข้อมูล สถาบันเพื่อการยุติธรรมแห่งประเทศไทย (TIJ) เขมภัทร ทฤษฎิคุณ

ภาพถ่าย: กอบบุญ บูรโชควิวัฒน์

จบจากหลักสูตรนิเทศศาสตร์ มหาวิทยาลัยวลัยลักษณ์ ชอบการถ่ายภาพ วิดีโอ สนใจในประเด็นสังคม วัฒนธรรม และความเหลื่อมล้ำ โดยเล่าเรื่องราวผ่านภาพนิ่งและภาพเคลื่อนไหวต่างๆ อีกทั้งชอบออกกำลังกายโดยเฉพาะการวิ่ง