กลุ่มเกษตรกรฯ ผุดโมเดล ‘สำนักงานบัญชี’ เข้าถึงแหล่งทุน นำร่องตราด-พัทลุง

Published on 25 ส.ค. 2026

การพึ่งตัวเองและช่วยเหลือซึ่งกันและกันของเกษตรกรในรูปแบบ ”กลุ่มเกษตรกร” เริ่มต้นตั้งแต่ปี 2515 และดำเนินงานมานานกว่า 50 ปี  

ปัจจุบันได้เผชิญความท้าทายด้านโครงสร้างองค์กร หลังจำนวนกลุ่มและสมาชิกลดลงต่อเนื่อง จนนำมาสู่การยกระดับองค์กรครั้งใหญ่ เพื่อให้เท่าทันเทคโนโลยีสมัยใหม่

ข้อมูลจากกรมส่งเสริมสหกรณ์ระบุว่า ปี 2558 มีกลุ่มเกษตรกรจำนวน 4,924 กลุ่ม และมีสมาชิก 549,945 คน ขณะที่ปี 2568 มีกลุ่มเกษตรกรเพียง 3,762 กลุ่ม และมีสมาชิก 305,814 คน

กลุ่มเกษตรกรระดับชั้น 1 ไม่ถึง 1%

นายทวีวงศ์ ชื่นอารมย์ ประธานคณะกรรมการกลางกลุ่มเกษตรกรแห่งประเทศไทย ในฐานะตัวแทนเครือข่ายกลุ่มเกษตรกรทั่วประเทศและผู้ประสานเชื่อมต่อระหว่างเกษตรกรกับนโยบายรัฐ กล่าวถึงแนวทางขับเคลื่อนการพัฒนายกระดับความเข้มแข็งของกลุ่มเกษตรกร โดยระบุว่า ปัญหาและอุปสรรคของกลุ่มเกษตรกรสะสมมานาวนาน จำเป็นต้องได้รับการแก้ไขอย่างเร่งด่วน

ในปี 2568 มีกลุ่มเกษตรกรจำนวน 3,415 แห่ง นำมาจัดลำดับประเมินความเข้มแข็งกลุ่มเกษตรกรระดับประเทศจำนวน 3,292 แห่ง พบว่ามีเพียง  31 แห่ง ที่อยู่ในระดับชั้นที่ 1 ส่วนระดับชั้นที่ 2 มี 1,138 แห่ง ขณะที่ระดับชั้นที่ 3 มีจำนวน 2,123 แห่ง (ข้อมูล ณ วันที่ 31 สิงหาคม 2568)

วิกฤตสำคัญที่กลุ่มเกษตรกรต้องเร่งแก้ไขมีอย่างน้อย 6 ข้อ ได้แก่ 1) ความล้มเหลวทางบัญชี ส่งงบเงินไม่ทันกำหนด 150 วัน เนื่องจากขาดบุคลากรที่มีความเชี่ยวชาญเฉพาะด้านการจัดทำบัญชีและการใช้โปรแกรมบัญชี รวมถึงไม่สามารถแบกรับค่าใช้จ่ายในการจ้างนักบัญชีประจำได้

2) โครงสร้างการทำงานไม่บูรณาการ ขาดความร่วมมือตั้งแต่ระดับอำเภอถึงประเทศ จึงทำให้ปัญหาไม่ถูกนำไปแก้ไขในระดับนโยบาย 3) ภาระหนี้สิน 4) ขาดแคลนผู้จัดการที่มีความพร้อม ตามพระราชกฤษฎีกาว่าด้วยกลุ่มเกษตรกร พ.ศ. 2547 5) ขาดผู้สืบทอดจากคนรุ่นใหม่ เพราะรายได้ไม่แน่นอนและความเสี่ยงสูง และ6) การขาดนวัตกรรมและเทคโนโลยีมาปรับใช้ในการบริหารงาน

ตั้งเป้ามีสำนักงานบัญชีทั่วประเทศ

นายทวีวงศ์ กล่าวต่อว่า เนื่องจากปัญหาด้านบัญชีเป็นปัญหาเชิงโครงสร้าง ซึ่งถือเป็นจุดอ่อนสำคัญที่ต้องได้รับการแก้ไขเร่งด่วน เพราะมีผลกระทบต่อความน่าเชื่อถือ ประสิทธิภาพในการบริหารงานระยะยาว คณะกรรมการกลุ่มเกษตรกรแห่งประเทศไทยจึงตั้งเป้าผลักดันให้มีการจัดตั้ง “สำนักงานบัญชีกลุ่มเกษตรกรประจำจังหวัด” ให้ครบทั่วประเทศ  โดยนำร่องที่จังหวัดตราดและพัทลุงตั้งแต่เดือนสิงหาคม 2569 เพื่อช่วยกลุ่มเกษตรกรลดต้นทุน สร้างระบบบัญชีที่น่าเชื่อถือ สามารถเข้าถึงแหล่งทุนต่าง ๆ โดยตรง

ทั้งนี้ นอกเหนือจากเงินสนับสนุนเงินกู้ปลอดดอกเบี้ยจากกรมส่งเสริมสหกรณ์ปีละ 1,000 ล้าน แต่ในปีนี้มีการเบิกใช้ประมาณ 800 ล้านบาท รวมถึงเงินจากกองทุนพัฒนาสหกรณ์อีก 5,000 ล้านบาทแล้ว ยังสามารถนำไปวางแผนทำธุรกิจเพื่อยกระดับศักยภาพของกลุ่มเกษตรกรให้ก้าวสู่ความเข้มแข็งระดับชั้นที่ 1-2 ได้

นอกจากนี้ ยังมีการจัดตั้ง Young Smart Group: YMG  กลุ่มเกษตรกรยุคใหม่ 1 กลุ่ม YMG 1 จังหวัด เพื่อยกระดับระบบสารสนเทศ ระบบ AI และนวัตกรรมในโลกยุคใหม่ให้กลุ่มเกษตกรมีความตื่นตัว โดยให้คนรุ่นเดิมทำหน้าที่วางระบบ ถ่ายทอดประสบการณ์ และเป็นพี่เลี้ยงให้คนรุ่นใหม่

กางแผนพัฒนาสหกรณ์ 5ปี

สำหรับร่างแผนพัฒนาสหกรณ์ ฉบับที่ 6 (2571-2575) ได้กำหนดให้กลุ่มเกษตรกรมีความเข้มแข็ง ในระดับชั้นที่ 1 ไม่น้อยกว่า 55% ปริมาณธุรกิจมีอัตราการขยายตัวเพิ่มขึ้น 1% ต่อปีและปริมาณธุรกิจสะสม 5% และตัวชี้วัดระดับโครงการอัตราการมีส่วนร่วมของสมาชิก 80%

แผนโครงการประกอบด้วย 3 แผนงานหลัก คือ 1) แผนงานฟื้นฟูและรายได้ มีเป้าหมายฟื้นฟูกลุ่มเกษตรกรที่ไม่ผ่านเกณฑ์ประเมิน ส่งเสริมและพัฒนาอาชีพโดยใช้นวัตกรรม 2) แผนงานสร้างโอกาสและความเท่าเทียม ปรับปรุงตัวชี้วัดประสิทธิภาพในการบริหารจัดการ สนับสนุการจัดสรรงบประมาณให้กลุ่มเกษตรกร เพิ่มประสิทธิภาพการบริหารกลุ่มแบบมืออาชีพ  และ3) แผนงานพัฒนาประสิทธิภาพความเข้มแข็ง สร้างองค์ความรู้การจัดทำบัญชี การสร้างความเข้มแข็งการบริหารจัดการกลุ่ม การสร้างศูนย์กระจายสินค้า(Group Distribution Center : GDC ) การสร้างกลุ่มเกษตรกรยุคใหม่ (Yong Smart Group: YSG)

ความท้าทายครั้งนี้คือ กลุ่มเกษตรทั่วประเทศต้องขยับขึ้นไปอยู่ระดับชั้นที่ 1  ไม่ต่ำกว่า  55% หรือ 2,069 แห่ง ซึ่งจากเดิม ระดับชั้น 1 มีเพียง 31 กลุ่มเท่านั้น

นายทวีวงศ์ระบุว่า แนวทางขับเคลื่อนให้สำเร็จ ทุกจังหวัดจะขับเคลื่อนด้วย “คณะอนุกรรมการด้านการสร้างความเข้มแข็งของกลุ่มเกษตรกร” ประกอบด้วยประธานอนุกรรมการและรองประธานและคณะอนุกรรมการ 8 คน เพื่อวิเคราะห์ปัญหาข้อมูลของกลุ่มเกษตรกร พร้อมกำหนดเป้าหมายให้สอดคล้องกับแผนพัฒนาฯ ฉบับที่ 6 และจัดทำแผนงานในโครงการ 5 ปี ที่ต้องวัดผลสำเร็จเป็นรูปธรรมได้

ตราด ตั้งเป้าชั้น 1 เพิ่ม 12 แห่ง

นายทวีวงศ์กล่าวถึงการเลือกจังหวัดตราดเป็นพื้นที่นำร่องว่า ปี 2568 มีกลุ่มเกษตรกรทั้งหมด 21 แห่ง ส่วนใหญ่อยู่ในระดับชั้นที่ 3 จำนวน 18 แห่ง และระดับชั้นที่ 2 จำนวน 3 แห่ง โดยยังไม่มีกลุ่มใดอยู่ระดับชั้นที่ 1

ปัญหาหลักคือ กลุ่มเกษตรกรยังไม่มีผลกำไรมากพอที่จะจ้างคนทำบัญชีประจำกลุ่มได้ หลายกลุ่มไม่ได้ดำเนินธุรกิจตามเกณฑ์  โดยกลุ่มเกษตรกรมากกว่า 80% เน้นการปล่อยสินเชื่อให้สมาชิกเท่านั้น

ส่วนใหญ่ยังดำเนินธุรกิจด้วยการปล่อยเงินกู้จากกรมส่งเสริมการเกษตร ปีละ 9.6 ล้านบาท จากวงเงินรวมทั้งประเทศ 1,000 ล้านบาท โดยในพื้นที่มีกลุ่มเกษตรกร 21 กลุ่ม แต่กู้เงินเพียง 11 กลุ่ม เนื่องจากคณะกรรมการกังวลเรื่องความเสี่ยง โดยเฉพาะการค้ำประกันเงินกู้ วงเงินประมาณ 500,000-1 ล้านบาท ดังนั้นโจทย์สำคัญคือ ต้องมีกลยุทธ์สร้าง “เกราะป้องกันความเสี่ยง” ให้กับคณะกรรมการ เพื่อให้สามารถเข้าถึงเงินทุนและนำไปต่อยอดธุรกิจของกลุ่มได้อย่างมั่นใจ

จากการลงพื้นที่สำรวจปัญหาของกลุ่มเกษตรกรทั้ง หมด 21 แห่ง พบบางกลุ่มยังไม่เข้าใจเกณฑ์การประเมินว่าการขยับแต่ละระดับชั้นมีประโยชน์อย่างไร ทั้งที่บางกลุ่มมีศักยภาพพัฒนาจากชั้น 3 ไปชั้น 2 ได้ หากปรับรูปแบบการดำเนินธุรกิจและเพิ่มการมีส่วนร่วมของสมาชิก เช่น การนำกำไรหลัก 1,000 บาท มาเฉลี่ยคืนหรือปันผล 5-10บาท จะได้คะแนนการมีส่วนร่วม แต่กลุ่มเห็นว่าเงินเล็กน้อยจึงให้ปรับเปลี่ยนเป็นแจกน้ำมันพืชแทน หรือหากกลุ่มเกษตรกรทำธุรกิจซื้อ-ขายปัจจัยการผลิตเพื่อช่วยลดต้นทุนให้สมาชิก ตลอดจนการรวบรวมซื้อ-ขายผลไม้ต่าง ๆ จะช่วยสร้างอำนาจต่อรอง ให้สมาชิกมีส่วนร่วมและเพิ่มช่องทางในการสร้างรายได้

การนำร่องที่จังหวัดตราดจะเริ่มจากการจัดตั้ง “สำนักงานบัญชีกลุ่มเกษตรกรประจำจังหวัดตราด” และประชุมให้ความรู้แก่กลุ่มเกษตรกรทั้ง 21 แห่ง พร้อมจัดทำคู่มือการยกระดับชั้นที่เข้าใจง่ายและสามารถนำไปปฏิบัติได้จริง

จากนั้นจะพัฒนาให้สำนักงานเป็นศูนย์เรียนรู้ ศูนย์กระจายสินค้า ศูนย์ที่ปรึกษาทางกฎหมาย ที่กลุ่มเกษตรกรสามารถมาใช้ประโยชน์เรื่องการทำสัญญาได้ และจัดตั้งกลุ่มเกษตรกรยุคใหม่หรือYMG  จัดทำคู่มือการปฏิบัติงานยกระดับชั้นกลุ่มที่เข้าใจได้ง่าย ไม่ซับซ้อน ให้เห็นผลทางปฏิบัติชัดเจน

ทั้งนี้ มั่นใจว่าคณะอนุกรรมการด้านการสร้างความเข้มแข็งของกลุ่มเกษตรกรจังหวัดตราด ประธานมูลนิธิกลุ่มเกษตรกรแห่งประเทศไทย ประธานและคณะกรรมการกลุ่มเกษตรกรทั้ง 21 แห่งจะให้ความร่วมมืออย่างจริงจัง เพื่อสร้างกลุ่มเกษตรกรยุคใหม่จากผู้ผลิต สู่การบริหารธุรกิจ ทำให้สมาชิกมีส่วนร่วมมากขึ้นและได้รับผลประโยชน์โดยตรง

“คาดว่าในระยะ5 ปี จะสามารถยกระดับความเข้มแข็งของกลุ่มเกษตรจังหวัดตราด ให้อยู่ในระดับชั้น 1 ได้ 11-12 แห่ง โดยเฉพาะระดับชั้น 3 ที่มีข้อจำกัดต่าง ๆ ต้องได้รับการฟื้นฟูและพัฒนา ขอให้เกษตรกรที่ยังไม่ได้รวมกลุ่ม ได้รวมกลุ่มกันตามอาชีพเพื่อจดทะเบียนเป็นนิติบุคคล จะช่วยเพิ่มโอกาสการเข้าถึงแหล่งเงินทุน ร่วมมือกันสร้างเครือข่ายแลกเปลี่ยนความรู้ ทำธุรกิจซื้อ-ขายสินค้า สร้างความยั่งยืนให้กับกลุ่มเกษตรกร”