สศช.คลี่ปมปัญหา ‘แรงงาน’ เขย่าเศรษฐกิจไทย-จี้เร่งมาตรการรับมือ

Published on 26 ส.ค. 2026

สภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) หรือสภาพัฒน์ เปิดตัวเลขการจ้างงานของไทยในไตรมาส 2 ปี 2569 ออกมาเป็นบวก 5.1% แปลว่า การจ้างงานดูดีขึ้น อย่างไรก็ดี กลับพบว่า อัตราการว่างงานอยู่ที่ 0.95% หรืออยู่ที่ 4 แสนคน แย่กว่าไตรมาสก่อนเล็กน้อย โดยอัตราการว่างงานในระบบประกันสังคมเพิ่มขึ้น 2.37%

ด้านชั่วโมงการทำงานปรับตัวลงเล็กน้อย ทั้งในภาพรวมและภาคเอกชน ขณะที่ค่าจ้างเฉลี่ยของแรงงานยังคงปรับลดลง โดยค่าจ้างเฉลี่ยอยู่ที่ 15,937 บาทต่อคนต่อเดือน ลดลง 0.25% จากช่วงเดียวกันปีก่อน โดยเฉพาะค่าจ้างเฉลี่ยของกลุ่มอาชีพอิสระที่ลดลง 1.96% มาอยู่ที่ 16,059 บาทต่อคนต่อเดือน ทั้งนี้ ค่าจ้างแรงงานที่แท้จริงในภาพรวมลดลง 2.88% เมื่อปรับด้วยผลของอัตราเงินเฟ้อในไตรมาส 2 ปี 2569 ที่เพิ่มขึ้น 2.7% โดยกลุ่มอาชีพอิสระลดลง 4.54% และลูกจ้างในระบบลดลง 1.76%

“ดนุชา พิชยนันท์” เลขาธิการ สภาพัฒน์ ชี้ว่า ประเด็นด้านแรงงานที่ควรให้ความสำคัญ ประกอบด้วย ประเด็น “การบังคับใช้กฎหมายกองทุนสงเคราะห์ลูกจ้าง” ที่จะเริ่มบังคับใช้ในวันที่ 1 ต.ค.นี้ ซึ่งคาดว่าในปี 2569 นี้จะมีสถานประกอบการที่อยู่ในข่ายต้องนำส่งเงินสมทบกว่า 107,000 แห่ง คิดเป็น 80.7% ของสถานประกอบการที่มีลูกจ้างตั้งแต่ 10 คนขึ้นไป ครอบคลุมลูกจ้างราว 5.7 ล้านคน

“ลูกจ้างส่วนใหญ่มีความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับสิทธิกรณีเลิกจ้างในระดับต่ำ ซึ่งอาจจะส่งผลให้ไม่ได้รับสิทธิประโยชน์ที่พึงได้รับ จึงควรเร่งเสริมสร้างความรู้ให้กับนายจ้างและลูกจ้าง ควบคู่ไปกับการพัฒนาระบบรองรับการขึ้นทะเบียน การนำส่งเงินสมทบ และการกำกับติดตาม
การดำเนินงาน”

ขณะเดียวกันยังมีประเด็น “ความเสี่ยงต่อการจ้างงานภาคเกษตรจากปรากฏการณ์เอลนีโญ” ซึ่งมีแนวโน้มทวีความรุนแรงเป็น “ซูเปอร์เอลนีโญ” จึงเป็นเรื่องที่ต้องเร่งเตรียมความพร้อมรับมือผลกระทบ

“หลายพื้นที่เริ่มประสบปัญหาภัยแล้งและคาดว่าจะส่งผลกระทบต่อเนื่องไปถึงครึ่งแรกของปี 2570 อาจกระทบทั้งผลผลิต รายได้ และความต้องการแรงงานภาคเกษตร ทำให้บางส่วนต้องย้ายไปทำงานในภาคเศรษฐกิจอื่น”

นอกจากนี้ ยังมีประเด็นเรื่อง “การลักลอบประกอบอาชีพสงวนของแรงงานข้ามชาติที่มีแนวโน้มเพิ่มขึ้น” ปีงบประมาณ พ.ศ. 2569 พบแรงงานข้ามชาติทำงานผิดกฎหมาย 3,217 รายเกือบ 1 ใน 3 เป็นการลักลอบประกอบอาชีพสงวน เพิ่มขึ้น 19.3% จากปีก่อน จึงต้องเพิ่มความเข้มงวดในการตรวจสอบและบังคับใช้กฎหมายควบคู่กันไป

“ดนุชา” กล่าวด้วยว่า ขณะที่ปัจจุบัน ธุรกิจแพลตฟอร์มได้กลายเป็นส่วนสำคัญของเศรษฐกิจดิจิทัล และเปิดโอกาสให้คนจำนวนมากเข้าสู่การทำงานที่ยืดหยุ่น โดยคาดว่ามูลค่าธุรกิจบริการดิจิทัลในไทยจะเพิ่มจาก 3.1 แสนล้านบาท ในปี 2566 เป็น 5.2 แสนล้านบาท ในปี 2570 และในปี 2568 รองรับแรงงานเกือบ 4.6 แสนคน

อย่างไรก็ตาม ความยืดหยุ่นนี้มาพร้อมกับช่องว่างด้านการคุ้มครอง เนื่องจากแรงงานไม่มีสถานะเป็นลูกจ้าง ทำให้ต้องเผชิญ (1) รายได้และสวัสดิการไม่มั่นคง จากค่าตอบแทนที่ไม่แน่นอนและต้นทุนที่ต้องแบกรับเอง (2) ความเสี่ยงด้านสุขภาพและความปลอดภัย จากแรงกดดันให้ทำงานวันละ 10-12 ชั่วโมง

และ (3) อำนาจต่อรองที่จำกัด โดยแพลตฟอร์มสามารถกำหนดหรือเปลี่ยนแปลงเงื่อนไขการทำงานได้ฝ่ายเดียว ขณะที่หลักเกณฑ์การจัดสรรงาน การประเมินผล และการระงับบัญชีผ่านระบบอัลกอริที่มยังไม่ชัดเจน อีกทั้งระบบให้คะแนนจากลูกค้ามีผลต่อโอกาสได้รับงาน แต่ช่องทางร้องเรียนหรืออุทธรณ์ยังเข้าถึงได้ยากและใช้เวลานาน

“ภาครัฐได้เริ่มพัฒนากลไกคุ้มครอง เช่น การผลักดันร่าง พ.ร.บ.ส่งเสริมและคุ้มครองผู้ประกอบอาชีพอิสระ พ.ศ. …. และการจัดตั้งคณะอนุกรรมการศึกษาแนวทางกำหนดค่าตอบแทนและสิทธิประโยชน์ขั้นต่ำสำหรับผู้ทำงานบนแพลตฟอร์ม”

ทั้งนี้ มีบทเรียนจากต่างประเทศมีแนวทางคุ้มครองแรงงานแพลตฟอร์ม 2 รูปแบบ ได้แก่ (1) ใช้กฎหมายแรงงานเดิม โดยให้ศาลพิจารณาจากสภาพการทำงานจริง เช่น สหราชอาณาจักร ที่รับรองคนขับ Uber เป็นผู้ปฏิบัติงาน (Worker) จึงได้รับสิทธิพื้นฐาน แม้สัญญาระบุว่าเป็นผู้ประกอบอาชีพอิสระ

และ (2) ออกกฎหมายเฉพาะสำหรับแรงงานแพลตฟอร์ม โดยไม่จำเป็นต้องกำหนดสถานะเป็นลูกจ้าง แต่สามารถกำหนดสิทธิและความคุ้มครองเฉพาะด้านให้เหมาะกับลักษณะงาน ขณะที่ในระดับสากล ILO รับรองอนุสัญญาว่าด้วย “งานที่มีคุณค่าในระบบเศรษฐกิจแพลตฟอร์ม” ในปี 2569 โดยเน้นการพิจารณาสถานะการทำงานจากสภาพการทำงานจริง และคุ้มครองสิทธิด้านค่าตอบแทน ความปลอดภัย ประกันสังคม การรวมตัวและเจรจาต่อรอง รวมถึงความโปร่งใสในการบริหารงานผ่านระบบอัลกอริทึ่ม

“ประเทศไทยควรนำแนวทางดังกล่าวมาปรับใช้ โดยเร่งทบทวนและผลักดันร่าง พ.ร.บ.ส่งเสริมและคุ้มครองผู้ประกอบอาชีพอิสระ กำหนดหน้าที่ของแพลตฟอร์มด้านความโปร่งใส ตลอดจนส่งเสริมการรวมตัวของแรงงานเพื่อเพิ่มอำนาจต่อรองและร่วมกำหนดมาตรการคุ้มครองที่เหมาะสม”