“สุริยะ” ลุยอารยเกษตร ในพื้นที่สวนยาง ผสานภูมิปัญญาท้องถิ่นกับเทคโนโลยี รักษาตลาดส่งออกยางพาราโลก

Published on 31 ส.ค. 2026

“สุริยะ” ชูแนวคิด “อารยเกษตร” ในพื้นที่สวนยาง ผสานภูมิปัญญาท้องถิ่นกับเทคโนโลยี เตรียมพร้อม EUDR กำหนด และรักษาตลาดส่งออกยางพาราของโลก 

วันที่ 31 สิงหาคม 2569 นายสุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ลงพื้นที่ติดตามการดำเนินงานของสหกรณ์กองทุนสวนยาง คลองช้าง จำกัด ต.บางเหรียง อ.ควนเนียง จ.สงขลา พร้อมมอบนโยบายในเรื่องการยกระดับรายได้ชาวสวนยางโดยการทำสวนยางอารยเกษตร ซึ่งเป็นไปตามนโยบาย “เกษตรนวัตกรรม เพื่อความยั่งยืนของเกษตรกรไทย” โดยคำว่า อารยเกษตรคือ วิธีทำ เป็นการผสานภูมิปัญญาท้องถิ่นกับเทคโนโลยีและงานวิจัยเพื่อเพิ่มรายได้อย่างยั่งยืน กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ โดยการยางแห่งประเทศไทย (กยท.) ได้มีการขับเคลื่อนและผลักดันการทำสวนยางแบบอารยเกษตรมาอย่างต่อเนื่องในพื้นที่ปลูกยางพารา ด้วยการส่งเสริมให้เกษตรกรชาวสวนยางรายย่อยปรับรูปแบบการทำสวนยางจากการปลูกยางเชิงเดี่ยวที่พึ่งพารายได้จากผลผลิตยางเพียงอย่างเดียว สู่การใช้พื้นที่อย่างคุ้มค่า ผ่านการปลูกพืช เลี้ยงสัตว์ ประมง หรือทำกิจกรรมทางการเกษตรที่เหมาะสมกับสภาพของแต่ละพื้นที่ ควบคู่กับการบริหารจัดการน้ำอย่างเป็นระบบ ซึ่งจะช่วยสร้างรายได้หมุนเวียนให้กับเกษตรกรชาวสวนยางมากยิ่งขึ้น และสิ่งสำคัญที่เกษตรกรจะได้รับคือ ความยั่งยืนในการประกอบอาชีพการทำสวนยาง 

ปัจจุบันจากการเริ่มนำร่องและขับเคลื่อนโครงการ มีเกษตรกรชาวสวนยางรายย่อยนำพื้นที่สวนยาง ซึ่งสามารถทำได้ตั้งแต่ก่อนเปิดกรีด และหลังเปิดกรีดที่จะเป็นพืชร่วม พืชแซม หรือกิจกรรมทางการเกษตรอื่น ๆ ในพื้นที่ว่างเปล่าที่เกื้อกูลกับสวนยางให้สามารถเกิดรายได้เพิ่มขึ้น เข้าร่วมโครงการอารยเกษตรกว่า 75,000 ไร่ สะท้อนถึงการตอบรับและความพร้อมของเกษตรกรในการต่อยอดพื้นที่สวนยางสู่การทำเกษตรแบบผสมผสาน ถือเป็นรากฐานสำคัญในการยกระดับรายได้และคุณภาพชีวิตของเกษตรกร พร้อมขับเคลื่อนการทำสวนยางของประเทศสู่ความยั่งยืนในระยะยาว ทั้งนี้ การยางแห่งประเทศไทย ในฐานะหน่วยงานกำกับดูแลยางพาราทั้งระบบครบวงจร จะรักษาเสถียรภาพทางราคา โดยตั้งเป้าเพิ่มรายได้เกษตรกรไม่ต่ำกว่า 15,290 บาท/ไร่/ปี 

ขณะเดียวกัน ทิศทางการเพิ่มรายได้ของเกษตรกร ยังมาพร้อมกับความท้าทายในเวทีตลาดโลก นั่นคือ กฎหมาย EUDR ซึ่งยางพาราเป็นพืชเศรษฐกิจที่สำคัญของประเทศ และเป็น 1 ใน 7 ชนิดสินค้าโภคภัณฑ์ที่จะนำเข้าสหภาพยุโรป จะต้องตรวจสอบแหล่งที่มาของผลิตภัณฑ์ที่ทำมาจากยางพาราได้ ซึ่ง ณ วันนี้ จุดแข็งหรือข้อได้เปรียบของประเทศไทย คือ คณะกรรมาธิการยุโรป จัดไทยอยู่กลุ่ม "Low-Risk" ที่เป็นกลุ่มความเสี่ยงต่ำ (จากทั้งหมด 3 กลุ่ม ซึ่งมีทั้งหมด 140 ประเทศทั่วโลกในกลุ่มนี้ ทำให้สินค้ายางไทยถูกสุ่มตรวจที่ด่านศุลกากรของสหภาพยุโรป เพียง 1% ซึ่งจะช่วยลดต้นทุนและระยะเวลาให้ผู้นำเข้าโดยตรง ทั้งนี้ ปัจจุบันไทยครองส่วนแบ่งตลาดยางธรรมชาติใน EU เฉลี่ย 20.3% ในช่วง 4 ปีที่ผ่านมา (ปี 2564 - 2568) มูลค่าส่งออกปี 2568 ประมาณ 1,800 กว่าล้านดอลลาร์สหรัฐ 

ดังนั้น การยางแห่งประเทศไทยสามารถดำเนินการด้านความพร้อมเชิงระบบ เพื่อสร้างความเชื่อมั่นในการตรวจสอบย้อนกลับ หรือแหล่งที่มาของสินค้าจากยางพาราได้ ซึ่ง กยท. มีการขึ้นทะเบียนเกษตรกร/สวนยางแล้วกว่า 1.4 ล้านราย ครอบคลุมพื้นที่ปลูกยางส่วนใหญ่ของประเทศประมาณกว่า 15.5 ล้านไร่ โดยระบบทะเบียนมีการเก็บพิกัดภูมิศาสตร์แปลง (geolocation) อายุและพันธุ์ยาง รวมถึงข้อมูลผลผลิต เพื่อพิสูจน์ว่าผลผลิตไม่ได้มาจากพื้นที่ตัดไม้ทำลายป่าตามที่ EUDR กำหนด และมีแพลตฟอร์มซื้อขาย TRT (Thai Rubber Trade) ผ่านตลาดกลางยางพารา 8 แห่ง และเครือข่ายตลาดกว่า 800 แห่งทั่วประเทศ โดยมีสถาบันเกษตรกรและผู้ประกอบกิจการยางที่พร้อมจำหน่ายสินค้า EUDR ประมาณ 637 แห่งทั่วประเทศ เพื่อออกเอกสารรับรองแหล่งที่มา อีกทั้งยังมีมาตรฐานของการบริหารจัดการสินค้ายางพาราให้ได้รับการรับรอง Thai Rubber Traceability ซึ่งเป็นไปตามกฎหมาย EUDR เช่น สหกรณ์กองทุนสวนยางคลองช้าง เป็นสหกรณ์ยางที่รวมกลุ่มเกษตรกรได้จริง มีศักยภาพและเป็นต้นแบบให้สหกรณ์อื่นในภาคใต้ที่มิใช่เพียงการเพิ่มมูลค่าจากวัตถุดิบยางพาราที่สามารถแปรรูปเป็นขั้นกลาง หรือการสร้างความเข้มแข็งให้กับสมาชิกของสหกรณ์เท่านั้น แต่ยังเป็นสหกรณ์แรกของจังหวัดสงขลา และเขตภาคใต้ตอนล่าง ที่สามารถยกระดับคุณภาพ มาตรฐานของการบริหารจัดการสินค้ายางพาราให้ได้รับการรับรอง Thai Rubber Traceability อีกด้วย

 อย่างไรก็ตาม กระทรวงเกษตรฯ มอบหมายให้แต่ละหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เร่งดำเนินการประเด็นความครบถ้วนของฐานข้อมูล ซึ่งยังเป็นงานที่ต้องเร่งทำและทำอย่างต่อเนื่อง เพื่อให้เป็นข้อมูลปัจจุบัน และเพิ่มมูลค่า สามารถสร้างรายได้สู่ประเทศอย่างยั่งยืนต่อไป