
จากสิ้นปี 2568 มาถึงสิ้นเดือนส.ค. 69 ดัชนีตลาดหุ้นไทยทะยานขึ้นเกือบ 30% เป็นผลตอบแทนที่เหนือความคาดหมาย
แรงขับเคลื่อนสำคัญมาจาก “เงินทุนต่างชาติ” หรือ ฟันด์โฟลว์ ที่กลับเข้ามาซื้อหุ้นไทยอย่างจริงจัง
ตั้งแต่ต้นปี 69 ถึงสิ้นเดือนกรกฎาคม 69 ต่างชาติซื้อสุทธิสะสมมากกว่า 7.5 หมื่นล้านบาท
เม็ดเงินก้อนนี้ช่วยดันทั้งหุ้นขนาดใหญ่ สภาพคล่อง และความเชื่อมั่นของตลาดมาก ๆ ครับ
ทว่า ภาพดังกล่าวเริ่มเปลี่ยนไปอย่างเห็นได้ชัดในเดือนสิงหาคมที่ผ่านมา เพราะต่างชาติพลิกกลับมาขายสุทธิกว่า 2.4 หมื่นล้านบาท ภายในเวลาเพียงเดือนเดียว
ปุจฉา… หรือคำถามที่นักลงทุนต้องการคำตอบคือ เงินต่างชาติที่เคยเป็นแรงขับเคลื่อนกำลังหนีหุ้นไทยหรือไม่?
คำถามนี้ พอจะไปหาคำตอบมาได้ว่า ต่างชาติได้ขายทำกำไรหลังราคาหุ้นปรับขึ้นแรง
และเมื่อ “ต้นทุน” ของนักลงทุนต่างชาติอยู่ “ต่ำกว่าราคาปัจจุบัน” มาก การล็อกกำไรย่อมไม่ใช่เรื่องผิดปกติ โดยเฉพาะเมื่อดัชนีเข้าใกล้เขตที่มูลค่าหุ้นไม่ถูกเหมือนช่วงต้นปี
การขายสุทธิ 2.4 หมื่นล้านบาทยังไม่เพียงพอจะสรุปว่าต่างชาติหนีตลาดไทย
เพราะเมื่อหักแรงขายเดือนสิงหาคม ต่างชาติยังคงมียอดซื้อสุทธิสะสมจากต้นปีอยู่กว่า 5.5 หมื่นล้านบาท
ภาพที่เกิดขึ้นจึงใกล้เคียงกับการ “พักเงินและปรับพอร์ต” มากกว่าการหอบเงินหนีประเทศไทย
สิ่งที่น่าสนใจกว่าตัวเลขขายสุทธิ คือพฤติกรรมการ “หมุนเงินระหว่างกลุ่มหุ้น”
ต่างชาติไม่ได้ขายหุ้นทุกกลุ่มในน้ำหนักเท่ากันครับ
หุ้นที่ราคาวิ่งขึ้นเร็วและมีกำไรสะสมสูงย่อมถูกขายออกมาก่อน ขณะที่เงินบางส่วนหมุนเข้าสู่หุ้นที่ราคายังตามหลังและมีปัจจัยพื้นฐานรองรับ
นี่คือภาวะ “Sector Rotation” ซึ่งทำให้ดัชนีอาจไม่ไปไหน แต่หุ้นรายกลุ่มยังเคลื่อนไหวได้
นักลงทุนจึงไม่ควรตีความว่าดัชนีพักฐานแล้วหุ้นทุกตัวจะหมดโอกาส
ในทางกลับกัน การซื้อเพราะเห็นราคาหุ้นยังไม่ขึ้นก็ไม่ใช่คำตอบเสมอไป เพราะหุ้นที่ถูกหมุนเข้าหาต้องมีกำไร กระแสเงินสด และมูลค่าที่สมเหตุสมผลรองรับ
ปัญหาสำคัญในเวลานี้คือ ต่างชาติยัง “ไม่เติมเม็ดเงินใหม่” เข้ามาอย่างชัดเจน
นักลงทุนโลกกำลังรอความแน่นอนของปัจจัยทั้งในและต่างประเทศ
ด้านนอกประเทศต้องติดตามทิศทางดอกเบี้ยสหรัฐ เงินดอลลาร์ บอนด์ยีลด์ และราคาน้ำมัน รวมถึงความผันผวนทางภูมิรัฐศาสตร์ที่พร้อมเปลี่ยนทิศทางเงินทุนได้ตลอดเวลา
ส่วนในประเทศ ตลาดต้องการเห็นนโยบายเศรษฐกิจที่เปลี่ยนเป็นผลลัพธ์จริง
ตั้งแต่การฟื้นตัวของกำลังซื้อ การลงทุนภาครัฐ ไปจนถึงการเติบโตของกำไรบริษัทจดทะเบียน (บจ.)
หลังหุ้นไทยขึ้นมาแล้วเกือบ 30% ความหวังเพียงอย่างเดียวอาจไม่พออีกต่อไปครับ เพราะจากนี้ “ตลาดจะเข้าสู่ช่วงที่กำไรต้องวิ่งตามราคาหุ้นให้ทัน”
หากประมาณการกำไรของ บจ.ถูกปรับขึ้น เงินต่างชาติก็มีเหตุผลที่จะกลับมาเติมพอร์ต
แต่หากกำไรไม่ฟื้น ขณะที่ราคาหุ้นสะท้อนข่าวดีไปมากแล้ว แรงขายย่อมเกิดขึ้น
ดังนั้น ยอดขายสุทธิในเดือนสิงหาคม 69 จึงเปรียบเสมือนสัญญาณเตือนมากกว่าสัญญาณจบรอบ ซึ่งมันกำลังบอกว่า ช่วงที่ซื้อหุ้นตัวใดก็ได้แล้วรอราคาขึ้นอาจผ่านไปแล้ว
ส่วนตัวมองว่าตลาดรอบต่อไปจะให้ผลตอบแทนกับการ “เลือกหุ้น” มากกว่าการเลือกทิศทางดัชนีครับ
หุ้นที่ได้ประโยชน์จากดอกเบี้ยต่ำ รายได้ฟื้น และมีเงินปันผลรองรับยังมีอัพไซด์ให้วิ่งต่อ ส่วนหุ้นที่ขึ้นจากกระแส แต่กำไรไม่เปลี่ยน ต้องระวังการถูกขายทำกำไรเป็นพิเศษ
อีกตัวแปรที่ต้องจับตาคือ ใครกำลัง “รับหุ้น” ในช่วงที่ต่างชาติขาย
หากเป็นสถาบันในประเทศที่ลงทุนบนพื้นฐาน ความผันผวนอาจอยู่ในระดับบริหารได้ แต่หากภาระรับหุ้นตกอยู่กับ “รายย่อย” มากขึ้น ความเสี่ยงของการไล่ซื้อบนยอดดอยจะเพิ่มขึ้น
กลยุทธ์ที่เหมาะสมจึงไม่ใช่การหนีออกจากตลาดทั้งหมด หรือเร่งซื้อเพราะกลัวตกรถ
แต่คือการลดหุ้นที่ราคาวิ่งนำกำไร และถือเงินสดไว้รอจังหวะที่มีส่วนเผื่อความปลอดภัย
รอบนี้ยังไม่อาจฟันธงว่าต่างชาติจากไป เพียงแต่เขาหยุดเติมเงินและเริ่มเลือกของครับ
เมื่อดัชนีบวกมาแล้วเกือบ 30%
จากนี้นักลงทุนต้องเปลี่ยนจากซื้อหุ้นเพราะ “ความหวัง” มาเป็น “รอกำไรจริง” นั่นแหละ