ฝรั่งหนีหรือโรเตชั่น

Published on 31 ส.ค. 2026

จากสิ้นปี 2568 มาถึงสิ้นเดือนส.ค. 69 ดัชนีตลาดหุ้นไทยทะยานขึ้นเกือบ 30% เป็นผลตอบแทนที่เหนือความคาดหมาย

แรงขับเคลื่อนสำคัญมาจาก “เงินทุนต่างชาติ” หรือ ฟันด์โฟลว์ ที่กลับเข้ามาซื้อหุ้นไทยอย่างจริงจัง

ตั้งแต่ต้นปี 69 ถึงสิ้นเดือนกรกฎาคม 69 ต่างชาติซื้อสุทธิสะสมมากกว่า 7.5 หมื่นล้านบาท

เม็ดเงินก้อนนี้ช่วยดันทั้งหุ้นขนาดใหญ่ สภาพคล่อง และความเชื่อมั่นของตลาดมาก ๆ ครับ

ทว่า ภาพดังกล่าวเริ่มเปลี่ยนไปอย่างเห็นได้ชัดในเดือนสิงหาคมที่ผ่านมา เพราะต่างชาติพลิกกลับมาขายสุทธิกว่า 2.4 หมื่นล้านบาท ภายในเวลาเพียงเดือนเดียว

ปุจฉา… หรือคำถามที่นักลงทุนต้องการคำตอบคือ เงินต่างชาติที่เคยเป็นแรงขับเคลื่อนกำลังหนีหุ้นไทยหรือไม่?

คำถามนี้ พอจะไปหาคำตอบมาได้ว่า ต่างชาติได้ขายทำกำไรหลังราคาหุ้นปรับขึ้นแรง

และเมื่อ “ต้นทุน” ของนักลงทุนต่างชาติอยู่ “ต่ำกว่าราคาปัจจุบัน” มาก การล็อกกำไรย่อมไม่ใช่เรื่องผิดปกติ โดยเฉพาะเมื่อดัชนีเข้าใกล้เขตที่มูลค่าหุ้นไม่ถูกเหมือนช่วงต้นปี

การขายสุทธิ 2.4 หมื่นล้านบาทยังไม่เพียงพอจะสรุปว่าต่างชาติหนีตลาดไทย

เพราะเมื่อหักแรงขายเดือนสิงหาคม ต่างชาติยังคงมียอดซื้อสุทธิสะสมจากต้นปีอยู่กว่า 5.5 หมื่นล้านบาท

ภาพที่เกิดขึ้นจึงใกล้เคียงกับการ “พักเงินและปรับพอร์ต” มากกว่าการหอบเงินหนีประเทศไทย

สิ่งที่น่าสนใจกว่าตัวเลขขายสุทธิ คือพฤติกรรมการ “หมุนเงินระหว่างกลุ่มหุ้น”

ต่างชาติไม่ได้ขายหุ้นทุกกลุ่มในน้ำหนักเท่ากันครับ

หุ้นที่ราคาวิ่งขึ้นเร็วและมีกำไรสะสมสูงย่อมถูกขายออกมาก่อน ขณะที่เงินบางส่วนหมุนเข้าสู่หุ้นที่ราคายังตามหลังและมีปัจจัยพื้นฐานรองรับ

นี่คือภาวะ “Sector Rotation” ซึ่งทำให้ดัชนีอาจไม่ไปไหน แต่หุ้นรายกลุ่มยังเคลื่อนไหวได้

นักลงทุนจึงไม่ควรตีความว่าดัชนีพักฐานแล้วหุ้นทุกตัวจะหมดโอกาส

ในทางกลับกัน การซื้อเพราะเห็นราคาหุ้นยังไม่ขึ้นก็ไม่ใช่คำตอบเสมอไป เพราะหุ้นที่ถูกหมุนเข้าหาต้องมีกำไร กระแสเงินสด และมูลค่าที่สมเหตุสมผลรองรับ

ปัญหาสำคัญในเวลานี้คือ ต่างชาติยัง “ไม่เติมเม็ดเงินใหม่” เข้ามาอย่างชัดเจน

นักลงทุนโลกกำลังรอความแน่นอนของปัจจัยทั้งในและต่างประเทศ

ด้านนอกประเทศต้องติดตามทิศทางดอกเบี้ยสหรัฐ เงินดอลลาร์ บอนด์ยีลด์ และราคาน้ำมัน รวมถึงความผันผวนทางภูมิรัฐศาสตร์ที่พร้อมเปลี่ยนทิศทางเงินทุนได้ตลอดเวลา

ส่วนในประเทศ ตลาดต้องการเห็นนโยบายเศรษฐกิจที่เปลี่ยนเป็นผลลัพธ์จริง

ตั้งแต่การฟื้นตัวของกำลังซื้อ การลงทุนภาครัฐ ไปจนถึงการเติบโตของกำไรบริษัทจดทะเบียน (บจ.)

หลังหุ้นไทยขึ้นมาแล้วเกือบ 30% ความหวังเพียงอย่างเดียวอาจไม่พออีกต่อไปครับ เพราะจากนี้ “ตลาดจะเข้าสู่ช่วงที่กำไรต้องวิ่งตามราคาหุ้นให้ทัน”

หากประมาณการกำไรของ บจ.ถูกปรับขึ้น เงินต่างชาติก็มีเหตุผลที่จะกลับมาเติมพอร์ต

แต่หากกำไรไม่ฟื้น ขณะที่ราคาหุ้นสะท้อนข่าวดีไปมากแล้ว แรงขายย่อมเกิดขึ้น

ดังนั้น ยอดขายสุทธิในเดือนสิงหาคม 69 จึงเปรียบเสมือนสัญญาณเตือนมากกว่าสัญญาณจบรอบ ซึ่งมันกำลังบอกว่า ช่วงที่ซื้อหุ้นตัวใดก็ได้แล้วรอราคาขึ้นอาจผ่านไปแล้ว

ส่วนตัวมองว่าตลาดรอบต่อไปจะให้ผลตอบแทนกับการ “เลือกหุ้น” มากกว่าการเลือกทิศทางดัชนีครับ

หุ้นที่ได้ประโยชน์จากดอกเบี้ยต่ำ รายได้ฟื้น และมีเงินปันผลรองรับยังมีอัพไซด์ให้วิ่งต่อ ส่วนหุ้นที่ขึ้นจากกระแส แต่กำไรไม่เปลี่ยน ต้องระวังการถูกขายทำกำไรเป็นพิเศษ

อีกตัวแปรที่ต้องจับตาคือ ใครกำลัง “รับหุ้น” ในช่วงที่ต่างชาติขาย

หากเป็นสถาบันในประเทศที่ลงทุนบนพื้นฐาน ความผันผวนอาจอยู่ในระดับบริหารได้ แต่หากภาระรับหุ้นตกอยู่กับ “รายย่อย” มากขึ้น ความเสี่ยงของการไล่ซื้อบนยอดดอยจะเพิ่มขึ้น

กลยุทธ์ที่เหมาะสมจึงไม่ใช่การหนีออกจากตลาดทั้งหมด หรือเร่งซื้อเพราะกลัวตกรถ

แต่คือการลดหุ้นที่ราคาวิ่งนำกำไร และถือเงินสดไว้รอจังหวะที่มีส่วนเผื่อความปลอดภัย

รอบนี้ยังไม่อาจฟันธงว่าต่างชาติจากไป เพียงแต่เขาหยุดเติมเงินและเริ่มเลือกของครับ

เมื่อดัชนีบวกมาแล้วเกือบ 30%

จากนี้นักลงทุนต้องเปลี่ยนจากซื้อหุ้นเพราะ “ความหวัง” มาเป็น “รอกำไรจริง” นั่นแหละ