ถอดมุมมองการปรับตัวของอุตสาหกรรมยานยนต์ญี่ปุ่นในไทย ท่ามกลางกระแสการรุกคืบของรถยนต์ไฟฟ้าจากจีน เปลี่ยนความตื่นตระหนกเป็นโอกาส มุ่งรักษาฐานการผลิตที่แข็งแกร่ง
พร้อมขยายขอบเขตการลงทุนสู่ยุทธศาสตร์ใหม่ที่ประเทศอินเดีย ผสานความร่วมมือและการตัดสินใจที่ฉับไว หวังสร้างอุตสาหกรรมที่ยั่งยืนผ่านการพัฒนาบุคลากรและนโยบายที่ชัดเจน
ในงานมหกรรมญี่ปุ่น Nippon Haku Bangkok 2026 เวทีสัมมนา Business Talk เซกชั่น อนาคตอุตสาหกรรมยานยนต์ไทยและนวัตกรรมญี่ปุ่น: ทิศทางการย้ายฐานการผลิต ความท้าทายของห่วงโซ่อุปทาน และการปรับตัวในยุคยานยนต์ไฟฟ้า (EV)
ร่วมแบ่งปันมุมมองโดย ‘Mr. Kenya Akama’ ผู้สื่อข่าวสายอุตสาหกรรมยานยนต์ของ Nikkei สื่อเศรษฐกิจจากประเทศญี่ปุ่น และผู้ดำเนินเซกชั่น ‘คุณกันตธร วรรณวสุ’
สยบข่าวลือย้ายฐาน ยกระดับสู่สมรภูมิใหม่
แก่นแท้ของความกังวลในอุตสาหกรรมยานยนต์ยุคนี้ คือกระแสข่าวลือที่ว่าค่ายรถยนต์ญี่ปุ่นเตรียมถอนสมอจากไทยไปสู่อินโดนีเซีย
แต่ในความเป็นจริงแล้ว ฐานการผลิตในไทยและอินโดนีเซียต่างยังคงมีความสำคัญระดับยุทธศาสตร์และมองว่าจะไม่มีการทิ้งตลาด
สิ่งที่น่าจับตามองในแง่ของการลงทุนเชิงรุกกลับกลายเป็นประเทศอินเดีย ที่กำลังถูกวางเป้าหมายให้ก้าวขึ้นเป็นฐานการผลิตอันดับต้น ๆ ของโลกสำหรับค่ายรถยนต์ญี่ปุ่น
เนื่องจากผู้ประกอบการมองเห็นโอกาสมหาศาลในพื้นที่ที่ค่ายรถจีนเจาะตลาดได้ยากจากปัญหาความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์ การมองเพียงแค่ตลาดอาเซียนจึงไม่เพียงพออีกต่อไปสำหรับอุตสาหกรรมยานยนต์ยุคใหม่
จุดแข็งที่แท้จริงคือ ‘บุคลากรและห่วงโซ่อุปทาน’
เมื่อค่ายรถยนต์เข้าสู่สมรภูมิการแข่งขันที่ดุเดือด ความท้าทายที่ตามมาคือการงัดเอาข้อได้เปรียบออกมาใช้
จุดแข็งที่แท้จริงของประเทศไทยในสายตาผู้ลงทุนไม่ได้อยู่ที่การเป็นเพียงฐานประกอบรถยนต์สำเร็จรูป แต่อยู่ที่เครือข่ายห่วงโซ่อุปทานชิ้นส่วนยานยนต์ที่แข็งแกร่งและฝีมือการพัฒนาของวิศวกรไทย
ตัวอย่างที่สะท้อนให้เห็นเป็นรูปธรรมคือการวิจัยและพัฒนารถกระบะท้ายแบบพื้นเรียบเปิดได้ 3 ทิศทางอย่าง ‘โตโยต้า ไฮลักซ์ แชมป์’ ที่เกิดขึ้นในประเทศไทย
ซึ่งแสดงให้เห็นถึงขีดความสามารถในการออกแบบรถยนต์ที่ควบคุมต้นทุนได้อย่างยอดเยี่ยม โดยไม่ได้มุ่งหวังแค่ยอดขาย แต่ต้องการให้เป็นเครื่องมือในการประกอบอาชีพของประชาชน
เนื่องจากผู้ใช้งานสามารถนำรถไปดัดแปลงต่อยอดได้ง่าย เช่น รถตู้ทึบ รถคอก หรือรถแคมป์ปิ้ง สิ่งเหล่านี้คือคุณค่าที่ค่ายรถยนต์ญี่ปุ่นและบุคลากรไทยได้ร่วมกันสร้างสมมานานกว่าหลายสิบปี
ถอดบทเรียนความเร็วจากคู่แข่ง
ยุคนี้คือการแข่งขันด้วยความเร็ว แม้จะมีระบบนิเวศและห่วงโซ่อุปทานที่มั่นคง แต่ขนาดที่ใหญ่โตของเครือข่ายญี่ปุ่นกลับกลายเป็นจุดอ่อนในยุคปัจจุบัน เพราะทำให้กระบวนการตัดสินใจและการจัดหาชิ้นส่วนมีความล่าช้า
แตกต่างจากค่ายรถและซัพพลายเออร์จีนที่สามารถตัดสินใจซื้อที่ดินตั้งโรงงานและดำเนินธุรกิจได้อย่างรวดเร็วเบ็ดเสร็จที่หน้างาน
แต่ปัญหาหลักของฝั่งญี่ปุ่นคือการที่ผู้บริหารซึ่งถูกส่งมาประจำการในไทยมักเป็นเพียงผู้ดูแลสายการผลิต และขาดอำนาจการตัดสินใจเบ็ดเสร็จ ทำให้ต้องเสียเวลาส่งเรื่องกลับไปพิจารณาที่สำนักงานใหญ่
การจะอยู่รอดและแข่งขันได้ องค์กรญี่ปุ่นจำเป็นต้องส่งผู้มีอำนาจตัดสินใจจริงมาไว้ที่หน้างาน ครอบคลุมตั้งแต่การออกแบบไปจนถึงการจัดซื้อ หรือเลือกที่จะนำความเร็วและนวัตกรรมจากการไปทดลองในตลาดที่เคลื่อนตัวเร็วอย่างจีนมาปรับใช้
เสียงสะท้อนถึงรัฐบาลและคนทำงานชาวไทย
การยกระดับอุตสาหกรรมให้อยู่รอดจำเป็นต้องอาศัยนโยบายที่ชัดเจน ภาครัฐของไทยต้องกำหนดทิศทางให้แน่ชัดว่าจะเน้นเพียงแค่สนับสนุนการขายรถยนต์ไฟฟ้านำเข้า หรือต้องการสร้างฐานการผลิตเพื่อปกป้องอุตสาหกรรมในประเทศอย่างแท้จริง
การพิจารณาปรับโครงสร้างหรือขึ้นภาษีสรรพสามิตสำหรับรถยนต์ไฟฟ้านำเข้าอาจเป็นความจำเป็นที่รัฐบาลต้องเร่งดำเนินการเพื่อปกป้องการผลิตยานยนต์ที่มีมูลค่าสูงในประเทศในระยะยาว
ในขณะเดียวกัน พนักงานชาวไทยก็ต้องก้าวข้ามกรอบการทำงานแบบเดิมที่คอยรับเพียงคำสั่ง โดยจะต้องมีความกล้าที่จะแสดงความคิดเห็น เสนอแนะแนวทาง และพูดคุยกับผู้บริหารชาวญี่ปุ่นอย่างตรงไปตรงมามากขึ้นเพื่อร่วมกันขับเคลื่อนองค์กร
โดยในวันที่โลกการทำงานเปิดกว้าง การเปิดใจเรียนรู้จุดเด่นด้านความรวดเร็วจากองค์กรจีน ผสานกับความมั่นคงและแนวคิดการทำงานแบบญี่ปุ่น จะทำให้คนทำงานชาวไทยสามารถวางแผนเส้นทางอาชีพของตนเองได้อย่างชาญฉลาด นี่คือเส้นทางของการปรับตัวที่จะพาอุตสาหกรรมยานยนต์ไทยก้าวข้ามผ่านวิกฤต และสามารถเติบโตได้อย่างยั่งยืน