ศูนย์ข่าวสารสถานการณ์ไทย–กัมพูชา (Joint Information Center) ได้เปิดตัวหนังสือ ‘TRUTH BEYOND BORDERS’ หรือในชื่อไทย ‘ความจริงไร้พรมแดน’ ฉบับภาษาไทยและภาษาอังกฤษ เมื่อเดือนสิงหาคมที่ผ่านมาเพื่อรวบรวมและถ่ายทอดข้อมูล ข้อเท็จจริงเชิงประจักษ์ ตลอดจนกรอบการดำเนินงานอย่างเป็นระบบ รอบด้าน และสามารถตรวจสอบได้ หนังสือที่มีรูปลักษณ์เป็นการรวบรวม infographic มากกว่าจะเป็นตัวบทแบบหนังสือทั่วไปเล่มนี้มีความยาว 206 หน้า (dpf.format) ถือว่าเป็นการพัฒนาต่อยอดจาก ‘สมุดปกขาว : ข้อเท็จจริงความขัดแย้งชายแดนไทย–กัมพูชา ภูมิหลังทางประวัติศาสตร์และกฎหมายระหว่างประเทศ (พ.ศ. 2568)’
รัฐบาลเชิญชวนให้ประชาชนไทยและชาวต่างประเทศอ่านหนังสือเล่มนี้ด้วยเหตุผลที่ว่ามันไม่ได้มุ่งเพียงบันทึกเหตุการณ์ในประวัติศาสตร์ความสัมพันธ์ไทย-กัมพูชาเท่านั้นหากแต่ยังเป็นส่วนหนึ่งในการสร้างความเข้าใจที่ถูกต้องเกี่ยวกับสถานการณ์ชายแดนของสองประเทศคู่รักคู่แค้นแห่งเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ด้วยข้อมูลที่เป็นระบบที่สามารถตรวจสอบได้ เพื่อสนับสนุนการแก้ไขปัญหาความขัดแย้งระหว่างประเทศด้วยสันติวิธี
หากประเมินอย่างคร่าวๆ จากภาพรวมของเนื้อหาโดยไม่ได้ตรวจนับข้อความทุกบรรทัด หนังสือ ความจริงไร้พรมแดน น่าจะประกอบด้วยข้อเท็จจริงทางประวัติศาสตร์ กฎหมาย เหตุการณ์ และข้อมูลทางเทคนิคที่สามารถตรวจสอบแหล่งอ้างอิงได้ประมาณ 40% ส่วนที่เหลือเป็นความเห็น การตีความ และการเสนอข้อสรุปภายใต้กรอบเรื่องเล่าของฝ่ายไทย
อย่างไรก็ตาม เส้นแบ่งระหว่างสองส่วนนี้ไม่ได้ชัดเจน เพราะข้อความจำนวนไม่น้อยเริ่มต้นจากข้อเท็จจริงที่ตรวจสอบได้ ก่อนจะถูกเชื่อมโยงหรือขยายไปสู่ข้อสรุปที่หลักฐานอาจรองรับได้เพียงบางส่วน ตัวเลขดังกล่าวจึงเป็นเพียงการประเมินลักษณะและน้ำหนักของเนื้อหา มิใช่การตัดสินว่าหนังสือมีความจริงอยู่เพียง 40 %
บทความนี้จึงไม่ได้มุ่งจับผิดว่าหนังสือมีความจริงอยู่มากน้อยเพียงใด หรือมีข้อมูลใดถูกหรือผิดอย่างไร แต่หลังจากอ่านหนังสือเล่มนี้หลายรอบ ผู้เขียนพบว่า ‘ความจริงไร้พรมแดน’ ไม่ได้เพียงรวบรวมข้อเท็จจริงบางส่วนเกี่ยวกับความขัดแย้งไทย–กัมพูชา หากเป็นความพยายามของรัฐไทยในการคัดเลือก จัดลำดับ และตีความประวัติศาสตร์ แผนที่ กฎหมาย และเหตุการณ์ร่วมสมัย เพื่อสร้างคำอธิบายที่รองรับความชอบธรรมของฝ่ายไทย
อย่างไรก็ตาม ความจริงที่ปรากฏในหนังสือที่สวยงามเล่มนี้ไม่ได้เป็นเรื่องเล่าชุดเดียวที่สอดคล้องต้องกันอย่างสมบูรณ์ เพราะบางส่วนขยายข้อสรุปเกินหลักฐาน ขณะที่บางส่วนกลับยอมรับความไม่แน่นอนของข้อเท็จจริงซึ่งแตกต่างจากถ้อยแถลงเดิมของรัฐบาล มันจึงเป็นการเผยให้เห็นว่า แม้แต่ความจริงของรัฐเองก็ยังมีการเลือกสรร ปรับเปลี่ยน และปรากฎร่องรอยของการต่อรองระหว่างเรื่องเล่า (narrative) หลายชุดด้วยกัน
ภาพรวมในเนื้อหาของหนังสือความจริงไร้พรมแดน คือพยายามจะสร้างเรื่องเล่า (narrative) หลักของไทยในกรณีความขัดแย้งตามแนวชายแดนกับกัมพูชาว่า ในขณะที่ประเทศไทยใช้กำลังทหารในการปกป้องอำนาจอธิปไตยของตน แต่ก็มีความปรารถนาในอันที่จะแก้ไขปัญหาเขตแดนกับประเทศเพื่อนบ้านที่มีรากฐานมาจากประวัติศาสตร์ การกำหนดเส้นเขตแดนและการตีความเอกสารที่เกี่ยวข้องแตกต่างกันโดยสันติวิธีบนพื้นฐานของข้อเท็จจริง กฎหมายระหว่างประเทศและที่สำคัญที่สุดด้วยกลไกแบบทวิภาคีที่ทั้งสองฝ่ายยอมรับ
เรื่องเล่าในหนังสือเล่มนี้ดูจะแตกต่างไปจากกระแสหลักในสังคมไทยยุคปัจจุบันอยู่มากทีเดียว สิ่งที่ปรากฎอยู่ในเรื่องเล่าทั่วไปที่ออกจากปากของผู้ทรงอิทธิพลทางสื่อมวลชน นักวิชาการฝ่ายขวา และนายทหารระดับสูงหลายคน คือความฉ้อฉลของจักรวรรดินิยมฝรั่งเศสทำให้ไทยต้องเสียดินแดน อีกทั้งความขี้โกงและอกตัญญูของกัมพูชาที่รับมรดกนั้นมาในปัจจุบันก็ทำสารพัดอย่างเพื่อฮุบเอาแผ่นดินไทยไป การปฏิบัติการทางทหารในห้วงปีที่ผ่านมาคือการทวงคืนผืนแผ่นดินไทยหรือที่สมควรจะเป็นของไทยกลับคืนมา
ถึงอย่างนั้นก็ตาม ใช่ว่าเรื่องเล่าใหม่ในหนังสือนี้จะหนีไปจากเรื่องเล่าเก่าเสียทั้งหมด เพียงแต่หนังสือเล่มนี้ให้ซุ่มเสียงที่แตกต่างออกไปเท่านั้น อีกทั้งมีหลายส่วนที่ให้รายละเอียดปลีกย่อยที่น่าสนใจดังที่จะได้สาธยายต่อไปนี้
ประการแรก หนังสือเลือกสรรข้อมูลทางประวัติศาสตร์ในช่วงปลายศตวรรษที่ 19 และต้นศตวรรษที่ 20 เพื่อพยายามชี้นำให้ผู้อ่านเข้าใจว่า อำนาจของสยามกับเจ้าอาณานิคมฝรั่งเศสไม่เท่ากัน เช่นการพูดถึงวิกฤตการณ์ ร.ศ. 112 (ค.ศ. 1893) ว่า “ฝรั่งเศสใช้การทูตเชิงบีบบังคับ ทำให้สยามต้องสละสิทธิเหนือดินแดนฝั่งซ้ายของแม่น้ำโขงและยอมรับเงื่อนไขที่เปลี่ยนดุลอำนาจในภูมิภาค” ซึ่งนั่นไม่ใช่ข้อมูลทางประวัติศาสตร์ที่ผิดพลาดแต่อย่างใดเลย หากแต่เป็นการตัดตอนเพื่อแสดงให้เห็นว่าสยามไม่ได้รับความเป็นธรรมในการกำหนดเขตแดน แต่หากต้องพูดถึงประวัติศาสตร์ช่วงนี้ให้ครบถ้วนก็ต้องเข้าใจว่าดินแดนที่สยามอ้างว่าเป็นของตนเองนั้นก็เกิดการจากการใช้กำลังทหารและสงครามยึดเอามาเช่นกันหาได้เป็นของสยามโดยธรรมชาติตั้งแต่ต้นแต่อย่างใดไม่
ประการที่สอง หนังสือเล่มนี้ก็ไม่ต่างจากประวัติศาสตร์กระแสหลักของไทยโดยทั่วไปที่หมกหมุ่นอยู่กับแผนที่มาตราส่วน 1: 200,000 ที่จัดทำโดยคณะกรรมการปักปันเขตแดนสยาม-ฝรั่งเศสตามสนธิสัญญา ปี 1904 และ 1907 ยิ่งไปกว่านั้นแม้จะยอมรับว่าแผนที่ทั้ง 2 ชุดที่ใช้กำกับเส้นเขตแดนตามสนธิสัญญาทั้ง 2 ฉบับมีหลายระวาง แต่กลับให้ความสำคัญกับระวางดงรักเพียงระวางเดียวเกินความจำเป็นต่อของบริบททั้งหมดในหนังสือเพียงเพราะเหตุที่มันมีบทบาทอย่างสำคัญในคดีปราสาทพระวิหาร
เป็นความจริงที่ว่าศาลยุติธรรมระหว่างประเทศไม่ได้ตัดสินสถานะของแผนที่ทั้ง 2 ชุดนั้น แม้ว่าประเทศไทยจะแสดงความเคลือบแคลงสงสัยถึงความถูกต้องแม่นยำของมัน แต่ก็ไม่สามารถปฏิเสธฐานะทางกฎหมายในฐานะที่เป็นเอกสารประกอบการกำหนดและปักปันเขตแดนระหว่างสยามและฝรั่งเศสมาโดยตลอด แม้ในบันทึกความเข้าใจระหว่างสองประเทศว่าด้วยการสำรวจและปักปันเขตแดนฉบับปี 2000 (MOU 43) และ TOR ที่จัดทำขึ้นเพื่อใช้เป็นหลักและแนวทางในการดำเนินการด้านเทคนิคในการสำรวจและจัดทำหลักเขตแดนก็พูดถึงมันอย่างชัดเจน ใน TOR ข้อ 1.1.3 ระบุว่าแผนที่ซึ่งเป็นผลจากการทำงานของคณะกรรมการปักปันเขตแดนสยาม-ฝรั่งเศสตามสนธิสัญญาปี 1904, 1907 ให้หมายถึงแผนที่มาตราส่วน 1:200,000
ความจริงอีกอย่างหนึ่งที่ประเทศไทยไม่ควรจะแสดงความรังเกียจแผนที่ชุดนี้คือมันใช้ในการกำหนดเส้นเขตแดนระหว่างไทยและลาวอยู่ด้วย ทางการไทยใช้แผนที่ชุดเดียวกันนี้ในการอ้างอิงว่าดินแดนส่วนใดส่วนหนึ่งที่พิพาทกันอยู่ในเขตไทย อีกทั้งในการปฏิบัติงานจริงเจ้าหน้าที่ภาคสนามก็ใช้แผนที่ชุดนี้เป็นแนวทางประกอบกับเอกสารอื่นๆ ในการค้นหาแนวเส้นเขตแดนและหลักเขตเดิมอีกด้วย การพยายามตั้งคำถามหรือแม้แต่แสดงนัยว่าด้อยค่ามันจึงไม่เป็นผลดีต่อการดำเนินการสำรวจและจัดทำหลักเขตแดนในปัจจุบันและอนาคตแต่อย่างใด
ประการที่สาม หนังสือเล่มนี้ดูจะมีปัญหากับการให้คำอธิบายคำพิพากษาของศาลยุติธรรมระหว่างประเทศในคดีปราสาทพระวิหารปี 1962 อย่างมาก การสรุปบทเรียนจากคดีปราสาทพระวิหารในหนังสือเล่มนี้เสนอว่า ควร “แยกตัวปราสาทออกจากการปักปันเขตแดน” คำอธิบายเช่นนี้ไม่สอดคล้องกับโครงสร้างเหตุผลของคำพิพากษา เพราะก่อนที่ศาลจะวินิจฉัยว่าปราสาทพระวิหารอยู่ภายใต้อธิปไตยของกัมพูชาได้นั้น ศาลต้องพิจารณาเสียก่อนว่าแผนที่ภาคผนวก 1 (ระวางดงรัก มาตราส่วน 1: 200000) มีสถานะอย่างไร ไทยได้ยอมรับแผนที่และเส้นเขตแดนที่ปรากฏในแผนที่ดังกล่าวหรือไม่ และเส้นนั้นวางตัวปราสาทไว้ด้านใดของเขตแดน เหตุผลของศาลจึงมาจากการยอมรับแผนที่และเส้นเขตแดนจนไปสู่ข้อสรุปว่าปราสาทตั้งอยู่ในดินแดนภายใต้อธิปไตยของกัมพูชา ตัวปราสาทกับเส้นเขตแดนในบริเวณดังกล่าวจึงมิใช่เรื่องที่สามารถแยกออกจากกันได้
อย่างไรก็ตาม ข้อจำกัดของคำพิพากษาก็ต้องอธิบายอย่างระมัดระวังเช่นกัน คำพิพากษาปี 1962 วินิจฉัยเรื่องอธิปไตยเหนือตัวปราสาทโดยอาศัยเส้นในแผนที่ภาคผนวก 1 ในบริเวณพิพาท มิได้กำหนดการปักปันเขตแดนไทย–กัมพูชาตลอดทั้งแนว และมิได้รับรองสถานะของแผนที่มาตราส่วน 1:200,000 ทุกระวาง ส่วนการตีความคำพิพากษาในปี 2013 ก็ขยายความขอบเขตของบริเวณที่ไทยต้องถอนกำลังตามคำพิพากษาเดิม แต่ไม่ได้ทำหน้าที่แทนกระบวนการปักปันเขตแดนทั้งหมด ปัญหาของหนังสือเล่มนี้จึงไม่ใช่การชี้ว่าคำพิพากษามีขอบเขตจำกัด ซึ่งเป็นข้อสังเกตที่ถูกต้อง แต่มันเป็นการขยายความที่ว่า “คำพิพากษาไม่ได้กำหนดเขตแดนตลอดแนว” ให้กลายเป็นข้อสรุปว่า “ตัวปราสาทแยกออกจากการปักปันเขตแดน” เพราะในความเป็นจริงการปักปันเขตในพื้นที่โดยรอบปราสาทพระวิหารจะต้องเป็นตามคำพิพากษา (1962) และการตีความคำพิพากษา (2013) อย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้
การอธิบายเช่นนี้มีผลมากกว่าความคลาดเคลื่อนทางกฎหมาย เพราะมันทำหน้าที่สนับสนุนเรื่องเล่าที่ลดทอนคำพิพากษา ค.ศ. 1962 ให้เหลือเพียงการตัดสินกรรมสิทธิ์เหนือตัวโบราณสถาน ขณะเดียวกันก็ไม่ให้น้ำหนักของข้อวินิจฉัยเรื่องการยอมรับแผนที่และเส้นเขตแดนในบริเวณพระวิหาร นี่เป็นตัวอย่างของการนำข้อเท็จจริงที่ถูกต้องเพียงบางส่วน มาขยายเป็นข้อสรุปที่กว้างเกินกว่าตัวคำพิพากษาจะรองรับ และทำให้ผู้อ่านเข้าใจความสัมพันธ์ระหว่างตัวปราสาท แผนที่ และเขตแดนคลาดเคลื่อนไปจากเหตุผลที่ศาลใช้วินิจฉัยคดีจริงๆ
ประการที่สี่ หนังสือเล่มนี้อุทิศ 6 หน้าเพื่อให้ข้อมูลทางประวัติศาสตร์ว่าด้วยการต่อสู้เพื่อเอกราชของกัมพูชาแบบไม่เข้ากับเรื่องทั้งหมด (irrelevant) เช่นพูดถึงครูเสดเพื่อเอกราชในปี 1953 ของกษัตริย์สีหนุ และการรัฐประหารในปี 1970 โดยไม่ได้อธิบายว่ามันเกี่ยวข้องกับการกำหนดเส้นเขตแดนระหว่างไทยและกัมพูชาอย่างไร หลักกฎหมายง่ายๆ ว่าด้วยเขตแดนประการหนึ่งคือ เมื่อกัมพูชาได้เอกราชจากฝรั่งเศสแล้วย่อมสืบสิทธิใดๆ ที่ฝรั่งเศสผูกพันเอาไว้กับสยามก่อนหน้านี้ เอกราชของกัมพูชาและการเปลี่ยนแปลงทางการเมืองหลายครั้งหลายคราไม่ได้มีผลกระทบต่อหลักการในการกำหนดและปักปันเขตแดนระหว่างสองประเทศเลย จึงไม่มีความจำเป็นอะไรที่จะต้องอธิบายปัญหาการเมืองภายในกัมพูชาในบริบทของการปักปันเขตแดนเอาไว้ในหนังสือ
ประการที่ห้า แม้ภาพรวมของหนังสือความจริงไร้พรมแดน จะมุ่งสร้างความชอบธรรมให้แก่จุดยืนของไทย แต่รายละเอียดบางส่วนกลับมีท่าทีระมัดระวังกว่าคำแถลงของรัฐบาล กระทรวงการต่างประเทศ กองทัพ และการรณรงค์ข้อมูลข่าวสารในช่วงที่ความขัดแย้งกำลังรุนแรง หนังสือเล่มนี้ไม่ได้ยืนยันว่าข้อกล่าวอ้างของฝ่ายไทยทุกเรื่องเป็นข้อเท็จจริงที่ยุติแล้ว ตรงกันข้ามเนื้อหาบางตอนยอมรับว่าข้อเท็จจริงยังมีความขัดแย้งกัน สถานะทางกฎหมายของบางพื้นที่ยังคลุมเครือ และข้อกล่าวอ้างหลายอย่างทั้งของไทยและกัมพูชาจำเป็นต้องได้รับการตรวจสอบด้วยหลักฐานจากแหล่งอื่น ความระมัดระวังดังกล่าวก่อให้เกิด narrative ย่อยซึ่งบางครั้งแตกต่างหรือถึงขั้นขัดแย้งกับ narrative หลักของรัฐไทยเอง ดังต่อไปนี้
- หนังสือเล่มนี้ทำให้วาทกรรม “กัมพูชายิงก่อน” กลายเป็นเหตุการณ์ที่ยังต้องได้รับการพิสูจน์ ตัวอย่างที่ชัดเจนอยู่ในคำอธิบายเหตุปะทะตามแนวชายแดน แปลกที่หนังสือนี้ไม่ได้รับรองคำขวัญกัมพูชายิงก่อนซึ่งถูกประดิษฐ์ขึ้นให้เป็นแกนกลางในการสื่อสารของฝ่ายไทยตลอดมา หากระบุในบทที่ 5 ว่าหลังเกิดการเผชิญหน้าที่ปราสาทตาเมือนธม กำลังของทั้งสองฝ่ายได้ยิงตอบโต้กัน โดยไทยและกัมพูชาต่างกล่าวหาว่าอีกฝ่ายเป็นผู้เริ่มต้น และการวินิจฉัยลำดับเหตุการณ์จำเป็นต้องพิจารณาหลักฐานจากทั้งสองฝ่ายควบคู่กับข้อมูลจากแหล่งอิสระ คำอธิบายนี้เปลี่ยนสถานะของคำว่ากัมพูชายิงก่อนจากข้อเท็จจริงที่รัฐรับรองแล้วให้กลับมาเป็นข้อกล่าวอ้างของคู่ขัดแย้งซึ่งยังต้องพิสูจน์ให้ชัดเจนเสียก่อน ความแตกต่างดังกล่าวมีนัยสำคัญ เพราะการระบุว่าใครยิงก่อนมิใช่เพียงรายละเอียดของเหตุการณ์ แต่เป็นฐานรองรับข้ออ้างเรื่องการป้องกันตนเอง ความจำเป็นในการใช้กำลัง และความชอบธรรมทางการเมืองของฝ่ายไทย เมื่อหนังสือเล่มนี้ยอมรับว่ายังต้องอาศัยหลักฐานจากแหล่งอิสระอื่นๆ จึงเท่ากับวางมาตรฐานของความจริงไว้สูงกว่าการกล่าวอ้างซ้ำแล้วซ้ำเล่าโดยหน่วยงานของรัฐ และโดยนัยของมันคือการยอมรับว่าการสื่อสารซ้ำๆ อย่างที่เคยปฏิบัติไม่อาจเปลี่ยนข้อกล่าวหาให้กลายเป็นข้อเท็จจริงได้
- รั้วค่ายผู้ลี้ภัยไม่ใช่เส้นเขตแดน กรณีบ้านหนองจานและชุมชน Chouk Chey เป็นอีกจุดหนึ่งที่หนังสือเล่มนี้แยกประเด็นซึ่งมักถูกนำมาปะปนกันออกเป็นสามเรื่อง ได้แก่ เส้นเขตแดนระหว่างประเทศ แนวรั้วของพื้นที่พักพิงผู้ลี้ภัย และสิทธิหรือการใช้ประโยชน์ในที่ดินของประชาชน หนังสือระบุว่าแนวรั้วค่ายผู้ลี้ภัยไม่ใช่เส้นเขตแดน พื้นที่พักพิงถูกจัดตั้งขึ้นเพื่อวัตถุประสงค์ด้านมนุษยธรรม มิได้มีผลกำหนดอธิปไตยเหนือดินแดน ขณะเดียวกันการใช้ประโยชน์หรือครอบครองพื้นที่ในอดีตก็ไม่อาจใช้ยุติสถานะทางกฎหมายได้โดยอัตโนมัติ โดยเฉพาะเมื่อทั้งสองฝ่ายยังมีความเห็นแตกต่างกันและการสำรวจจัดทำหลักเขตแดนยังไม่แล้วเสร็จ คำอธิบายนี้แตกต่างอย่างมีนัยสำคัญจาก narrative เดิมที่เชื่อมประวัติการเปิดพื้นที่พักพิงของไทยในทศวรรษ 1970–1980 เข้ากับข้อสรุปว่า ชาวกัมพูชาที่อาศัยอยู่ในบริเวณดังกล่าวเป็นผู้รุกล้ำดินแดนไทย[1] ตรงกันข้ามหนังสือนี้กลับวางหลักว่า การให้ที่พักพิงไม่เท่ากับการกำหนดเขตแดน แนวรั้วค่ายไม่เท่ากับเส้นอธิปไตย และการใช้พื้นที่ไม่เท่ากับข้อยุติเรื่องกรรมสิทธิ์เหนือดินแดน ด้วยเหตุนี้ประวัติด้านมนุษยธรรมของไทยจึงอาจใช้แสดงบทบาทในการช่วยเหลือผู้ลี้ภัยได้เท่านั้น แต่ใช้เป็นหลักฐานทางกฎหมายสำหรับยุติข้อพิพาทเขตแดนไม่ได้
- มนุษยธรรมไม่ขึ้นอยู่กับข้อยุติเรื่องอธิปไตย การแยกประเด็นข้างต้นยังนำไปสู่ narrative ย่อยอีกประการหนึ่ง คือสถานะของผู้ได้รับผลกระทบจากความขัดแย้งไม่ควรถูกปฏิเสธเพียงเพราะพื้นที่ซึ่งบุคคลเหล่านั้นเคยอาศัยอยู่กำลังเป็นข้อพิพาท การพิจารณาว่าประชาชนเป็นผู้พลัดถิ่นภายในประเทศหรือประสบความเดือดร้อนด้านมนุษยธรรม เป็นคำถามคนละระดับกับการตัดสินว่ารัฐใดมีอธิปไตยเหนือพื้นที่ เมื่อหนังสือเล่มนี้ยอมรับว่าการสำรวจเส้นเขตแดนยังไม่แล้วเสร็จและทั้งสองฝ่ายยังมีความเห็นต่างกัน การกล่าวว่าประชาชนเหล่านั้นเป็นเพียงผู้รุกล้ำจึงเป็นการใช้ข้อกล่าวอ้างเรื่องเส้นเขตแดนที่ยังไม่มีข้อยุติมาปฏิเสธสถานะและความต้องการความช่วยเหลือด้านมนุษยธรรมของผู้ที่ได้รับผลกระทบจากเหตุปะทะ หลักการที่ปรากฏโดยนัยในหนังสือจึงอาจสรุปได้ว่า ประวัติการให้ความช่วยเหลือด้านมนุษยธรรมไม่ใช่หลักฐานในการกำหนดเขตอธิปไตย และข้อพิพาทเรื่องอธิปไตยก็ไม่ควรถูกใช้เป็นเหตุปฏิเสธความเดือดร้อนด้านมนุษยธรรม การให้ความช่วยเหลือประชาชน การรับรองสถานะผู้พลัดถิ่น และการวินิจฉัยเส้นเขตแดนสามารถดำเนินไปพร้อมกันได้ โดยไม่จำเป็นต้องทำให้เรื่องหนึ่งกลายเป็นเงื่อนไขของอีกเรื่องหนึ่ง มาถึงตรงนี้ก็อดสงสัยไม่ได้ว่าถ้ารัฐบาลไทยเห็นด้วยกับหลักการนี้ตั้งแต่ต้นเหตุไฉนต้องออกแถลงการณ์ตอบโต้ Tom Andrews ผู้รายงานพิเศษแห่งสหประชาชาติให้วุ่นวายขายขี้หน้าชาวโลกไปเปล่าๆ ปลี้ๆ
กล่าวโดยสรุป ความจริงที่รัฐบาลไทยนำเสนอผ่านหนังสือความจริงไร้พรมแดนก็ดูจะไม่ได้เป็นเรื่องเล่าชุดเดียวกัน ตัวอย่างเรื่องผู้ยิงก่อนและกรณีบ้านหนองจานทำให้เห็นว่า ความจริงในหนังสือเล่มนี้ไม่ได้เป็นเนื้อเดียวกันทั้งหมด ในบางส่วนหนังสือใช้ประวัติศาสตร์ แผนที่ และกฎหมายเพื่อขยายความชอบธรรมของฝ่ายไทย แต่ในอีกบางส่วนกลับจำกัดขอบเขตของข้อกล่าวอ้าง ยอมรับความไม่แน่นอน ข้อเท็จจริงที่ยังไม่ยุติ และแยกสิ่งที่พิสูจน์ได้ออกจากสิ่งที่ยังเป็นเพียงจุดยืนของคู่กรณี มันจึงมิได้ทำหน้าที่เพียงรวบรวม narrative เดิม หากยังปรับแต่ง narrative เหล่านั้นให้มีความระมัดระวังและสามารถป้องกันการโต้แย้งทางกฎหมายได้มากขึ้น ความไม่เป็นเอกภาพดังกล่าวอาจสะท้อนทั้งความแตกต่างระหว่างหน่วยงานของรัฐไทยเองและความพยายามสื่อสารกับผู้รับสารหลายกลุ่ม คงมีความจำเป็นที่จะต้องตระหนักว่าถ้อยคำที่มีประสิทธิภาพในการปลุกระดมความรู้สึกชาตินิยมภายในประเทศอาจใช้ไม่ได้หากต้องถูกตรวจสอบโดยนักกฎหมาย องค์กรระหว่างประเทศ หรือผู้สังเกตการณ์ภายนอก
[1] โปรดดู แถลงการณ์: กรณีการออกแถลงการณ์ของนาย Tom Andrews ผู้เสนอรายงานพิเศษแห่งสหประชาชาติว่าด้วยสถานการณ์สิทธิมนุษยชนในกัมพูชา 1 สิงหาคม 2569 [https://www.mfa.go.th/th/content/statement-reg-un-special-rapporteur-stmt-hr-cam-th?cate=5d5bcb4e15e39c306000683d]
Truth beyond Borders กัมพูชา กัมพูชา-ไทย ข้อพิพาทไทย-กัมพูชา ความขัดแย้งชายแดนไทย-กัมพูชา ความขัดแย้งไทย–กัมพูชา ความจริงไร้พรมแดน ชายแดนไทย-กัมพูชา สุภลักษณ์ กาญจนขุนดี ไทย-กัมพูชา