เรื่องของชา ก็เป็นเรื่องได้เหมือนกัน

Published on 14 ก.ค. 2026

เรื่องของชา ช่วยให้ผู้เขียนยกตัวอย่างการสอนตรรกะแบบ “เหตุผลวิบัติโดยมีเหตุเดียว (The fallacy of the single cause)” ในวิชาปรัชญาการเมืองได้ทุกครั้ง ด้วยการเริ่มต้นว่าสาเหตุที่ประเทศจีนจึงมีประชากรมากที่สุดในโลกเมื่อไม่นานมานี้ เนื่องมาจากคนจีนชอบกินของร้อน กล่าวคืออาหารทุกชนิดต้องร้อน ปรุงเสร็จใหม่ๆ ไม่ว่าจะผัด ทอด นึ่ง และแกงทุกชนิดต้องร้อนชนิดควันโฉ่เลยทีเดียว ส่วนเครื่องดื่มทุกชนิดต้องร้อนชนิดลวกปากลวกคอเลยละ ส่วนเครื่องดื่มยอดนิยมของคนจีนก็คือชานั่นเอง ซึ่งจากสาเหตุที่คนจีนต้องกินของร้อนนี่เองทำให้คนจีนไม่ต้องเป็นโรคระบาดที่คร่าชีวิตตนเป็นจำนวนมากเช่น อหิวาตกโรค บิด ไข้รากสาด ท้องร่วง ฯลฯ เนื่องจากเชื้อโรคดังกล่าวมากับอาหารและน้ำทั้งสิ้น หากทำอาหารและน้ำให้ร้อนจัดก่อนที่จะกินก็เป็นการฆ่าเชื้อโรคมรณะเหล่านี้ไปเสียก่อนนั่นเอง ซึ่งบรรดานิสิตเมื่อฟังแล้วก็เห็นดีเห็นงามไปด้วยซึ่งนี่แหละปัญหาของ The fallacy of the single cause แล้วผู้เขียนก็จะชี้ต่อไปว่าเหตุเพราะ The fallacy of the single cause นี่แหละนำไปสู่ “การด่วนสรุปหรือการเหมารวม (Hasty generalization)” ซึ่งพอถึงตรงนี้บรรดาผู้เรียนก็เริ่มรวนกันแล้ว จากประสบการณ์ที่เชี่ยวชาญของบรรดานักเรียนอาชีพทั้งหลายเหล่านี้ที่มักจะเหมือนกันทุกรุ่นก็คือสามารถชวนผู้สอนออกนอกเรื่องด้วยการถามเรื่องอาหารจีนบ้าง เรื่องชาเขียว ชาไข่มุกบ้าง เพื่อที่จะหลีกเลี่ยงไม่ต้องทำความเข้าใจเรื่อง The fallacy of the single cause และ Hasty generalization เนื่องจาก
ขี้เกียจที่จะคิดตามเพราะเรื่องอย่างนี้ควรท่องจำโดยไม่ต้องเข้าใจแล้วทำข้อสอบให้เสร็จๆ ไปแล้วก็ลืมเสียเลยสะดวกดีกว่าจะได้ไม่ต้องรกสมอง

ซึ่งผู้เขียนก็มักตกหลุมพรางเลยโม้เรื่องชาไปมากมายจนเขียน “เรื่องของชา ก็เป็นเรื่องได้เหมือนกัน” เลยถือเป็นโอกาสที่ผู้เขียนจะนำเอาเรื่องชาโดยเฉพาะชาจีนรวมทั้งตำนานชานานาชนิดที่บรรดาลูกศิษย์ตัวดีทั้งหลายนำมาพูดออกนอกเรื่องในวิชาปรัชญาการเมืองซึ่งฟังดูก็สนุกดีและผู้เขียนก็ได้เช็กกับที่อ้างอิงแหล่งต่างๆ ก็สามารถรับรองว่าเหล่านักเรียนอาชีพที่เป็นลูกศิษย์ของผู้เขียนเหล่านี้ทำการบ้านมาดีพอสมควรเพราะมักจะสามารถดึงผู้เขียนออกนอกเรื่องได้เสมอเหมือนกัน

เรื่องตำนานชาของประเทศจีนนี่มีเยอะครับ และลงได้ชื่อว่าเป็นตำนาน (Legend) แล้วก็ควรเอา 2 หรือ 10 หารแล้วค่อยเชื่อก็จะดี

ตำนานแรก เขาเล่าว่าเหยียนตี้ (炎帝) ของจีน เป็นผู้ค้นพบใบชาและวิธีชงชาซึ่งการค้นพบครั้งนี้เป็นการค้นพบโดยบังเอิญ เมื่อพระองค์ทรงต้มน้ำดื่มใกล้ๆ กับต้นชา ขณะรอคอยให้น้ำเดือด กิ่งชาได้หล่นลงในหม้อชา (คงจะเป็นกิ่งเล็กๆ ที่ปลิวมาตามแรงลม) สักพักหนึ่งกลิ่นหอมกรุ่นก็โชยออกมาเมื่อพระองค์เอากิ่งชาออกแล้วทรงดื่ม ก็พบว่าน้ำดังกล่าว มีรสชาติดี และเมื่อนำไปศึกษาดูก็พบว่า มีสรรพคุณทางยาบางประการด้วย ตั้งแต่นั้นมาชาวจีนจึงได้รู้จักชา และวิธีการชงชา จักรพรรดิเหยียนตี้นี้นอกจากทรงค้นพบสรรพคุณของชาแล้ว พระองค์ยังทรงค้นคว้าและทดสอบสมุนไพรชนิดต่างๆ กว่า 200 ชนิด ชาวจีนจึงได้นับถือว่าพระองค์เป็นบิดาแห่งแพทยศาสตร์

อีกตำนานหนึ่งออกจะเป็นตำนานที่ เป็นเรื่องอิทธิฤทธิ์ปาฏิหาริย์เกินไป คือ อ้างถึงชื่อพระภิกษุชาวอินเดีย ชื่อ ตั๊กม้อ (คนที่อ่านหนังสือกำลังภายในคงรู้จักดี) ได้เดินทางมาเผยแผ่พระพุทธศาสนาในจีนช่วงแผ่นดินของจักรพรรดิถูตี่ ช่วงปี พ.ศ.962 จักรพรรดิถูตี่ทรงนิยมชมชอบนักบวชมากจึงได้นิมนต์ให้นักบวชไปพักอยู่ในถ้ำแห่งหนึ่ง ในเมืองหนานจิง ขณะที่นักบวชได้สวดมนต์ภาวนาอยู่ก็เกิดเผลอหลับไปทำให้ชาวบ้านหัวเราะเยาะ เพื่อเป็นการลงโทษตนเองมิให้กระทำความผิดเช่นนั้นอีก ท่านตั๊กม้อจึงได้ตัดหนังตาของตนทิ้งเสีย (นัยว่าอยากหลับดีนัก) หนังตาเมื่อตกถึงพื้นก็เกิดงอกขึ้นเป็นต้นชา ชาวบ้านเห็นดังนั้นก็เห็นเป็นนิมิตที่แปลกจึงพากันเก็บชามาชงน้ำดื่ม โดยเชื่อว่าสามารถรักษาโรคได้ (ตำนานเรื่องตั๊กม้อนี้ก็เกินไป ไม่น่าจะมีความจริงอยู่สักเท่าไรเลย)

ตำนานสุดท้ายที่น่าจะมีความจริงมากที่สุดคือ เรื่องก็มีอยู่ว่า ในสมัยหนึ่งได้เกิดอหิวาตกโรคระบาดในเมืองจีน ผู้คนล้มตายกันเป็นจำนวนมาก มีซินแสท่านหนึ่ง คือเกี้ยอุยซินแส พบว่าสาเหตุใหญ่ของการเกิดโรค เกิดจากการที่ผู้คนพากันดื่มน้ำที่ไม่สะอาด จึงแนะนำให้ชาวบ้านต้มน้ำดื่ม และเพื่อให้ชาวบ้านเชื่อ จึงเสาะหาใบไม้มาอังไฟให้หอมเพื่อใส่ลงไปในน้ำต้มเพื่อเป็นการเกลี้ยกล่อมให้ชาวบ้านดื่มน้ำต้มสุก ซึ่งเกี้ยอุยซินแสก็พบว่ามีพืชชนิดหนึ่งที่สามารถให้กลิ่นหอมมากเป็นพิเศษ มีรสฝาดเล็กน้อยและแก้อาการท้องร่วงได้ จึงเผยแพร่วิธีการนี้ให้ชาวบ้านได้ทำตาม ซึ่งพืชที่มีใบกลิ่นหอมที่ว่านี้ก็คือต้นชานั่นเอง

เลือกเอาตามสบายนะครับว่าจะเอาเรื่องไหนแต่อย่าลืมว่าเป็นตำนาน อย่าจริงจังมากนัก

สรุปว่าชาจึงเป็นเครื่องดื่มยอดนิยมของคนจีนก็แล้วกัน และกลายเป็นเครื่องดื่มยอดนิยมของชาวญี่ปุ่นไปด้วย ต่อมาก็เป็นชาวอังกฤษที่มาค้าขายกับจีนเอาไปเผยแพร่ให้ชาวอังกฤษดื่มชากันแพร่หลายต่อไป แต่ชาจากจีนมีราคาแพง อังกฤษจึงนำเอาชาไปปลูกที่แคว้นอัสสัมในอินเดียและเอาไปปลูกที่ศรีลังกาด้วยจนเป็นอุตสาหกรรมหลักของที่ทั้ง 2 แห่งนี้ไปเลย

เมื่อผลิตใบชาได้มากแล้วทำให้เกิดประเพณี “Afternoon Tea” หรือ “Low Tea” การจิบน้ำชายามบ่าย มีตำนาน (อีกแล้ว) ว่ากันว่าแอนนา ดัชเชสที่ 7 แห่งเบดฟอร์ด (ค.ศ.1788-1861) ของอังกฤษ เป็นผู้คิดค้นการจิบน้ำชายามบ่าย เพื่อบรรเทาความหิวก่อนอาหารมื้อค่ำเนื่องจากในสมัยนั้นชาวอังกฤษยังรับประทานอาหารหลักเพียง 2 มื้อ คือ มื้อเช้าและมื้อใหญ่ในเวลาค่ำ ท่านดัชเชสได้เชิญมิตรสหายมาร่วมรับประทานอาหารมื้อบ่ายเวลาประมาณ 4-5 โมงเย็น ซึ่งประกอบด้วยของว่างอย่างเค้กชิ้นเล็กๆ แซนด์วิช และน้ำชา เครื่องกระเบื้องเนื้อดีถูกนำมาใช้กับงานเลี้ยงเล็กๆ นี้ ในไม่ช้างานเลี้ยงน้ำชายามบ่ายนี้ได้กลายเป็นธรรมเนียมนิยมของหมู่ชนชั้นสูง และพวกผู้ดีมีเงินชาวอังกฤษที่สืบทอดจากรุ่นสู่รุ่นจนถึงปัจจุบัน แต่คนอังกฤษดื่มชาไม่เหมือนคนจีน คนญี่ปุ่นหรอกครับ เขาใส่นมหรือครีมและเติมน้ำตาลด้วย โดยคนอังกฤษจะใส่ครีมหรือนมลงไปก่อนเติมน้ำตาล แล้วจึงรินน้ำชาร้อนๆ ลงไปเป็นอันดับสุดท้าย เนื่องจากในสมัยก่อนนั้นถ้วยชาส่วนมากทำมาจากกระเบื้องที่ค่อนข้างนิ่ม ดังนั้นนมหรือครีมจึงถูกใส่ลงไปก่อนที่จะเทน้ำชาร้อนๆ ลงไป เพื่อไม่ให้ถ้วยชาแตก การชงชาแบบนี้ถือเป็นแบบอย่างของผู้ดีอังกฤษ 

แต่พอทางอังกฤษค้นพบกระเบื้องแข็งใน พ.ศ.2253 การเติมนมก่อนก็ไม่ได้จำเป็นอีกต่อไป ดังนั้นมันน่าจะดีกว่าที่เราเติมนมทีหลังเพราะจะได้กะปริมาณได้ถูกและง่ายกว่า แต่ก็อย่างว่าแหละครับการปรุงชาแบบเก่าคือเติมชาร้อนๆ ทีหลังสุดได้ติดเป็นนิสัยของคนอังกฤษไป หากใครอยากดัดจริตเป็นผู้ดีอังกฤษสมัยก่อนก็ใช้วิธีของแอนนาดัชเชสแห่งเบดฟอร์ด ก็ไม่ผิดกติกาแต่อย่างไร

การที่เขียนบทความเรื่องนี้ขึ้นมาเพื่อเตือนความทรงจำของท่านผู้อ่านที่เคารพรุ่นใหญ่ทั้งหลายที่เคยต้องนั่งฟังการบรรยายอันแสนน่าเบื่อของอาจารย์ที่ยืนสอนอยู่หน้าชั้นอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ จึงจำเป็นต้องชักใบให้เรือเสียบ้าง ซึ่งก็เป็นเรื่องปกติในยุคที่อาจารย์ยังเป็นผู้ผูกขาดวิชาความรู้ แต่ในสมัยนี้คงจะน้อยลงมากแล้วเพราะวิชาความรู้มีมากมายดาษดื่นเกลื่อนกล่นที่สำคัญคือไม่มียักษ์ถือตะบองคอยเฝ้าหวงแหนเหมือนของมีค่าอื่นๆ เปิดหาเอาเองในโทรศัพท์มือถือได้โดยสะดวกจึงไม่จำเป็นต้องหาเรื่องอื่นมาเปลี่ยนเรื่องที่น่าเบื่อจากผู้บรรยายดังเช่นสมัยก่อน

โกวิท วงศ์สุรวัฒน์