'ลอดลายมังกร' พงศาวดารราชวงศ์เจ้าสัวไทยก่อนเศรษฐกิจฟองสบู่แตก

Published on 7 ก.ย. 2026

จดหมายรักถึงอาม่า (Dear You) สำหรับหลายคนแล้ว คือภาพยนตร์ที่แสดงเรื่องราวของชาวแต้จิ๋วอันแสนซาบซึ้งกินใจของแต้บักเซ็ง ผู้ข้ามน้ำข้ามทะเลมาสร้างตัวหลังสงคราม บักเซ็งเป็นเพียงหนึ่งในชาวจีนจำนวนมหาศาลที่เอาชีวิตมาทิ้งโดยที่ยังไม่ได้กลับไปร่วมกันชื่นเชยความสำเร็จของครอบครัวที่จากมา ตามเรื่องเขาแทบจะเป็นผีไร้ญาติ หากเจี่ยหน่ำกีไม่ได้เป็นผู้ดูแลและเซ่นไหว้ และลูกหลานไม่ได้ตามสืบเรื่องราวของเขา 

เรื่องเล่าของความผิดหวัง รวมไปถึง ‘จีนจน’ ในไทยมักไม่ถูกผลิตซ้ำมากเท่าใดนัก หนังสือกบฏจีนจน : บนถนนพลับพลาไชย[1] ของสิทธิเทพ เอกสิทธิพงษ์ ได้โต้แย้งกับการอธิบายภาพลักษณ์ของเจ้าสัวจีนที่ประสบความสำเร็จจากเสื่อผืนหมอนใบใต้พระบรมโพธิสมภาร ด้วยปรากฏการณ์จลาจลที่พลับพลาไชย เมื่อปลายทศวรรษ 2510 ซึ่งฉายให้เห็นภาพสามัญชนชาวจีนในกรุงเทพฯ 

ในทางกลับกันกับชีวิตของบักเซ็ง ลอดลายมังกร[2]เป็นนิยายที่มีศูนย์กลางอยู่ที่ชายชาวจีนแต้จิ๋ว ผู้ประสบความสำเร็จทางธุรกิจจนกลายเป็นผู้มีอิทธิพลต่อเศรษฐกิจของไทย ‘เหลียง สือพาณิชย์’ เป็นเสาหลักของอาณาจักรตระกูล ‘สือพาณิชย์’ ความยิ่งใหญ่ของเขา ทำให้เรื่องเล่าของเขาประดุจเทพบิดรของวงศ์ตระกูลอันน่ายกย่อง และเป็นภาพที่สอดรับกับประวัติเจ้าสัวเชื้อสายจีนในไทยทั้งหลายที่กำลังเติบโต มั่งคั่ง รุ่งเรืองช่วงทศวรรษ 2530 อัตลักษณ์ความเป็นจีนเริ่มกลายเป็นสิ่งที่น่าพึงประสงค์ เช่นเดียวกับการขยายตัวของซีรีส์ หนังและเพลงฮ่องกง ความเป็นเสี่ย การให้ความสำคัญกับโหงวเฮ้ง ฮวงจุ้ย ได้กลายเป็นศาสตร์ที่ได้รับการยอมรับว่าเป็นหนึ่งในความเชื่อที่สามารถสร้างความรุ่งเรืองให้กับชีวิตการงานและธุรกิจ

ประภัสสร เสวิกุล เขียนเรื่องนี้เป็นตอนๆ ลงในนิตยสารสกุลไทย เมื่อปี 2532-2533 ก่อนจะรวมเล่มตีพิมพ์ครั้งแรกในเดือนตุลาคม 2533 ขณะนั้นอยู่ในช่วงที่เศรษฐกิจไทยเติบโตสุดขีด การค้าชายแดนขยายตัวพร้อมๆ กับนโยบายเปลี่ยนสนามรบให้เป็นสนามการค้า ก่อนที่รัฐบาลของชาติชาย ชุณหะวัณจะถูกรัฐประหารโดยสุนทร คงสมพงษ์ในเดือนกุมภาพันธ์ 2534 ลอดลายมังกรยิ่งโด่งดังเปรี้ยงปร้างจากการที่ถูกสร้างเป็นละครช่อง 7 เมื่อปี 2535 โดยมีนพพล โกมารชุน รับบทเป็นอาเหลียง 

ลอดลายมังกรยังถูกศึกษาในบทความที่ชื่อว่า ‘ลอดลายมังกร: การศึกษาเชิงประวัติศาสตร์ธุรกิจไทย ในทศวรรษ 2490-2520′[3] โดย สุพลธัช เตชะบูรณะที่เน้นรายละเอียดทางประวัติศาสตร์ที่เป็นต้นเค้าในการออกแแบบชีวประวัติของเหลียง สือพาณิชย์ของผู้ประพันธ์ และมุ่งศึกษาลักษณะทางธุรกิจและรูปแบบการประกอบธุรกิจ

ขณะที่บทความนี้จะขอกลับไปอ่านใหม่อีกครั้ง พร้อมชวนสนทนากลับไปกลับมาระหว่างตัวบทนิยาย และบริบททางประวัติศาสตร์ในทศวรรษ 2530 ที่ต่างไปจากบทความดังกล่าว


ราชวงศ์สือพาณิชย์: ชีวิตและผลงานทางธุรกิจของอาเหลียง


นิยายวางผู้เล่าเรื่องราวของตระกูลผ่านเสียงของคนรุ่นหลานของอาเหลียง นั่นคือนภา ลูกชายของนภ หลานชายผู้เป็นสะพานเชื่อมระหว่างปู่ (อาเหลียง) กับตา (อาจั๊ว) ผู้เป็นเพื่อนรักเก่าแก่ สะท้อนให้เห็นถึงการที่ลูกหลานจีนผู้ประสบความสำเร็จ มองย้อนกลับไปที่ตระกูลตัวเองด้วยสายตาของผู้ชายที่มีการศึกษาในขณะนั้น 

อาเหลียงต่างจากบักเซ็งตรงที่นอกจากเขาจะแต่งเมียที่แต้จิ๋วแล้ว เขายังแต่งงานที่ไทยเพิ่มอีกสองคน เมียคนแรกคือเหมยหลิงที่เขาพามาจากซัวเถาในเวลาต่อมา ขณะที่เนียมเป็นลูกสาวของเถ้าแก่ร้านเครื่องบวชนาคที่มีเชื้อสายจีน ส่วนมาลัยเป็นสาวเหนือที่แต่งเข้ามาเป็นคนสุดท้าย การมีเมียมากของเขา นอกจากจะขยายสาแหรกลูกหลานออกไปกว้างไกลแล้ว มันยังทำให้เกิดพล็อตเรื่องย่อยๆ เต็มไปหมด แล้วก็ให้นึกถึงปัญหาภายในราชวงศ์โบราณของโลกตะวันออกที่มีฝ่ายในคอยเล่นการเมืองอยู่หลังบ้านอย่างมีสีสัน 

เหลียง สือพาณิชย์ เกิดเมื่อปี 2463 จากข้อมูลในนิยาย เขาล่องเรือมาจากซัวเถาตั้งแต่อายุ 19 ปี[4] ก็ควรจะตรงกับปี 2482 แต่ความน่าสนใจคือเหลียงกลับแลกเหรียญบาทในยุครัชกาลที่หก (2453-2468) ไว้เป็นเครื่องเตือนใจ ไม่ใช่รัชกาลที่ 7 หรือ 8 เมื่อค้นจากฐานข้อมูลเหรียญกษาปณ์ของกรมธนารักษ์[5] ก็พบว่าในรัชกาลที่เจ็ดและแปดนิยมผลิตเหรียญสตางค์มากกว่า ทั้งเหรียญรัชกาลที่ 6 ยังมีส่วนผสมของเงินมากกว่า จึงอาจเป็นสาเหตุที่อาเหลียงเลือกที่จะแลกเหรียญบาทนั้นไว้

อาเหลียงแบ่งยุคของเขาเป็นสามยุคได้แก่ ยุคสร้างตัว, ยุคสร้างงาน กล่าวคือ ยุคที่ ‘นัฐกิจโกศล’ ขยายกิจการต่อไปอีกมากมาย และยุคสร้างคน กล่าวคือยุคที่อาเหลียงเริ่มถอนตัวจากการบริหารงาน แล้วปล่อยให้ลูกหลานและคนภายนอกมารับหน้าที่แทน ซึ่งยุคสุดท้ายเป็นยุคที่เขาพึงพอใจที่สุด

การแบ่งยุคของธุรกิจตระกูลไปตรงกับงานวิจัยในนิยายที่ชื่อว่า ‘บริษัทธุรกิจไทยในปัจจุบัน’ ที่ได้วิเคราะห์ธุรกิจของตระกูลสือพาณิชย์ไว้ และแบ่งออกเป็นสามยุค คือ ช่วงปี 2492-2506, 2507-2516 และ 2517-ปัจจุบัน[6] ธุรกิจหลักๆ ของเขาคือกิจการทอผ้า (นัฐกิจการทอ), การเงิน (นัฐกิจหลักทรัพย์) และการผลิตสินค้าอุปโภคและบริโภค (สหนัฐกิจ) สุพลธัชชี้ว่าชีวิตของเหลียงที่ถูกประพันธ์ขึ้นนำมาจากชาวจีนสามคน นั่นคือชิน โสภณพนิชแห่งธนาคารกรุงเทพ และเทียม โชควัฒนาแห่งสหพัฒนพิบูล[7]

หัวใจสำคัญของเรื่อง ผู้เขียนเน้นย้ำเรื่อง ‘คุณธรรม’ (หงี) ในการค้าขาย โดยให้อาเหลียงยึดมั่นสิ่งเหล่านี้ในฐานะเป็นเกราะป้องกัน และเป็นเครื่องช่วยให้เขาพ้นจากภยันตรายและภัยพินาศทางธุรกิจหลายต่อหลายครั้ง ในทางกลับกัน ลูกหลานที่ไม่ยึดมั่นสิ่งนี้ก็ส่งผลร้ายแรงเช่นกัน

ชีวิตทางธุรกิจเริ่มจากการทำงานจับกังทำงานแบกของที่ท่าน้ำราชวงศ์ ก่อนจะเก็บเล็กผสมน้อยไปเป็นเจ้าของกิจการเล็กๆ อย่างการขายกาแฟ จนกลายเป็นเถ้าแก่พยายามซื้อสินค้าต่างๆ ที่ขาดแคลนช่วงหลังสงครามมาขาย เช่น กาแฟผง ชาฝรั่ง และนมกระป๋อง โดยเดิมพันบนความเสี่ยงในช่วงหลังสงคราม

อาเหลียงอาศัยให้คนจีนร่างหนังสือเป็นไทย แล้วให้ลูกผู้ดีที่เคยไปเรียนนอกแปลจดหมายเป็นอังกฤษเพื่อส่งไปยังบริษัทฝรั่ง แต่กลายเป็นว่าสินค้าได้รับความเสียหายไปกว่าครึ่ง จึงต้องส่งของให้ลูกค้าในกรุงเทพฯ ก่อนจะกู้ธนาคารมากว้านซื้อของตัวเองไปให้ลูกค้าต่างจังหวัดที่เคยสัญญาไว้

นั่นทำให้เขาหมดตัวเพื่อรักษาชื่อเสียง และทำให้ขณะนั้นเขาต้องนอนตามแผงขายของ และตื่นตี 3-4 มาทำงานรับจ้างขนของ เรียกได้ว่าตกยากอยู่กว่าปีเต็มๆ ขณะนั้นตรงกับช่วงรัฐประหาร 2490[8] จนผ่านพ้นไปหนึ่งปี บริษัทฝรั่งที่สั่งซื้อสินค้าส่งเงินชดเชยค่าเสียหายและแต่งตั้งให้เขาเป็นตัวแทนจำหน่ายในเมืองไทย 

เมื่อสั่งสมทุนได้มากก็คิดจะทำกิจการโรงทอผ้า ซึ่งจำเป็นต้องมีที่ดิน และการเป็นเจ้าของที่ดินนั้น อาเหลียงแม้จะมีเงินก็ไม่สามารถซื้อได้เนื่องจากไม่ได้มีสัญชาติไทย ดังนั้น เขาจำเป็นต้องหาคนที่จะมาร่วมด้วย นั่นคือภรรยาผู้มีสัญชาติไทย เขาเลือกแต่งงานกับเนียม ลูกสาวร้านเครื่องบวชนาคที่อายุเพียง 18 ปี ขณะนั้นอาเหลียงอายุได้ 29 ปี แล้ว

จนในที่สุดก็ได้ซื้อที่ดินแถวตรอกจันทร์ในนามของภรรยาคนที่สอง กิจการนั้นได้ชื่อว่านัฐกิจการทอ ซึ่งนัฐยังเป็นชื่อลูกชายคนแรกของเนียมกับเขาด้วย การตั้งโรงทอผ้าดิบเกิดขึ้นในปี 2493 และต่อมาคือโรงงานทอผ้าเทโตรอนเมื่อปี 2498[9]

หมุดหมายสำคัญคือการสร้างป้อมปราการของตระกูลที่เป็นตึกใหญ่สูงสามชั้น เมื่อปี 2496 ขณะนั้นเหลียงอายุได้ 33 ปี เป็นปีเดียวกับที่เหมยหลิงพาเทียนกับแอนดี้มาจากเมืองจีนด้วย[10] ขณะนั้นเทียนอายุได้ 17 ปี แอนดี้อายุได้ 16 ปี เรียกได้ว่าเป็นหนุ่มแล้ว[11] ทั้งคู่มาเมืองไทยได้ไม่นานก็ถูกส่งไปเรียนต่อทางการค้าที่ฮ่องกง

หลังจากโรงทอผ้าเติบโต อาเหลียงก็คิดจะตั้งโรงงานผลิตเสื้อยืดและกางเกงชั้นในผ้าฝ้ายส่งออก จึงหาทางระดมทุนและตั้งบริษัทการเงิน ‘นัฐกิจหลักทรัพย์’ ขึ้น โดยเชิญนายตำรวจระดับอัศวินแหวนเพชร คนสนิทเผ่า ศรียานนท์ อธิบดีกรมตำรวจ มานั่งเป็นประธานบริษัท[12]

แต่ในยุคการเมืองสามเส้า ผิน-เผ่า-สฤษดิ์ ที่แข่งขันกันสร้างอิทธิพล ทำให้อาเหลียงเลือกแทงม้าฝั่งใดฝั่งหนึ่ง แล้วม้าตัวที่เขาแทงดันเป็นฝั่งตรงกับศัตรูกับสฤษดิ์ ธนะรัชต์ เมื่อเกิดรัฐประหาร 2500 อาเหลียงจึงต้องเผ่นไปอยู่ฮ่องกง ต้องรอจนสฤษดิ์ตายในปี 2506 เขาจึงจะกลับไทยได้ กรณีนี้มีเจ้าสัวคนหนึ่งที่มีประวัติละม้ายกันในกรณีต้องลี้ภัยออกจากไทยเพราะพิษการเมือง คือชิน โสภณพนิช แห่งธนาคารกรุงเทพ[13]

ในเรื่องอาเหลียงยังจะเลือกใช้คนในกองทัพในการค้ำความมั่นคงให้กับธุรกิจของตนอีก โดยเดิมพันผ่านการแต่งงานกับลูกสาว แต่กลายเป็นว่าเมื่อเกิดรัฐประหารฝ่ายว่าที่ลูกเขยกลับเป็นฝ่ายพ่ายแพ้ และเราคงเดาออกแน่ๆ ว่า ในช่วงม็อบพันธมิตรฯ อาเหลียงอยู่ฝั่งไหน เมื่อนิยายเปิดเผยว่าเขานิยมชมชอบควง อภัยวงศ์ และพรรคประชาธิปัตย์ นอกจากบริจาคให้กับพรรคแล้ว เขายังถูกใจลูกเขยที่จบคณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ผู้เป็นคนใต้และเป็นแฟนคลับประชาธิปัตย์ตัวยง จนถึงกับลงสมัครเป็น สส. แต่ก็สอบตก

การแต่งงานของลูกๆ ในยุคแรกมักเป็นสิ่งที่อาเหลียงวางแผนไว้ ยกเว้นเทียนลูกชายคนโตผู้ไม่รักดี แอบไปแต่งงานกับผู้หญิงที่ไม่มีหัวนอนปลายเท้า ต่างจากแอนดี้ลูกคนรองที่ได้จับคู่กับลูกสาวนักธุรกิจฮ่องกงอย่างเป๊กกี้ ฮ่องกงยังเป็นฉากสำคัญที่เป็นสะพานเชื่อมต่อและพื้นที่หลบภัยของตระกูลนี้นับแต่รุ่นปู่ยันรุ่นหลาน

เมื่อครั้งที่อาเหลียงลี้ภัยไปฮ่องกงจากภัยการเมือง ก็จำเป็นอย่างยิ่งที่ต้องฝากกิจการให้เนียม เทียน และแอนดี้เป็นผู้ดูแล ในอีกด้านการจากบ้านไป ก็เท่ากับว่าทำให้บัลลังก์สือพาณิชย์ว่างลงชั่วคราว แอนดี้ลูกเมียคนแรกอย่างเหมยหลิงพยายามยึดกุมอำนาจ ซึ่งอาเหลียงก็เกรงว่ากิจการต่างๆ ในเมืองไทยจะถูกถ่ายโอนไปสู่พ่อของเป๊กกี้ แต่ความเป็นผู้นำของแอนดี้นั้นมีลักษณะที่เผด็จการมากไป จนคนงานที่ไร้ชื่อทั้งหลายได้ต่อต้านประท้วงและนัดหยุดงาน ทั้งคนงานที่ตรอกจันทร์และที่พระประแดง แต่ก็เป็นแอนดี้ที่ควบคุมสถานการณ์ไว้ได้จนมีอำนาจเหนือกว่าเนียมและเทียน

ต่อมาจึงให้ลูกคนโตคือเทียนไปอยู่ด้วย ที่นั่นเขาได้ตั้งกิจการ National Trust ทั้งยังพาลูกของแอนดี้อย่างชาญชัยไปอยู่กับเทียน เพื่อให้มีลักษณะเป็นตัวประกันถ่วงอำนาจของแอนดี้ อย่างไรก็ตาม ธุรกิจที่ฮ่องกงที่อาเหลียงให้เทียนดูแลกลับพังพาบไม่เป็นท่า สุดท้ายต้องเติมเงิน 100 ล้านบาทเพื่ออุ้มกิจการ ไม่ให้ชื่อเสียงของสือพาณิชย์สูญเสียไปจากการไม่สามารถเคลียร์หนี้สินลูกค้าได้ ชาญชัยจะกลายเป็นตัวละครสำคัญอย่างยิ่งที่สร้างความพินาศให้กับตระกูลมากที่สุดคนหนึ่ง

เมื่อถึงเวลา อาเหลียงกลับไทยมายึดอำนาจคืนในปี 2506 ความเปลี่ยนแปลงหนึ่งที่เหมยหลิงชอกช้ำที่สุดก็คือ การเปลี่ยนสายสืบทอดอำนาจไปยังเมียคนที่สอง นั่นก็คือลูกๆ ของเนียม หลังจากที่เทียนและแอนดี้ได้สร้างความปั่นป่วนให้กับกิจการของตระกูล

ความเป็นจีนยังถูกผูกกับความเป็นคอมมิวนิสต์อยู่หลายมิติ ตั้งแต่บริษัทคู่แข่งของอาเหลียงปล่อยข่าวดังที่เขาเล่าว่า “เสื้อเราเป็นของคอมมิวนิสต์ ขืนซื้อไปจะถูกตำรวจจับ แถมบางแห่งมันยังแกล้งเอาปากกาหมึกแห้งเขียนรูปปากกาค้อนมาไขว้กับเคียวบนฉลากของเราด้วย”[14] ก็คงเป็นช่วงกลางทศวรรษ 2510 ที่ภัยคุกคามจากคอมมิวนิสต์เข้มงวดขึ้น

ยิ่งสถานการณ์ตึงเครียดเท่าไหร่ อาเหลียงก็เห็นว่าจะยืนหยัดอยู่ในไทย ก่อน 14 ตุลาคม 2516 เกิดวิกฤตการณ์น้ำมันทำให้เศรษฐกิจตกต่ำ ปลายทศวรรษ 2510 ก็ยิ่งมีความเสี่ยงทางการเมือง เพราะทั้งเวียดนาม ลาว และกัมพูชาต่างถูกยึดครองด้วยคอมมิวนิสต์ อาเหลียงต่างจากนักธุรกิจอื่นที่รอดูสถานการณ์ เขาพยายามทุ่มลงทุนมากขึ้นเพื่อแสดงให้เห็นว่าเขาจะไม่หอบเงินหนีไปไหน เข้าเทกโอเวอร์โรงงานผลิตสินค้าอุปโภคบริโภคอย่างเช่น ยาสีฟัน ‘สุขสันต์’, สบู่ ‘หอมนวล’ และผงซักฟอก ‘แม่บ้าน’ ในราคาถูก[15]

นี่คือภาพรวมของธุรกิจของอาณาจักรนัฐกิจโกศลที่ครอบคลุมโรงงานทอผ้า ธุรกิจการเงิน และสินค้าอุปโภคบริโภค


เสียงของคนรุ่นใหม่ในตระกูลและการถ่ายเลือด


เครือนัฐกิจโกศล เป็นกิจการที่มีลักษณะพึ่งพิงระบบครอบครัวและคนรู้จัก ว่ากันว่าเป็นแหล่งชุมนุมของตัวประหลาดทั้งหลาย เนื่องจากการเลือกรับบุคคลมาทำงานด้วยโหงวเฮ้ง อาเหลียงเป็นคนควบคุม และมีปีศาจพันตาเหล่านี้ที่ช่วยสอดส่องและรายงานความเป็นไปของบริษัททั้งดีและร้าย ท่ามกลางความเปลี่ยนแปลงบริษัท ลูกหลานรุ่นใหม เริ่มไม่ยอมรับค่านิยมตามขนบเดิม ไม่ว่าจะเป็นการสมรส การศึกษา หรือการทำงานในลักษณะเดิม

วีรกรรมของ ‘แก๊งออฟโฟร์’ หรือแก๊งสี่คน ในช่วงปฏิวัติวัฒนธรรมจีนที่กินเวลาระหว่างทศวรรษ 2500-2510 เป็นเรื่องอื้อฉาวที่คนติดตามการเมืองจะรู้จักกันดี แก๊งนี้มีตัวการสำคัญคือมาดามเจียงชิง ภรรยาของประธานเหมาเจ๋อตง ในนิยายเรื่องนี้ได้เปรียบเปรยกลุ่มคนรุ่นใหม่ในตระกูลสือพาณิชย์ว่าเป็นพวก ‘แก๊งออฟไฟว์'[16]  ที่ประกอบด้วยระวี นนท์ ดวงดาว และชาญชัย ผู้ที่ต้องการเปลี่ยนค่านิยมของตระกูล โดยมีนุชมีบทบาทสำคัญจนได้ฉายาว่า ‘มาดามเจียงชิงน้อย’

เมื่อทราบเรื่อง อาเหลียงโกรธมาก ถึงกับส่งอานนท์กับระวีไปอยู่โรงเรียนประจำที่อัสสัมชัญ ศรีราชา แต่นุชก็แข็งข้อ ด้วยความเป็นลูกรัก ทำให้อาเหลียงต้องยอมใจอ่อน ยอมให้ลูกหลานเลือกเรียนต่อตามต้องการ การเลือกคู่ครองก็มีอิสระมากขึ้น

นนท์เป็นผู้ที่เรียนจบปริญญาเอกคนแรกของตระกูล เป็นตัวแทนของคนรุ่นใหม่ในตระกูลที่มีส่วนสำคัญในการเปลี่ยนแปลงระบบการบริหารจากธุรกิจในตระกูลเป็นธุรกิจสมัยใหม่ มีการดึงตัวผู้บริหารแบบใหม่เข้ามา ในสายตาของเขา ระบบเก่าที่อาเหลียงสร้างมา คนเก่าแก่ที่แวดล้อมอาเหลียง ล้วนเป็นปิศาจพันตาที่ไม่ต่างอะไรกับเกสตาโปของฮิตเลอร์[17] ซึ่งเทียบอาเหลียงกับผู้นำเผด็จการนั่นเอง

นนท์ได้รับการยอมรับให้เข้าไปทำงานในสำนักงานใหญ่ และมีบทบาทในการปรับเปลี่ยนองค์กร ไม่ว่าจะเป็นการริเริ่มสอบคัดเลือกแทนระบบฝากฝัง วางเกณฑ์พิจารณาเงินเดือน ปูนบำเหน็จและการลงโทษ จัดอัตรากำลังในสายงานต่างๆ รวมไปถึงด้านสวัสดิการ โดยเฉพาะการตั้ง ‘สหพันธ์คนงาน’ ที่น่าจะหมายถึง สหภาพแรงงาน ซึ่งได้รับการคัดค้าน กรณีนี้จะกลายเป็นหอกทิ่มแทงนนท์และบริษัทในเวลาต่อมา

เทียบกันแล้วนี่คือยุคสร้างคน และการเติบโตในยุคที่สามของนัฐกิจโกศล ที่อาเหลียงค่อยๆ ปล่อยให้ลูกหลานมีบทบาทมากยิ่งขึ้น เช่นเดียวกับการให้โอกาสลูกสาวคนสุดท้องนงพงาที่มีโอกาสไปเรียนต่อด้านประชาสัมพันธ์ที่สหรัฐอเมริกา และได้รับโอกาสให้เข้ามาดูแลบริษัทใหม่ คือสหนัฐกิจที่เกิดจากการรวมบริษัทผู้ผลิตสินค้าอุปโภคบริโภคสี่ถึงห้าบริษัทเข้าด้วยกัน

นงพงาได้เข้ามาเปลี่ยนรูปแบบการโฆษณาจากเดิมที่ตีหัวเข้าบ้าน มาเป็นวิธีที่นุ่มนวลและเป็นทางอ้อมมากขึ้น เรียกได้ว่า เธอเป็นวางคอนเซ็ปต์และควบคุมโฆษณาทุกชิ้น ทำให้สินค้ากลายเป็นสินค้าที่มีรสนิยมมากขึ้น นงพงายังมีส่วนสร้างภาพลักษณ์ที่ดีให้แก่บริษัท โดยการสร้างกิจกรรมช่วยเหลือสังคมในรูปแบบต่างๆ[18] ราวกับว่าจะเป็นการเก็บแต้มก่อนที่มรสุมลูกใหญ่จะถาโถมโจมตีนัฐกิจโกศล กรณีบริษัท Union Charter and Commodity ของชาญชัยจะถูกตราหน้าว่าโกง พลอยให้ตระกูลถูกเขียนสาปแช่งว่าเป็น ‘กระสือพาณิชย์’

ชาญชัย ลูกชายของแอนดี้ ถูกวางบทบาทให้เป็นตัวร้ายของตระกูลที่ทำลายทั้งความสัมพันธ์ภายในครอบครัว ผลประโยชน์ทางธุรกิจ รวมไปถึงชื่อเสียงที่อาเหลียงหวงแหน ชาญชัยมีสัมพันธ์กับนันทนาลูกคนสุดท้องของเนียม ดังนั้นชาญชัยจึงละเมิดผู้มีศักดิ์เป็นอาของเขาเอง นันทนาถูกบังคับให้ทำแท้ง แต่เรื่องนี้ไม่มีใครรู้นอกจากพวกเขาสองคน จนในที่สุดนันทนากลายเป็น ‘คนบ้า’ สร้างความทุกข์ระทมให้กับอาเหลียงเป็นอย่างยิ่ง

ชาญชัยยังได้รับการสนับสนุนจากเป๊กกี้ให้ตั้งบริษัทแข่งขันกับเครือนัฐกิจโกศล แต่ก็เจ๊งจนอาเหลียงต้องเข้าไปแลกหุ้นอุ้มไว้ และยิ่งเลยเถิดเมื่อเขาตั้งบริษัท Union Charter and Commodity ที่ทำกำไรมหาศาลในช่วงแรก แต่กลับเป็นว่า ไปไม่รอดและถูกผู้คนสาปแช่งเพราะลูกค้าถอนเงินไม่ได้ แล้วเขาก็หนีไปฮ่องกงจนกลายเป็นอาชญากรทางเศรษฐกิจ


แรงงานและสหภาพแรงงานความเป็นชายขอบของอาณาจักรธุรกิจ


ไม่ใช่เรื่องน่าแปลกใจอะไรที่ลอดลายมังกรจะฉายภาพของการเติบโตของนักธุรกิจจีนที่สร้างตัวด้วยความมานะ พยายาม โดยการยึดมั่นคุณธรรมด้านการค้า มีความซื่อสัตย์ และอื่นๆ แต่การกล่าวถึงความเป็นแรงงานนั้น หากไม่นับความเป็นจับกังที่เป็นอาชีพแรกของอาเหลียง เรื่องของแรงงานอาจจะไม่ปรากฏเลยก็ได้

แต่ในเรื่องนี้ ทุกครั้งที่เกิดเรื่องเกี่ยวกับแรงงานขึ้น มักจะเป็นภาพลบ การทำงานเป็นจับกังอันเหนื่อยยากที่ท่าเรือ การตกทุกข์ได้ยากต้องนอนที่ตลาดเพราะหมดตัวจากการลงทุน จนต้องอาศัยขายแรงงานเพื่อแลกเงินในการดำรงชีวิต ยังไม่นับว่า ในสายตาของผู้เล่าเรื่อง การรวมตัวของแรงงานถือเป็นตัวแทนของปัญหาที่เกิดขึ้น ครั้งแรกคือครั้งที่อาเหลียงลี้ภัยและแอนดี้พยายามใช้อำนาจเผด็จการในโรงงานทอผ้าจนคนงานไม่พอใจ 

ครั้งที่สองคือการแตกหักกันระหว่างญาติอันมีปัญหามาจากเรื่องส่วนตัว นั่นคือระวี ลูกของเทียน และนนท์ ลูกของเนียมที่เคยเติบโตและรักใคร่กันมาอย่างดี แต่ทั้งคู่ก็แตกแยกด้วยปัญหาผู้หญิง ระวีพยายามปลุกระดมคนงานเพื่อเอาชนะคะคานนนท์ ผู้ดูแลเรื่องการบริหารอยู่ ในลักษณะนี้ สหภาพแรงงานจึงกลายเป็นแค่เครื่องมือทางการเมืองผ่านระวีที่มีภาพลักษณ์ ‘เจ้าพ่อกรรมกร’ หยิบฉวยการต่อสู้ส่วนรวมให้กลายเป็นเพียงเรื่องส่วนตัว

อย่างไรก็ดี ข้อเรียกร้องของสหภาพแรงงานขณะนั้นมีอยู่สามประการ นั่นคือยกเลิกการนำเข้าเครื่องจักรสมัยใหม่ เพราะเกรงว่าจะทำให้คนงานถูกปลด, ให้สวัสดิการรักษาพยาบาลครอบคลุมพ่อแม่ พ่อตา แม่ยาย พ่อผัว แม่ผัว และให้สิทธิ์คนงานในการย้ายไปทำงานในบริษัทในเครือได้

จะเห็นว่าทั้งสามข้อเรียกร้องเป็นข้อเรียกร้องปกติที่ทำได้ แต่ผู้เขียนได้ละเลงส่วนนี้ให้กลายเป็นประเด็นความวุ่นวาย ขณะที่ลดทอนการต่อสู้ของแรงงานลง ไม่ทำให้เห็นกระบวนการการเจรจาต่อรองร่วม และอื่นๆ ซึ่งเป็นการจัดการความขัดแย้งที่มากับพระราชบัญญัติแรงงานสัมพันธ์พ.ศ. 2518 สะท้อนให้เห็นทั้งความไม่รู้ และการใช้จินตนาการสร้างให้ขบวนการแรงงานนั้นเป็นตัวร้ายเอาง่ายๆ หรือกล่าวได้ว่าแรงงานกลายเป็นเครื่องมือที่ทำให้เรื่องราวความขัดแย้งมีมิติที่เข้มข้นขึ้น แรงงานจึงเป็นแค่มวลชนที่ไร้ความคิด เป็นไม้ประดับที่แต่งเติมให้ฉากมีชีวิตชีวาและสีสันเพิ่มเติม

แรงงานที่ดีในมุมมองของผู้เขียนคืออดีตแรงงาน เป็นจับกังที่พยายามผันตัวเองไปเป็นผู้ประกอบการ เถ้าแก่ และนักธุรกิจ ไม่ใช่จมจ่อมอยู่กับการใช้แรงงานอันยากลำบาก หรือไม่ก็เป็นแรงงานแบบปัจเจก ไม่รวมตัวกันสร้างความวุ่นวายให้กับองค์กร เพราะว่าองค์กรที่ดีย่อมมีเจ้านายที่เข้าอกเข้าใจ ดูแลกันเหมือนครอบครัว หรือแม้ว่าจะได้รับการปฏิบัติที่ไม่ดีนัก ก็ไม่ควรจะเรียกร้องให้เกิดความวุ่นวาย

สิ่งเหล่านี้ตรงกันข้ามกับขบวนการแรงงานในกลางทศวรรษ 2530 ที่เติบโตมาพร้อมกับความเฟื่องฟูทางเศรษฐกิจ ขบวนการแรงานขณะนั้นมีส่วนสำคัญการผลักดันให้เกิดกฎหมายประกันสังคมที่เหมาะสม การเรียกร้องการลาคลอดของแรงงานสตรีผู้เผชิญกับความยากลำบาก และที่สำคัญยังมีผู้นำแรงงานที่ถูกอุ้มหายไปช่วงรัฐประหาร 2534 นั่นคือทนง โพธิ์อ่าน เนื่องจากเขาคัดค้านรัฐประหารอย่างแข็งกร้าว[19] การยืนหยัดเช่นนี้ต่างไปจากเจ้าสัวและนักธุรกิจทั้งหลายที่ไปๆ มาๆ จะสนับสนุนรัฐประหารเสียอีก


ตระกูลสือพาณิชย์ภาพจำลองสังคมไทยในทศวรรษ 2530


หากเรามองเข้าไปในตระกูลสือพาณิชย์จะเห็นอะไรบ้างที่สะท้อนสังคมไทยในช่วงดังกล่าว แน่นอนว่าครอบครัวจีนผู้มั่งคั่งที่เป็น ‘ซินตึ๊ง’ หรือจีนใหม่เป็นศูนย์กลางของจักรวาลแห่งนี้ที่เติบโตและก้าวหน้าโดยคิดว่าเมืองไทยนั้นคือเรือนตาย ขณะเดียวกัน ก็ไม่ลืมเลือนบ้านเกิดและบรรพบุรุษ ส่วนลูกหลานของพวกเขาคือคนรุ่นใหม่ที่กำลังกลายเป็นไทย ทั้งชื่อเสียงเรียงนาม คำพูดคำจา การปฏิบัติ รวมไปถึงการแต่งงานสืบเผ่าพงศ์

ในสายตาของพวกเขาแต่แรกนั้น คนไทยเป็นพวกเจ้ายศเจ้าอย่าง โดยเฉพาะพวกผู้ดีเก่า วลีของไทยที่บอกว่า ‘สิบพ่อค้าไม่เท่าพระยาเลี้ยง’ ย่อมสะท้อนทัศนคติเช่นนี้ว่าเกียรติยศนั้นสำคัญเพียงใด การแต่งงานของระวีกับสุวิตราก็เป็นภาพสะท้อนนั้น สุวิตราเป็นลูกผู้ดีเก่า แต่เป็นผู้ดีตกยากที่ไม่มีสมบัติพัสถานเหลืออยู่ มีพี่ชายคือสุวิทย์ที่สอบชิงทุน ก.พ. ได้ไปเรียนสหรัฐอเมริกาจนได้เจอกับนนท์ นำไปสู่การวิจารณ์คนไทยว่าเป็นคนเกียจคร้านไม่ขยันขันแข็ง ผู้หญิงไทยยังเอาแต่แต่งตัว เที่ยวเตร่ เล่นการพนัน ชอบพูดคำเล็กคำน้อย ไม่อดทนอดออมเหมือนคนจีน คำวิจารณ์เหล่านี้ออกมาจากปากเหมยหลิง

ภายในครอบครัวยังมีเขยคนใต้ ในรูปแบบความเป็นชาย ผ่านบุคลิกของดอนผู้ที่แต่งงานกับนุช เขาจบคณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ และยังทำงานเป็นอาจารย์สอนกฎหมาย มีอัตลักษณ์ที่โดดเด่นคือสนใจเรื่องการเมืองและผูกตัวเองอยู่กับพรรคประชาธิปัตย์ ซึ่งขณะนั้นช่วงที่นิยายตีพิมพ์ (2532-2533) ทำหน้าที่ฝ่ายรัฐบาลอยู่ด้วย และมีภาพลักษณ์ทางการเมืองค่อนข้างดี ความเป็นภาคใต้ยังถูกฉายผ่านภาพของการที่ดวงดาว ลูกสาวของเทียนย้ายไปทำงานภาคใต้โดยการทำสวนปาล์มและเปลี่ยนไปทำบังกะโลให้นักท่องเที่ยวพักผอน

ขณะที่ความเป็นคนเหนือ ถูกแสดงออกผ่านจากเมียคนที่สามของอาเหลียง นั่นคือมาลัยที่ผู้แต่งทำให้คลุมเครือว่าจะเป็นชาวลำพูนหรือเชียงรายกันแน่ อย่างไรก็ตาม อัตลักษณ์ของสาวเหนือตั้งแต่ทศวรรษ 2490 เป็นอย่างช้าก็ได้ถูกทำให้เป็นวัตถุทางเพศ ผ่านการท่องเที่ยวที่ขยายตัวอย่างมากในช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2 เช่นเดียวกับมาลัยที่ไร้ปากเสียง เป็นเพียงเครื่องมือที่เหมยหลิงใช้เพื่อสร้างฐานอำนาจในตระกูลสือพาณิชย์

ขณะที่นงพงา ลูกสาวของมาลัย จะด้วยอะไรก็แล้วแต่ หลังจากที่เธอเลิกกับสามีจึงกลับจากเมืองนอก ระหว่างที่ยังไม่มีอะไรทำเธอ “ใส่กางเกงชาวเขา สวมเสื้อม่อฮ่อมเก่าๆ” อุ้มลูกเดินไปมาในบ้าน เมื่อถูกเรียกให้ไปสมัครงานที่นัฐกิจโกศล เธอก็สวมชุด “แม้วบ้า” ในสายตาของนุช ดังนั้น สิ่งนี้ได้สะท้อนเรือนร่างของคนชายขอบในภาคเหนือ มากกว่าจะอยู่ในมาตรฐานความงามในแบบฉบับอย่างที่ผู้หญิงควรนุ่งซิ่นเกล้าผมอย่างเรียบร้อย แต่นงพงากลับทำสิ่งที่ขวางหูขวางตา

ขณะที่ดวงดาวก็เคยมีประวัติว่าไปซื้อที่ดินเพื่อทำฟาร์มวัวอยู่ที่ภาคเหนือ ก่อนจะย้ายลงใต้ในเวลาต่อมา สะท้อนให้เห็นถึงว่า ภาคเหนือเป็นดินแดนอันน่าพึงประสงค์และสอดคล้องกับภาพลักษณ์ว่าเป็นเขตที่อากาศดีเหมาะกับการใช้ชีวิต เช่นเดียวกับคนจำนวนมากเห็นว่า ภาคเหนือเป็นที่ๆ เหมาะกับการเป็นบ้านพักตากอากาศและการท่องเที่ยว

ที่น่าสนใจก็คือไม่ปรากฏอัตลักษณ์คนอีสานและความเป็นอีสานเลย ผู้แต่งทำให้สิ่งนี้หายไปอย่างหมดจด ทั้งที่ทศวรรษ 2530 นั้น แรงงานอีสานกลายเป็นฐานสำคัญในกรุงเทพฯ ทั้งในฐานะสาวโรงงาน หรือแรงงานรับใช้ในครัวเรือน มีสาวโรงงานคนหนึ่งที่นภเคยชอบพอ ก่อนจะถูกบังคับให้แต่งงานกับลูกสาวเพื่อนสนิทอาเหลียง นั่นก็ไม่แน่ใจนักว่าเป็นสาวอีสานหรือไม่ ไม่มีใครตอบได้ แต่ที่แน่ๆ ความเป็นอีสานถูกทำให้เงียบหายไป สวนทางกับแรงงานโรงงานที่ถูกหยิบขึ้นมา แล้วถูกทำให้กลายเป็นตัวร้าย หรือผู้สร้างความขัดแย้งในเรื่องไม่น้อยไปกว่าลูกหลานสือพาณิชย์ที่เป็นผู้ก่อเรื่องขึ้นมาเลย

ลอดลายมังกร ฉบับนิยายจบลงก่อนรัฐประหาร 2534 ขณะที่ละครฉายขึ้นหลังรัฐประหาร ดังนั้น ตัวนิยายอาจเป็นตัวแทนของสังคมไทยก่อนรัฐประหารที่กองทัพยังคงมีบทบาทสำคัญในการควบคุมการเมืองและเศรษฐกิจไทย ผิดกับลอดลายมังกร ฉบับละครโทรทัศน์ที่เกิดขึ้นหลังจากที่กองทัพกำลังจะหมดเครดิตทางการเมือง 

น่าสนใจว่า หากอาเหลียงยังมีชีวิตอยู่มาถึงช่วงฟองสบู่แตก เหล่าลูกหลานและอาณาจักรธุรกิจของเขาจะยังอยู่รอด เสื่อมถอย หรือล่มสลายหรือไม่ ไม่ว่าจะเป็นกิจการทอผ้า การเงิน และสินค้าอุปโภคบริโภค 

เช่นเดียวกับข้อสงสัยว่าผู้ที่ออกมาเดินขบวนขับไล่ทักษิณ ชินวัตร และออกบัตรเชิญรัฐประหาร 2549 จะมีความสัมพันธ์กับตระกูลสือพาณิชย์เช่นไร อาจเป็นไปได้สูงว่าหากอาเหลียงยังอยู่ ก็คงดูรายการเมืองไทยรายสัปดาห์ ผ่านจาน ASTV และส่งเงินสนับสนุนขบวนการพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย ไม่ต่างจากเจ้าสัวและนักธุรกิจเชื้อสายจีนหลายคนปฏิบัติกันขณะนั้นก็เป็นได้

แต่ที่น่าสนใจคือ ฉบับนิยายไม่ปรากฏว่าอาเหลียงจะกลับไปเหยียบแผ่นดินแม่ หรือกล่าวถึงเตี่ยหรือม้าเลย อาเหลียงสัมพันธ์กับฮ่องกงที่เป็นดินแดนแห่งโอกาสทางธุรกิจมากกว่า ราวกับว่าแม้สิ่งที่เขายึดถืออย่างคุณธรรม กลับเป็นหลักที่ยึดกับแกนกลางของความเป็นพ่อค้าเป็นหลักใหญ่ แต่ความกตัญญูต่อบรรพบุรุษและถิ่นเกิด กลับกลายเป็นสิ่งที่เขาอยู่ห่างไกลออกมามากที่สุด

References
↑1 สิทธิเทพ เอกสิทธิพงษ์, กบฏจีนจน : บนถนนพลับพลาไชย (กรุงเทพฯ : มติชน, 2555)
↑2 ประภัสสร เสวิกุล, ลอดลายมังกร(พิมพ์ครั้งที่ 13, กรุงเทพฯ : ดอกหญ้า, 2539)
↑3 สุพลธัช เตชะบูรณะ, “ลอดลายมังกร: การศึกษาเชิงประวัติศาสตร์ธุรกิจไทย ในทศวรรษ 2490-2520”, วารสารศิลปศาสตร์มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์, 18 : 1 (มกราคม-มิถุนายน 2560) : 172–195.
↑4 ประภัสสร เสวิกุล, ลอดลายมังกร(พิมพ์ครั้งที่ 13, กรุงเทพฯ : ดอกหญ้า, 2539), หน้า 23 และ 58
↑5 กรมธนารักษ์. “ฐานข้อมูลเงินตราโบราณและเหรียญ”. สืบค้นเมื่อ 23 สิงหาคม 2569 จาก https://www.treasury.go.th/th/services/coins/ancient-currency-and-coin-database
↑6 ประภัสสร เสวิกุล, เรื่องเดียวกัน, หน้า 98
↑7 สุพลธัช เตชะบูรณะ, เรื่องเดียวกัน: 172.
↑8 ประภัสสร เสวิกุล, เรื่องเดียวกัน, หน้า 18
↑9 ประภัสสร เสวิกุล, เรื่องเดียวกัน, หน้า 54
↑10 ประภัสสร เสวิกุล, เรื่องเดียวกัน, หน้า 23
↑11 ประภัสสร เสวิกุล, เรื่องเดียวกัน, หน้า 19
↑12 ประภัสสร เสวิกุล, เรื่องเดียวกัน, หน้า 54
↑13 สุพลธัช เตชะบูรณะ, เรื่องเดียวกัน : 176
↑14 ประภัสสร เสวิกุล, เรื่องเดียวกัน, หน้า 145
↑15 ประภัสสร เสวิกุล, เรื่องเดียวกัน, หน้า 147
↑16 ประภัสสร เสวิกุล, เรื่องเดียวกัน, หน้า 50
↑17 ประภัสสร เสวิกุล, เรื่องเดียวกัน, หน้า 148
↑18 ประภัสสร เสวิกุล, เรื่องเดียวกัน, หน้า 245-246
↑19 ประชาไท. “ “ผมจะเอากระเช้าดอกไม้ใส่ระเบิดรีโมทไปมอบให้มัน” 29 ปีของลูกชาย ทนง โพธิ์อ่าน”. สืบค้นเมื่อ 25 สิงหาคม 2569 จาก https://prachatai.com/journal/2020/06/88218 (19 มิถุนายน 2563)

จีนอพยพ ประภัสสร เสวิกุล ภิญญพันธุ์ พจนะลาวัณย์ ลอดลายมังกร หนังสือ

เรื่อง: ภิญญพันธุ์ พจนะลาวัณย์

อาจารย์สาขาวิชาสังคมศึกษา คณะครุศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏลำปาง ผู้สนใจด้านประวัติศาสตร์สังคม การศึกษา การกระจายอำนาจ พื้นที่เมือง-ชนบทและแรงงาน การศึกษาระดับปริญญาโทและเอกของเขาได้ประสบการณ์มาจากภาควิชาประวัติศาสตร์ คณะมนุษยศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ เปลี่ยนสายมาจากการเรียนคณะสถาปัตยกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยศิลปากรในสมัยปริญญาตรี คอลัมน์ของเขาเน้นไปที่การอ่านประวัติศาสตร์สังคมไทยผ่านวรรณกรรม ภาพยนตร์ โทรทัศน์ และสื่อประชานิยมทั้งหลาย