ต้าเหนิง เคลียร์ชัด! ปมดราม่าเพื่อนไม่ยินดีด้วย วอนอย่าโยงอดีตคนรัก เจเจ

Published on 12 ก.ย. 2026

ต้าเหนิง กัญญาวีร์ เคลียร์ชัด! ปมดราม่าเพื่อนไม่ยินดีด้วย วอนอย่าโยงอดีตคนรัก เจเจ กฤษณภูมิ อัพเดตมรสุมสุขภาพ ยอมรับรักตัวเองน้อย! ทนป่วยจนกว่าจะไปเลย

กลายเป็นประเด็นให้พูดถึงทันที หลังจากที่นักแสดงสาว ต้าเหนิง-กัญญาวีร์ สองเมือง ไปเปิดใจในรายการ PrimeCast ของเพื่อนสนิทอย่าง ปันปัน-สุทัตตา ถึงเรื่องราวชีวิตในวัย 30 ปี ทั้งบทเรียนการตัดความสัมพันธ์กับเพื่อนที่ไม่ยินดีในความสำเร็จ และมรสุมสุขภาพที่หนักหน่วงจนเกือบเอาชีวิตไม่รอด ทว่าหลังจากรายการออนแอร์ไปได้ไม่นาน โลกออนไลน์กลับมีการตัดคลิปบางช่วงบางตอนในประเด็นเรื่องเพื่อนไปวิพากษ์วิจารณ์อย่างดุเดือด พร้อมโยงไปถึงอดีตแฟนหนุ่ม เจเจ กฤษณภูมิ ที่เพิ่งลดสถานะความสัมพันธ์มาเป็นเพื่อนที่ดีต่อกันเมื่อช่วงต้นปีที่ผ่านมา

ต้าเหนิง เคลียร์ชัด! ปมดราม่าเพื่อนไม่ยินดีด้วย วอนอย่าโยงอดีตคนรัก เจเจ

ล่าสุดวันที่ 12 ก.ย. 69 ต้าเหนิง มาร่วมงาน “MCHOICE & MINT AWARDS 2026” พร้อมให้สัมภาษณ์ชี้แจงถึง 2 ประเด็นใหญ่ ทั้งเรื่องดราม่าความสัมพันธ์และอาการป่วย

ประโยคที่เราพูด หลายคนตีความว่าหมายถึงเจเจ?
“จริงๆ ถ้าทุกคนดูจบมันจะรู้เลยว่ามันถูกพูดถึงความสัมพันธ์ของเพื่อน หรือว่าคนที่เราเจอในชีวิต ไม่ได้หมายถึงเจ อย่าด่าเจนะคะ”

คือจริงๆ เข้าใจได้ว่าถ้าในรูปแบบประโยคแบบนั้น จริงๆ มันหมายถึงได้ทุกความสัมพันธ์แหละ แต่ว่าถ้าโดยส่วนตัวหนูไม่ได้หมายถึงเจ

ไม่ได้เกี่ยวกับเจแต่ว่า คือในนั้นปันปันถามว่าเวลาเพื่อนของเรา เพราะว่าหนูมีเพื่อนหลายกลุ่มว่าหนูรู้สึกยังไงเรียนรู้อะไรจากการมีเพื่อนหลายๆ กลุ่ม หรือว่าคบคนหลายๆ กลุ่ม หลายๆ แบบ”

พอเราพูดอะไรก็มีคนเชื่อมโยงได้คุยกันบ้างไหม?
“ก็คุยกันบ้าง แต่จริงๆ หนูรู้สึกว่าอาจจะเป็นส่วนน้อยที่คิดว่าเป็นเจ คนส่วนมากมีหลายคนที่ดูจบแล้วก็รู้ว่าเราไม่ได้หมายถึงเจ”

ตอนนี้กลับมารับงาน 100% ไหม?
“ก็ 100% สำหรับหนูในตอนนี้ แต่อาจจะไม่ได้ถี่เท่าแต่แต่ก่อนแต่ว่าความทุ่มเทเต็มที่ในการทำงานก็ 100% ค่ะ”

หลายคนก็เป็นห่วงว่าเราจะดูแลตัวเองยังไง?
“ก็ค่อยๆ ปรับตัวกันไปค่ะ หมายถึงหนูเองค่อยๆ ปรับไป ค่อยๆ หาบาลานซ์ให้ตัวเองให้เจอเพราะหนังก็จะเข้าแล้วค่ะ”

ถามถึงเรื่องที่ไปออกรายการกับปันปัน พูดถึงเรื่องอาการป่วยหลายคนก็ตกใจ?
“จริงๆ หนูว่ามันอาจจะเป็นอาการป่วยแบบที่ทุกคนก็มีสิทธิ์เป็น แต่ว่าหนูไม่ค่อยได้แสดงอาการอะไรออกมา เพราะว่าหน้าตาหนูมันดูแบบไม่สามารถเจ็บป่วยได้ หน้ามันดูต้องแข็งแรง เวลาเราทำงาน เราก็ไม่อยากให้คนคิดว่าเราเจ็บป่วย”

ทำไมถึงคิดว่าหน้าตาเราดูแข็งแรง?
“หน้าตาหนูดูไม่อ่อนโยน เราอาจจะไม่ได้มีสิทธิ์ที่ต้องแสดงออกว่าเราป่วยขนาดนั้น เพราะว่าเราทำงานกับคนหมู่มาก ถ้าเราคนเดียวหนึ่งคนที่ไม่สามารถเอาตัวเองไปทำงานได้มันมีผลกับคนเป็นวงกว้าง”

ครั้งไหนที่รู้สึกว่ามันเจ็บที่สุดแต่เราต้องเก็บไว้?
“จริงๆ หลายครั้งค่ะ ช่วงที่สุขภาพหนูไม่ดีมันเป็นระยะเวลานาน ถ้าโหดที่สุดน่าจะตอนที่มีรถพยาบาลมาที่กองถ่าย ฉีดยาแล้วกลับไปถ่ายต่อ ก็จะมีเหตุการณ์อะไรแบบนี้อยู่บ่อยๆ”

เคยถามตัวเองไหมว่าทำไมฉันต้องมาเจออะไรที่หนักกว่าผู้หญิงคนอื่น?
“ไม่ได้รู้สึกว่าหนักกว่าคนอื่นมั้ย แต่ว่ารู้สึกว่าสำหรับตัวเองที่เจอหนักไหม ก็รู้สึกว่าหนัก แต่มันก็มีสิ่งที่เราต้องรับผิดชอบ เราไม่ได้ทำงานคนเดียว เราทำงานกับทีมงานหลายๆ คนเพราะฉะนั้นถ้าอะไรที่หนูยังทนได้ หนูก็จะทนไปก่อน”

กับความรู้สึกที่ต้องทนมันเยียวยาตัวเองยังไง?
“ก็ไม่ได้รู้สึกว่าต้องเยียวยา แต่รู้สึกว่ามันเป็นความรับผิดชอบมากกว่า อย่างที่บอกการทำงานนี้ไม่ได้ด้วยตัวหนูคนเดียว มีทีมงานหลายๆ คน มีคนที่เรารู้ว่ากว่าเขาจะล็อกวันนี้มาได้ มันเป็นงานที่นำไปสู่เงิน นำไปสู่การใช้ชีวิตปากท้องของเขา คือมันหลายอย่างค่ะ”

เรากลัวว่าถ้าไปโรงพยาบาล คนอื่นจะต้องรอเสียเวลา?
“ใช่ๆ”

ทำไมเราถึงคิดถึงคนอื่นไม่คิดถึงตัวเอง?
“เพราะมันเป็นงานที่ไม่ได้ทำด้วยตัวเองคนเดียว มันเลยต้องคิดถึงคนอื่นให้มาก”

ตอนที่ตัวเองเจ็บป่วยทำยังไง?
“ก็ทนค่ะ ถ้าฉีดมอร์ฟีนก็จะเป็นเวลาที่เป็นประจำเดือน เพราะว่าหนูเป็น PCOS เหมือนมดลูกหนูไม่ได้ดีอยู่แล้ว ก็จะมีปัญหาปวดท้องมาก ถ้ามันไม่ไหวก็ต้องนอนโรงพยาบาล หมอก็จะฉีดยาให้”

แล้วเราผ่านมาได้ยังไง?
“ก็ผ่านไปแต่ละวันค่ะ(ยิ้ม)”

เคยคุยกับทีมงานมั้ยว่าอาการเราไม่ไหวแล้ว?
“ก็ไม่ค่อยได้คุยกับใครค่ะ ปกติถ้าอดทนจนถึงจุดแล้ว ผู้จัดการก็จะพาไป”

ปันปันยังบอกว่าตกใจเลยว่าทนได้ยังไง?
“มันก็ต้องทนค่ะ เรามีสิ่งที่ต้องทำ”

ที่ผ่านมาเพราะเราทำงานหนัก?
“หนูคิดว่าเกี่ยวค่ะ เราโตขึ้นเซลล์ในร่างกายมันไม่ได้แข็งแรงเท่าเดิม พอหนูใช้ชีวิตแบบไม่ค่อยดีค่ะ หมายถึงว่านอนไม่เป็นเวลา กินไม่เป็นเวลา มันก็กระทบอยู่แล้ว”

หลังผ่านพ้นจุดนั้นมาเรียนรู้ยังไงบ้าง?
“จริงๆ มันก็เรียนรู้มาตลอดทางนั่นแหละค่ะ แต่ว่ามันก็เป็นทางแยกศีลธรรม เราจะเอาตัวเองคนเดียวหรือว่าจะคนหมู่มาก คือทำงานในวงการนี้มันคิดถึงตัวเองคนเดียวไม่ได้ เราต้องคิดถึงคนอื่นเยอะๆ”

ทุกวันนี้เราอยู่กับมันยังไง?
“อยู่แบบนี้แหละค่ะ (หัวเราะ) ก็อยู่แบบนี้ แล้วก็แก้ปัญหาสเต็ปบายสเต็ป”

คิดว่าเรารักตัวเองน้อยไปไหม?
“หนูว่ามันก็มีค่ะ ถ้าวันนี้หนูยังทนได้หนูจะทน หนูไม่อยากให้มันกระทบคนอื่น เราไม่รู้ว่าแต่ละคนมีปัญหาอะไรของตัวเองบ้าง งานนี้อาจจะเป็นงานที่เขาจำเป็นจะต้องทำเพื่อไปสู่อะไรบางอย่าง ถ้าวันนี้มันยกเลิก เรารู้ว่ากระบวนการทำงานแล้วได้เงินในวงการมันใช้เวลา ถ้าวันนึงมันแคนเซิลไป เขาอาจจะไม่ได้เลยก็ได้”

เราเห็นใจคนอื่น แต่สุขภาพเราก็ไม่ไหวเหมือนกัน?
“มันเป็นอย่างนั้นมาแล้วค่ะ หนูจะทนจนกว่าจะหนูจะไปเลย ไม่มีตรงกลาง”

ตอนนี้หนูรักตัวเองมากขึ้นไหม?
“ตอนนี้พยายามจะไม่รับงานติดๆ กันเยอะ มีเวลาให้ตัวเองพักเยอะขึ้น”

ปัญหาสุขภาพที่เราเจอมีผลในอนาคตในการจะมีลูกไหม?
“มีอยู่แล้วค่ะ คุณหมอบอกแต่แรก แต่ต่อให้คุณหมอไม่บอก หนูก็คิดเองได้ว่ามันมีผล ตอนนี้หนูก็พยายามปล่อยตัวเองแบบสบายๆ ไม่เครียด เพราะว่าสิ่งที่แย่ที่สุดคือความเครียด มันมีผลต่อฮอร์โมน การนอน ทุกอย่าง”

ตอนนี้สภาพร่างกายและสภาพจิตใจบาลานซ์กันไหม?
“มันก็วันต่อวันค่ะ หนูพยายามไม่คิดเยอะเหมือนแต่ก่อน เวลามีอะไรเข้ามาก็แก้ ไม่พยายามคิดไปล่วงหน้ามากขนาดนั้นค่ะ”.

  • อ่านข่าว – ต้าเหนิง 13ปีที่เปลี่ยนไป จากรู้สึกผิดมากต้องตัดใคร วันนี้คัดกรองคนที่สบายใจจะอยู่ด้วย