
ถ้า กกต.ใช้ดุลยพินิจที่ไม่ชอบ มันจะเป็นความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 157 ปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ เพราะศาลฎีกาวางแนวไว้ในปี 2549 คือฎีกาที่ 3509/2549 ..กกต.ต้องเคร่งครัดว่าถ้าพยานหลักฐาน มันบ่งชี้ได้ว่าเป็นการฮั้ว กกต.ก็ต้องสั่ง คือส่งคำร้องไปศาลฎีกา แต่ถ้าสำนวนใด หลักฐานในสำนวนมันไม่พอฟังได้ว่ามีหลักฐานอันควรเชื่อได้ว่า ก็ยกคำร้องไป
ก่อนจะรู้ผลการลงมติชี้ขาดคดีฮั้ว สว.ที่คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) นัดลงมติในวันจันทร์ที่ 14 กันยายนนี้ "ไทยโพสต์" ได้สัมภาษณ์ "สุโรจน์ จันทรพิทักษ์ อดีตผู้พิพากษาหัวหน้าคณะในศาลอุทธรณ์-นักกฎหมายอิสระ" ถึงมติ กกต.ที่จะออกมา โดย "สุโรจน์" ย้ำว่าเรื่องนี้ความเห็นส่วนตัว อยากให้สังคมตั้งสติแล้วยึดกฎหมายเป็นหลัก อย่าโอนเอียงไปตามกระแสการเมือง อยากให้องค์กรทุกองค์กรตามรัฐธรรมนูญได้ทำหน้าที่ของตัวเองให้เต็มที่ แล้วสังคมค่อยตรวจสอบการทำหน้าที่ขององค์กรเหล่านั้นตามกฎหมาย ซึ่งตรงนี้คิดว่าเป็นเรื่องสำคัญ การเมืองก็คือการเมือง กฎหมายก็คือกฎหมาย ทุกฝ่ายต้องอยู่ภายใต้ขอบเขตของกฎหมาย อย่าไปละเมิดกฎหมาย ตรงนี้คือหลักการที่ผมอยากฝากไว้กับทุกฝ่าย อยากให้เป็นข้อคิดเพื่อความสงบสุขของบ้านเมือง
ในส่วนของ กกต. ผมเห็นว่า กกต.ต้องยึดหลักกฎหมายและพยานหลักฐานในสำนวนเป็นหลักในการวินิจฉัย ซึ่งในบริบทของกฎหมายหลักๆ ที่เกี่ยวข้องกับการพิจารณาคำร้องคดีการเลือกสมาชิกวุฒิสภา จะประกอบด้วย รัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบันปี 2560 หมวดที่ 12 องค์กรอิสระ และส่วนที่ 2 คณะกรรมการการเลือกตั้งมาตรา 226 และพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยคณะกรรมการการเลือกตั้ง พ.ศ. 2560 มาตรา 19 มาตรา 21 มาตรา 41 ถึงมาตรา 43 และสาม พระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการได้มาซึ่งสมาชิกวุฒิสภา พ.ศ. 2561 มาตรา 62 วรรค 1 และวรรค 2 ที่ กกต.จะนำเป็นเกณฑ์ในการพิจารณาคำร้องคดีการเลือก สว.วันที่ 14 กันยายน
ประเด็นก็คือ ในบริบทของกฎหมายที่ผมได้กล่าวมา เป็นสิ่งที่ กกต.ต้องใช้ดุลพินิจในการวินิจฉัย ถ้อยคำในตัวบทกฎหมายจะมีคำว่า มีหลักฐานอันควรเชื่อได้ว่า ผู้สมัครหรือผู้ใดกระทำการอันเป็นการทุจริตในการเลือกตั้ง หรือรู้เห็นกับการกระทำของบุคคลอื่น อันทำให้การเลือกมิได้เป็นไปโดยสุจริตหรือเที่ยงธรรม ให้คณะกรรมการการเลือกตั้งยื่นคำร้องต่อศาลฎีกาเพื่อสั่งให้เพิกถอนสิทธิรับสมัครเลือกตั้ง หรือเพิกถอนสิทธิเลือกตั้งของผู้นั้น โดยหากส่งไปแล้ว ถ้าศาลฎีกามีคำสั่งรับคำร้องไว้พิจารณาก็จะมีคำสั่งให้สมาชิกวุฒิสภาผู้นั้นหยุดปฏิบัติหน้าที่การเป็น สว.
ตรงนี้มันจะเป็นเงื่อนแง่ทั้งหมดเลยว่า บริบททางกฎหมายเช่นนี้ กกต.ต้องใช้ดุลพินิจให้ละเอียดรอบคอบ คำว่า "มีหลักฐานอันควรเชื่อได้ว่า" คืออะไร ตรงนี้ กกต.ทั้ง 7 คนต้องวางหลักให้กับประเทศ หลังพิจารณาแล้วว่าสำนวนคดี สว.ทั้งหมดที่เข้าสู่การพิจารณาของ กกต. มีหลักฐานอันควรเชื่อได้ว่าการเลือก สว.ปี 2567 มีการฮั้วกันหรือไม่ จุดสำคัญคือ ระดับของหลักฐานอันควรเชื่อได้ว่า มันอยู่แค่ไหน ตรงนี้เป็นสิ่งที่ กกต.ต้องคิดก่อนจะถึงวันลงมติ 14 กันยายนนี้
"สุโรจน์ อดีตผู้พิพากษาหัวหน้าคณะในศาลอุทธรณ์" กล่าวต่อไปว่า ขอยกตัวอย่างให้เห็นภาพอย่างนี้ว่า ถ้อยคำในตัวบทตรง (มีหลักฐานอันควรเชื่อได้ว่า) ถามว่าถ้าเปรียบเทียบกับคดีอาญาที่ศาลจะลงโทษจำเลย อันไหนมันจะมีน้ำหนักมากกว่า ผมมีความเห็นว่าถ้อยคำในมาตรา 62 ของ พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการได้มาซึ่ง สว.ปี 2561 คำว่ามีหลักฐานอันควรเชื่อได้ว่า ผมเห็นว่าใกล้เคียงพอๆ กันกับการชั่งน้ำหนักของศาลในคดีอาญาที่จะลงโทษจำเลย ผมมีมุมมองอย่างนี้ เพราะกฎหมายใช้คำว่า "อันควรเชื่อได้ว่า" กฎหมายไม่ได้ใช้คำว่า "น่าจะเชื่อได้ว่า" เห็นไหม คำว่า "น่าจะเชื่อได้ว่า" มันยังเบาไป แต่ "อันควรเชื่อได้ว่า" หมายความว่าต้องมีหลักฐานแน่นเพียงพอที่จะฟังได้ว่ามีการฮั้ว สว.เกิดขึ้น ซึ่งตรงนี้เป็นหน้าที่ของ กกต.ทั้ง 7 คน ผมคิดว่า กกต.ที่มาจากสายศาล ที่ได้ความเห็นชอบให้เข้าไปเป็น กกต. ผมคิดว่า กกต.ที่มาจากสายตุลาการ เดิมที่ในอดีตที่ท่านทำงานเป็นผู้พิพากษา ผมคิดว่าท่านต้องเป็นหลักให้กับประเทศในการวินิจฉัยชั่งน้ำหนัก เพราะว่าทั้งชีวิตของท่านก็อยู่กับการชั่งน้ำหนักมาตลอด เมื่อท่านมาทำหน้าที่เป็น กกต.จะต้องชี้ว่าพยานหลักฐานข้อเท็จจริงเท่านี้ในสำนวนนี้มี "หลักฐานอันควรเชื่อได้ว่า" เพียงพอหรือยัง หรือยังไม่ได้ ตรงนี้ กกต.ต้องวางกติกาวางกฎเกณฑ์ให้กับประเทศ
...เรื่องนี้ที่ผ่านมามีการพูดกันว่าฮั้ว สว. แต่ทีนี้เราเข้าใจหรือไม่คำว่าฮั้วคืออะไร ถ้าถามความเห็นผม คำว่าฮั้ว มันเกิดจากคำพิพากษาศาลฎีกา ที่ศาลฎีกาตัดสินในการที่มีการยื่นประมูลแข่งขันประกวดราคากับหน่วยงานของรัฐ แล้วมีการกำหนดว่าอย่ายื่นประมูลสูงกว่านี้ คือฮั้วกันเพื่อให้บางคนได้ไป
คำว่าฮั้วมันเกิดขึ้นจากแนวฎีกาอย่างนี้ สำหรับการเลือก สว. ผมคิดว่าอะไรคือการไม่ฮั้ว เพราะฉะนั้นการไม่ฮั้วในความเห็นผม คือ หนึ่ง-ต้องมีอิสระ คือไม่เลือกเพราะถูกชักจูง ถูกครอบงำ หรือได้รับผลประโยชน์ และสอง-มีเสรีในการใช้วิจารณญาณในการเลือกอย่างสมบูรณ์ เพราะฉะนั้นในความเห็นผม ถ้าการเลือก สว.เป็นไปโดยอิสระ เป็นไปโดยเสรี อย่างที่ผมกล่าว แบบนี้เรียกว่าฮั้วไม่ได้ เท่ากับไม่มีการฮั้ว แต่ถ้าข้อเท็จจริงมันปรากฏว่าการเลือกสว.นั้นไม่มีอิสระ เพราะถูกชักจูงถูกครอบงำ หรือได้รับผลประโยชน์ หรือว่าไม่ได้ใช้วิจารณญาณในการเลือกเลย ถ้าลักษณะแบบนี้ ผมคิดว่านี้คือการฮั้ว
เพราะฉะนั้นตรงนี้ผมอยากให้สังคมช่วยตระหนักข้อเท็จจริงว่า อะไรคือฮั้ว อะไรคือไม่ฮั้ว
ผมยกตัวอย่างให้ดูว่า ข้อเท็จจริงที่ผมจะกล่าวมันเป็นการฮั้วหรือไม่?
หนึ่ง-ถึงไม่มีโพยระบุชื่อคนคนหนึ่ง แต่คนเขาก็จะต้องเลือกคนคนนั้นอยู่แล้ว เห็นไหม คือไม่มีโพยให้เลือก แต่ปรากฏว่าได้รับโพยมา ก็มีคนที่เราจะเลือก แบบนี้เป็นการฮั้วหรือไม่
สอง-คือมีโพยให้เลือก แต่ปรากฏว่าคนที่อยู่ในโพย มันตรงกับเราพอดี แบบนี้เป็นการฮั้วหรือไม่
สาม-คือมีการรวมกลุ่มแนะนำตัวให้บุคคลอื่นเลือกคนในกลุ่ม เช่น เขาจับกลุ่มกันแล้วก็แนะนำตัวกันเป็นกลุ่ม แบบนี้ฮั้วหรือไม่
สี่-คือเลือกเพราะรู้จักกัน เคยอุปการะช่วยเหลือกัน
ห้า-เลือกเพราะมีคนร้องขอมา บอกให้ช่วยเลือกด้วย
หก-เลือกตามที่มีการตกลงร่วมกันในการไปประชุมร่วมกันตามคำเชื้อเชิญ เช่น มีการเชิญชวนให้คนที่สมัครเป็น สว.ไปประชุมร่วมกัน แล้วก็มีการเสนอกลุ่มคนที่จะขอให้เลือก
ข้อเท็จจริงเหล่านี้ ผมคิดว่ามันต้องมีอยู่ในสำนวนว่ามันมีพฤติกรรมเหล่านี้หรือไม่ และหากมีพฤติการณ์เหล่านี้ กกต.ทั้ง 7 คน จะใช้หลักกฎหมายมาปรับอย่างไร ว่าอะไรคือฮั้ว อะไรคือไม่ฮั้ว
คำว่าฮั้วกันนั้น ศาลฎีกาได้ตัดสินวินิจฉัยครั้งแรกว่าขัดต่อความสงบเรียบร้อยของประชาชนในคำพิพากษาฎีกาที่ 2022/2519 (ประชุมใหญ่) ซึ่งเป็นการสมยอมกันไม่ให้มีการประมูลแข่งขันราคากันอย่างแท้จริงในการประมูลงานของทางราชการ และต่อมาศาลฎีกาก็วินิจฉัยคดีตามหลักฎีกาดังกล่าว เช่น ฎีกาที่ 986/2521, ฎีกาที่ 3047-3048/2531 และฎีกาที่ 1665/2565...
โดยความเคารพ ผมเชื่อว่าทุกกลุ่มทุกก๊วนที่รับสมัคร (เป็น สว.) ผมว่าเขามีโพยทั้งนั้น ทีนี้มันอยู่ที่ว่ากลุ่มไหนได้รับเลือกมากกว่ากัน ผมคิดว่าในสังคมไทย สิ่งเหล่านี้มันเป็นเรื่องที่เกิดขึ้นได้ ปัญหาเหล่านี้มันเป็นการยากในความเห็นส่วนตัวผมที่จะชี้ขาดว่าอะไรฮั้วอะไรไม่ฮั้ว จุดแบ่งว่าลักษณะแบบนี้คือการฮั้วกัน หรือไม่ใช่การฮั้วกันคืออะไร ตรงนี้ซึ่งผมคิดว่าสังคมก็น่าจะรอดูผลคำวินิจฉัยของ กกต.ที่จะออกมาว่า กกต.ได้ให้เหตุผลครบถ้วนสมบูรณ์หรือไม่ เพราะว่ามันจะมีปัญหาทันที ถ้า กกต.ใช้ดุลยพินิจที่ไม่ชอบ มันจะเป็นความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 157 ปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ เพราะศาลฎีกาวางแนวไว้ในปี 2549 คือฎีกาที่ 3509/2549 ศาลฎีกาวางหลักว่าถ้าการใช้ดุลพินิจนั้นมิได้อยู่บนรากฐานของความสมเหตุสมผล แล้วก็เป็นการใช้ดุลพินิจตามอำเภอใจ จึงเกินล้ำออกนอกขอบเขตของความชอบด้วยกฎหมาย จะเป็นความผิดประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 157

เพราะฉะนั้น กกต.ต้องเคร่งครัดว่าถ้าพยานหลักฐาน มันบ่งชี้ได้ว่าเป็นการฮั้ว กกต.ก็ต้องสั่ง สั่งในเชิงที่ว่าส่งคำร้องไปศาลฎีกา แต่ถ้าสำนวนใด หลักฐานในสำนวนมันไม่พอฟังได้ว่ามีหลักฐานอันควรเชื่อได้ว่า ก็ยกคำร้องไป ซึ่งการทำหน้าที่ของ กกต.ก็มีกฎหมายที่เกี่ยวข้องคือ พระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยคณะกรรมการเลือกตั้ง พ.ศ. 2560 มาตรา 21 กฎหมายบัญญัติไว้เลยว่า การใช้อำนาจของ กกต.ต้องเป็นประโยชน์ เที่ยงธรรม กล้าหาญ และปราศจากอคติทั้งปวงในการใช้ดุลพินิจ หาก กกต.เบี่ยงเบนจากข้อกฎหมายตัวนี้ไปเมื่อใด ก็จะเป็นความผิดตามมาตรา 157 ประมวลกฎหมายอาญาทันที ตามแนวฎีกาที่ศาลฎีกาได้วางหลักไว้เมื่อปี 2549
เมื่อถามถึงว่า ในฐานะอดีตผู้พิพากษามองว่าการพิจารณาคำร้องคดี สว.ของ 2 กกต.ที่เป็นอดีตผู้พิพากษาคือ นายณรงค์ กลั่นวารินทร์ ประธาน กกต. และนายสิทธิโชติ อินทรวิเศษ มีความเชื่อมั่นหรือฝากความหวังในการใช้ดุลยพินิจของ กกต.ทั้งสองคนอย่างไร "สุโรจน์ อดีตผู้พิพากษาหัวหน้าคณะในศาลอุทธรณ์" ย้ำว่า เชื่อมั่น กกต.ทั้ง 2 ท่านว่าสามารถที่จะใช้ดุลยพินิจได้เป็นอย่างดี เพราะการที่ทั้งสองท่านเสียสละมาดำรงตำแหน่งตรงนี้ คงได้ตัดสินใจอะไรบางอย่างมาแล้วว่าต้องทำหน้าที่ในการเป็น กกต.อย่างไร ผมเชื่อว่าท่านคงไม่เห็นแก่พวกพ้อง ผมเชื่ออย่างนั้น ในความเห็นส่วนตัวของผมที่มีความเชื่อว่า ในความเป็นผู้พิพากษา พอถึงจุดหนึ่งเมื่อมีการที่จะชี้เป็นชี้ตาย เราก็จะไม่เห็นแก่พวกพ้อง แต่ยึดหลักกฎหมาย ว่าไปตามพยานหลักฐาน นี่คือสิ่งที่เรายึดถือกันมา
หาก กกต.มีการตอบแทน ก็ต้องเตรียมรับผลที่ตามมา
เมื่อถามอีกว่า กกต.ชุดปัจจุบันมีอยู่ 4 คนที่มาจากการเห็นชอบของ สว.ชุดปัจจุบัน ที่ก็มี สว.จำนวนมากมีชื่ออยู่ในผลการสืบสวนไต่สวนของคณะอนุกรรมการชุดที่ 26 ของ กกต.ร่วม 138 คน คนก็ไปวิจารณ์กันก่อนล่วงหน้าว่าเสียงข้างมากใน กกต.อาจจะมีการตอบแทน สว.ที่ให้เข้าไปเป็น กกต. "สุโรจน์" มองประเด็นนี้ว่า ถ้าท่านตอบแทนในลักษณะเช่นนั้น เท่ากับว่าท่านก็ต้องยอมรับผลที่จะเกิดขึ้นต่อไปในการทำหน้าที่ ผมเชื่อว่าการใช้ดุลพินิจครั้งนี้ กกต.ทั้ง 7 คนต้องถูกตรวจสอบแน่นอน เพราะเป็นที่สนใจของสังคม เพราะฉะนั้นผมคิดว่ามันจะไม่จบแค่ กกต.ใช้ดุลยพินิจ หากท่านใช้ดุลยพินิจตรงไปตรงมา ผมคิดว่ามันเป็นสิ่งที่ถูกต้องมากกว่าที่จะไปตอบแทนในเรื่องผลประโยชน์ต่างๆ จากการที่ได้รับเลือกมา
ตรงนี้ผมคงไม่ก้าวล่วงว่าท่านได้รับเลือกจาก สว. ผมคงไม่ไปก้าวล่วงตรงนั้น คิดว่าสิ่งที่มีการกล่าวหากัน ในความเห็นผมจากการเป็นผู้พิพากษามา หากไม่มีหลักฐานอะไรผมก็ไม่ค่อยเชื่อ แต่ควรต้องดูจากเนื้องาน ดูที่การใช้อำนาจมากกว่า แล้วตรงนั้นเราก็สามารถที่จะมองได้ว่ามันเป็นการตอบแทนกันหรือไม่ หากท่านใช้ดุลยพินิจแบบไม่สมเหตุสมผลเมื่อใด ผมก็คิดว่าสิ่งที่สังคมกังขามันก็เป็นจริง แต่ตราบใดที่ว่ายังไม่เห็นการใช้อำนาจของเขา ยังไม่เห็นเหตุผลในการใช้อำนาจ ผมคงไม่ไปก้าวล่วงก่อน
-การลงมติของ กกต.ในวันที่ 14 กันยายน หากเป็นไปได้และไม่ผิดระเบียบ ทางสำนักงาน กกต.ควรจะมีการแถลงข่าวหรือมีการเปิดเผยมติ กกต.หรือไม่ เพื่อเป็นการสร้างความโปร่งใส?
ความเห็นของผม กกต.ควรที่จะเปิดเผยทั้งหมด เพราะว่าเราต้องยอมรับก่อนว่าสังคมเขาติดตามสิ่งที่ท่านกำลังทำหน้าที่ สิ่งเหล่านี้ กกต.ต้องเปิดเผยทั้งหมด การเปิดเผยเป็นผลดีกับทุกฝ่าย เพราะหากต้องการให้โปร่งใส ก็ควรต้องเปิดเผย เช่นผลการพิจารณาเป็นอย่างไร คือพร้อมที่จะให้ทุกฝ่ายตรวจสอบเป็นเอกสาร หากทำได้ คิดว่าองค์กรอิสระก็จะยกระดับขึ้นมา ในการที่ให้ประชาชนเข้ามามีส่วนร่วมอย่างแท้จริงในการใช้อำนาจ แต่ว่าอย่างที่ผมบอกข้างต้น ผมไม่ต้องการให้สังคมไปละเมิดกฎหมายเสียเอง ควรรอดูผลการทำงาน การใช้อำนาจของเขาเสียก่อน แล้วถ้าไม่ชอบมาพากล เราก็ใช้กฎหมายไปจัดการ เราอย่าเพิ่งไปวิเคราะห์เอง ไปคิดเอาเองโดยที่ไม่มีอะไรในทางกฎหมายมารองรับ ผมไม่ค่อยเห็นด้วย
-มีการนัดเคลื่อนไหวทำกิจกรรมกันในวันอาทิตย์ที่ 13 กันยายน โดยจะมีการเดินขบวนจากสำนักงานไอลอว์ไปที่หอศิลปวัฒนธรรมแห่งกรุงเทพมหานคร โดยก็พบว่ามีพรรคการเมืองร่วมสนับสนุนกิจกรรมดังกล่าวด้วย มองว่าควรมีเส้นแบ่งในการเคลื่อนไหวหรือไม่ ในการที่จะไม่ไปกดดันการทำงานของ กกต.?

ผมมองว่าในความเห็นส่วนตัว คิดว่าการแสดงออก ทุกคนมีสิทธิ์แสดงออก แต่ว่าจังหวะเวลาอย่างตอนนี้เราควรจะทำหรือไม่ ตรงนี้สำคัญ เราทุกคนมีสิทธิ์แสดงออกในทางการเมือง แต่ว่าเรื่องจังหวะ เรื่องเวลา ผมว่าเราต้องคำนึงให้มากที่สุด โดยเฉพาะต้องยอมรับว่ามีประชาชนหลายๆ ส่วน ที่เขาเองอาจจะเชื่อในพรรคการเมืองก็มี แต่ไม่เชื่อในพรรคการเมืองก็มี แล้วแต่ว่าคนแต่ละคนจะมีมุมมองในทางการเมืองอย่างไร
ความเห็นของผมคิดว่าต้องระมัดระวัง ถ้าสมมุติว่าเป็นขบวนการทางการเมืองมาเคลื่อนไหวก่อนที่ กกต.จะมีคำวินิจฉัย ก็ควรต้องระมัดระวังเอาแค่ให้เหมาะสมเท่านั้น อย่าให้ถึงกับชนิดที่ว่า ดูแล้วมันเป็นเรื่องการกดดันจนมากเกินไป เพราะพอเราใช้การกดดัน ทำให้เรื่องเหตุเรื่องผลมันจะน้อยลง แต่หากยืนอยู่บนเหตุผล แล้วก็คิดว่ามันมีระยะเวลาอยู่ในการที่กฎหมายเขาให้อำนาจเราในการตรวจสอบ แต่ว่าก่อนที่ขบวนการต่างๆ จะออกมา คิดว่าไม่ควรไปกดดันมาก ก็ควรปล่อยให้ กกต.เขาทำหน้าที่ให้ดีที่สุด
-ในมุมมองความเห็นส่วนตัว คิดว่าจากข้อมูลที่มีการเปิดเผย มีข่าวสารเกี่ยวกับการเลือก สว.ออกมาต่อเนื่องโดยเฉพาะในช่วงสองเดือนที่ผ่านมา มองว่ามีความสมเหตุสมผลหรือไม่อย่างไรที่ กกต.จะส่งคำร้องไปศาลฎีกาได้หรือไม่?
ถ้าสมมติผมเป็น กกต. แล้วข้อเท็จจริงเป็นอย่างนั้น การที่ผมจะใช้ดุลพินิจส่ง (คำร้องไปศาลฎีกา) มันจะมีมากกว่าที่จะไม่ส่ง เพราะว่าผมถือว่าสิ่งนี้มันเป็นการรักษาระบบ เพราะว่าถ้าข้อเท็จจริงเป็นอย่างที่สื่อนำเสนอเหล่านี้ เท่ากับว่าขบวนการตรงนี้มันจะต้องมีการตรวจสอบอีกชั้นหนึ่งตามอำนาจหน้าที่ของ กกต. เราก็ควรที่จะดำเนินการไปตามครรลองของกฎหมาย ในความเห็นส่วนตัวถ้าในสำนวนเป็นอย่างงั้นจริงๆ ต้องขอใช้คำนี้ ถ้าข้อเท็จจริงในสำนวนเป็นอย่างนั้นจริงๆ ผมก็คิดว่า กกต.ควรใช้อำนาจที่จะส่งเรื่องไปที่ศาลฎีกา
-หากมติ กกต. 14 กันยายนเป็นมติซึ่งอาจจะค้านกับความรู้สึกหรือค้านสายตาประชาชน กระแสสังคม ถ้า กกต.ปกปิดไม่มีการเปิดเผยรายละเอียดใดๆ แต่ก็มีมติออกมาในทาง เช่นอาจจะยกคำร้องทั้งหมด หากออกมาแบบนี้มันจะเกิดวิกฤตศรัทธาต่อองค์กรอิสระ ต่อ กกต.หรือไม่?
แน่นอนครับว่าถ้าผลออกมาในทางตรงกันข้าม โดยไม่มีเหตุผลที่ดี แน่นอนที่สุดทุกๆ อย่างเท่ากับว่า องค์กรที่ตั้งขึ้นมาตามรัฐธรรมนูญมันก็จะมีปัญหาทันที ความน่าเชื่อถืออะไรต่างๆ มันก็ไปหมด เพราะต้องยอมรับว่า กกต.มีบทบาทในการกำหนดรูปแบบของการเมืองเหมือนกัน อย่างหากสมมุติว่าถ้า กกต.ทำหน้าที่ได้ไม่ดีพอ แน่นอนที่สุดสังคมเขาก็จะขาดความเชื่อมั่น การเมืองมันอยู่ที่ความเชื่อมั่น หากคนไม่เชื่อมั่น ปัญหาต่างๆ ก็ตามมา สังคมก็ขาดความเชื่อมั่น
-หากมติ กกต.ออกมาในทางที่สวนกระแสสังคม ดูจากช่องทางต่างๆ แล้วสามารถที่จะเอาผิดได้หรือไม่?
ความเห็นผมส่วนตัว คิดว่าเมื่อ กกต.มีมติคำวินิจฉัยออกมาแล้ว ความเห็นของ กกต.แต่ละคนต้องถูกตรวจสอบโดยสังคมอยู่แล้ว ว่าเป็นเหตุเป็นผลหรือไม่ในการที่จะยกคำร้อง หากไม่ส่งคำร้องไปศาลฎีกา สิ่งเหล่านี้อาจต้องถูกตรวจสอบ และพอถูกตรวจสอบแล้วอย่างที่ผมกล่าวคือ มีคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3509/2549 เป็นหลักอยู่
ถ้าสมมุติว่าท่านใช้อำนาจโดยไม่สมเหตุสมผลเมื่อไหร่ ก็ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 157 ทันที จะต้องเข้ามาสู่ กกต.ท่านนั้นอย่างแน่นอน กกต.ก็ต้องระวัง เพราะหากใช้ดุลพินิจที่ผิดแปลกไปไม่มีเหตุไม่มีผลเมื่อไหร่ เชื่อว่าสังคมก็คงกดดันตรงนั้น ซึ่งตรงนี้เป็นความถูกต้องเพราะเรากำลังใช้กฎหมายเข้าไปบริหารจัดการ กกต.จะต้องถูกดำเนินคดี 157 ตรงนี้เป็นสิทธิโดยชอบตามกฎหมาย
อย่างที่ผมบอกไว้ว่าก่อนที่จะมีคำวินิจฉัยออกมา อยากให้ทุกอย่างสงบนิ่ง ให้ กกต.ใช้อำนาจอย่างเต็มที่ แต่เมื่อใช้อำนาจแล้วก็ต้องถูกตรวจสอบว่าการใช้ดุลยพินิจดังกล่าวมันเป็นไปตามพยานหลักฐานหรือไม่ มีผลประโยชน์แฝงอยู่หรือไม่ เป็นการตีความอย่างถูกต้องหรือไม่ ถ้าบิดพลิ้วไปเมื่อไหร่ก็ต้องได้รับผล โดยเฉพาะประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 157 เป็นบทบัญญัติที่ว่าท่านต้องเจออยู่แล้ว คิดว่าสังคมน่าจะรอตรงนั้นออกมาก่อน มากกว่าที่จะออกมาเคลื่อนไหวก่อนที่จะมีคำวินิจฉัยออกมา แล้วเมื่อมีคำวินิจฉัยออกมาแล้ว หากผลออกมาไม่สมเหตุสมผล ก็เป็นสิทธิของสังคมที่จะออกมาเคลื่อนไหวเพื่อดำเนินการต่อไปกับการกระทำที่มิชอบของ กกต.
โดย วรพล กิตติรัตวรางกูร