ผมไม่ค่อยแน่ใจว่า ‘ขบวนการประชาธิปไตยไทย’ มีหน้าตาเป็นอย่างไรและมีใครอยู่ในนั้นบ้าง แต่เท่าที่ตามอ่านเรื่องเล่าและบทวิเคราะห์เกี่ยวกับการคุกคามทางเพศในหมู่นักกิจกรรมทางการเมืองและกลุ่มคนที่ได้ชื่อว่าอยู่ในขบวนการประชาธิปไตย ดูเหมือนการขับเคลื่อนประเด็นทางสังคมบนหลักการของความเสมอภาค แม้แต่ในรูปแบบที่ดูไม่เป็นทางการที่สุด กล่าวคือไม่ได้จัดตั้งเป็นมูลนิธิหรือสมาคมอะไร ก็ยังเลี่ยงไม่ได้ที่จะต้องเผชิญกับโครงสร้างลำดับชั้น (hierarchy)
ชั้นบนๆ ของ ‘ขบวนการประชาธิปไตยไทย’ (not all) ดูจะประกอบด้วยรุ่นใหญ่ ยามเฝ้าประตู ไปจนถึงผู้มี ‘คุณูปการ’ ต่อขบวนการฯ ซึ่งบางคนอาศัยแต้มต่อหรือทุนทางสังคมเหล่านั้นเอารัดเอาเปรียบคนอื่น พูดแบบตลกร้าย ในขบวนการเคลื่อนไหวทางสังคมที่ควรยึดมั่นคุณค่าเรื่องความเสมอภาคเป็นที่ตั้ง กลับมีใครบางคนที่เสมอภาคกันมากกว่าคนอื่น
แน่นอนว่าการใช้อำนาจให้คุณให้โทษในทางที่ผิดจนถึงขั้นไปทำร้ายร่างกายและจิตใจของคนอื่น คงไม่ใช่เรื่องเฉพาะตัวของขบวนการประชาธิปไตย และคงไม่ได้เกิดขึ้นเฉพาะในกลุ่มคนที่มุ่งขับเคลื่อนประเด็นเรื่องความเสมอภาคเท่านั้น อย่างไรก็ตาม ผมอยากชวนคิดด้วยว่าเรื่องนี้ยังเกี่ยวข้องกับปัจจัยอื่นนอกเหนือจากวัฒนธรรมปิตาธิปไตยและวัฒนธรรมบูชาตัวบุคคลภายในสังคมของนักกิจกรรม
ปัจจัยที่ว่าเกี่ยวข้องกับวัฒนธรรมการทำงานของกลุ่ม องค์กร หรือขบวนการทางสังคมที่ตั้งอยู่บนหลักการเรื่องความเสมอภาคโดยทั่วๆ ไป ซึ่งมักรวมตัวกันอย่างไม่เป็นทางการและมีจุดยืนต่อต้านโครงสร้างลำดับชั้นอยู่เป็นทุนเดิม ดังนั้น กลุ่ม องค์กร หรือขบวนการเหล่านี้จึงมีแนวโน้มที่จะมองข้ามความสำคัญของการกำหนดโครงสร้างลำดับชั้นและจัดการกับความสัมพันธ์เชิงอำนาจภายในกลุ่มให้ชัดเจน
การรวมตัวเป็นกลุ่ม องค์กร หรือขบวนการที่ทำงานเพื่อความเสมอภาค ไม่ได้ ทำให้ความสัมพันธ์ภายในกลุ่ม องค์กร หรือขบวนการเหล่านั้นเสมอภาคกันโดยอัตโนมัติ
ในระดับปัจเจก เรามีความจำเป็นที่ต้องเรียกร้องให้ผู้ที่อยู่ในสถานะเหนือกว่าหัดเอาใจเขามาใส่ใจเราและปฏิบัติต่อคนอื่นในฐานะที่เป็นมนุษย์เสมอกันให้เป็นบ้าง (ซึ่งก็หวังผลยากเต็มทน) แต่ในระดับขององค์กร ผมคิดว่ามีอะไรหลายอย่างที่เราพอทำได้เพื่อทำให้องค์กรมีความเสมอภาคและเป็นองค์กรที่ผู้คนภายในมีความสัมพันธ์ที่เสมอภาคกันมากขึ้น
สิ่งนี้เริ่มต้นได้ด้วยการยอมรับและพูดคุยกันให้เป็นกิจจะลักษณะเสียก่อนว่า ไม่ว่าอย่างไร ในหมู่พวกเรา ก็จะมีใครบางคนที่มีอำนาจมากกว่าคนอื่นๆ เสมอ พลวัตเชิงอำนาจ (ใครมีอำนาจมากน้อยกว่าใคร) เป็นสิ่งที่เลี่ยงไม่ได้แม้กระทั่งในกลุ่มองค์กรที่ทำงานเพื่อความเสมอภาค และด้วยเหตุนี้เอง เราจึงต้องออกแบบความสัมพันธ์ภายในองค์กรร่วมกัน
ประเด็นที่ผมว่ามานี้ไม่ใช่เรื่องใหม่ แถมยังเป็นโจทย์ใหญ่ที่ท้าทายกลุ่ม องค์กร หรือขบวนการที่ทำงานเพื่อความเสมอภาคมาแล้วหลายทศวรรษ
ผมมีโอกาสเข้าใจประเด็นนี้มากขึ้นในช่วงปีสองปีหลัง เพราะงานวิจัยที่ผมทำพาผมมารู้จักกับคนกลุ่มต่างๆ ที่อาจไม่ได้ถึงกับเป็น ‘ขบวนการประชาธิปไตย’ แต่ทำงานและใช้ชีวิตภายใต้หลักการเรื่องความเสมอภาคในความหมายกว้าง คือเชื่อว่ามนุษย์ควรจะเสมอภาคกันในมิติอื่นๆ ในชีวิตนอกเหนือจากมิติเรื่องสิทธิทางการเมือง พวกเขาจึงสนใจการบริหารจัดการองค์กรแบบกระจายศูนย์ การตัดสินใจที่สมาชิกมีส่วนร่วม การดูแลและเป็นเจ้าของทรัพยากรส่วนรวมร่วมกัน และประชาธิปไตยทางเศรษฐกิจ
ยกตัวอย่างให้เห็นภาพ กลุ่มคนที่ผมพูดคุยด้วยมีตั้งแต่กลุ่มความสนใจร่วมขนาดเล็ก (เช่น คอลเลคทีฟทางเทคโนโลยีและศิลปะ) กลุ่มคนที่ทำงานในธุรกิจที่ออกแบบมาตั้งแต่ต้นให้สมาชิกทุกคนเสมอภาคกัน (เช่น สหกรณ์คนทำงาน) กลุ่มคนที่บริหารทรัพยากรส่วนรวมร่วมกันภายใต้โครงสร้างองค์กรที่ไม่มีใครมีอำนาจมากกว่าใคร (ภายใต้แนวคิดเรื่องคอมมอนส์) หรือไม่ก็บริหารองค์กร (เช่น โรงเรียนที่คนในชุมชนร่วมกันจัดตั้งขึ้น) ด้วยหลักการเรื่องการร่วมตัดสินใจและการยินยอมพร้อมใจในหมู่สมาชิก (เช่น แนวคิดเรื่อง sociocracy)
ข้อสังเกตหนึ่งที่ผมจดไว้ในบันทึกภาคสนามคือ คนเหล่านี้สนใจคำถามเชิงองค์กรมากพอๆ กับคำถามเชิงเป้าหมาย พูดง่ายๆ คือ “เราจะทำอะไร ไปเพื่ออะไร” สำคัญพอๆ กับ “เราจะออกแบบความร่วมมือระหว่างกันอย่างไรเพื่อจะได้ลงมือทำสิ่งนั้น โดยรักษาไว้ซึ่งคุณค่าและหลักการที่เราเชื่อ”
แนวคิดหนึ่งที่มักถูกอ้างถึงอยู่เรื่อยๆ เมื่อมีใครพูดถึงอุปสรรคของการทำงาน หรือกระทั่งความล้มเหลวของกลุ่ม องค์กร หรือขบวนการที่มีความเชื่อในลักษณะเดียวกัน คือแนวคิดเรื่อง ‘ทรราชแห่งความไร้โครงสร้าง’ (The Tyranny of Structurelessness) ซึ่งมีที่มาจากบทความชื่อเดียวกัน โดย โจ ฟรีแมน นักรัฐศาสตร์และนักสตรีนิยมชาวอเมริกัน
ในบทความชิ้นนี้ ฟรีแมนวิจารณ์ขบวนการสตรีนิยมในช่วงทศวรรษ 1960-1970 ว่ามักไม่ใส่ใจกับคำถามเชิงองค์กร มองข้ามประเด็นเรื่องโครงสร้างลำดับชั้น และมักจะทำงานกันแบบไร้ผู้นำไร้โครงสร้าง
แนวทางเช่นนี้มีเหตุผลของมันอยู่ เพราะไม่ใช่แค่ขบวนการสตรีนิยมเท่านั้น แต่ขบวนการเคลื่อนไหวเพื่อสิทธิเสรีภาพและความเสมอภาคในมิติต่างๆ ก็มักมีแนวโน้มจะปฏิเสธโครงสร้างลำดับชั้น หรืออย่างน้อยมักเห็นว่ามันเป็นสิ่งที่ไม่พึงปรารถนา เพราะมันเป็นสัญลักษณ์ของการรวมศูนย์อำนาจ การสั่งการจากบนลงล่าง รวมถึงการครอบงำของผู้ที่มีอำนาจมากกว่า
ทว่า ในทางปฏิบัติ ขึ้นชื่อว่ากลุ่มย่อมก่อให้เกิดโครงสร้างลำดับชั้นภายในขึ้นอย่างเลี่ยงไม่ได้
กระทั่งในกลุ่มที่ทำงานเพื่อความเสมอภาค โครงสร้างลำดับชั้นแบบไม่เป็นทางการก็ยังก่อตัวขึ้นได้จากปัจจัยเล็กๆ น้อยๆ เช่น ใครเป็นเพื่อนกับใคร ใครรู้จักใครมาก่อน ใครเป็นคนก่อตั้งหรือร่วมก่อตั้งกลุ่ม ใครมีตำแหน่งหน้าที่การงานอย่างไร ใครอาวุโสกว่า ใครมีประสบการณ์การทำงานยาวนานกว่า ใครเข้าถึงเครือข่ายและทรัพยากรบางอย่างได้มากกว่าคนอื่น หรือกระทั่งใครเป็นเพศอะไรและปฏิบัติตัวสอดคล้องกับบรรทัดฐานทางเพศหรือเปล่า
การเชื่อไปว่ากลุ่มของเราทำงานอย่างไร้โครงสร้างและไม่ต้องไปสนใจคำถามเรื่องโครงสร้างองค์กรมากก็ได้ จึงไม่ได้ทำให้โครงสร้างลำดับชั้นและพลวัตเชิงอำนาจภายในกลุ่มหายไป ซ้ำร้าย สิ่งนี้ยังกลายเป็นเกราะกำบังที่ทำให้ผู้ที่มีอำนาจมากกว่าสามารถครอบงำและเอาเปรียบคนอื่นได้โดยไม่ต้องรับผิดชอบอะไรมากนักด้วย
ฟรีแมนเรียกสิ่งนี้ว่า ‘ทรราช’ เพราะสภาพเสมือนไร้โครงสร้างนี้ทำให้ความเป็นไปของกลุ่ม ตลอดจนสุขภาวะทางร่างกายและจิตใจของสมาชิก ขึ้นอยู่กับว่า ‘สมาชิกระดับนำ’ (elite) ของกลุ่มเป็นคนแบบไหน
ยิ่งไปกว่านั้น เมื่อเจอกับสถานการณ์ที่สมาชิกระดับนำของกลุ่มใช้อำนาจในทางที่ผิด กลุ่มที่อยู่ในสภาพเสมือนไร้โครงสร้างก็แทบจะเอาผิดหรือเรียกร้องความรับผิดชอบใดๆ จากสมาชิกระดับนำไม่ได้เลย
เมื่อไร้เครื่องมือต่อสู้ต่อรองกับสมาชิกระดับนำซึ่งไม่ได้ขึ้นตรงต่อพวกเขา ชะตากรรมของกลุ่มจึงไม่ต่างอะไรกับประชาชนที่ตกอยู่ภายใต้การปกครองของผู้นำเผด็จการ
จริงอยู่ที่สมาชิกระดับนำอาจไม่ได้เลวร้ายไปทั้งหมด อีกทั้งสมาชิกของกลุ่ม องค์กร หรือขบวนการเพื่อความเสมอภาคอาจไม่ได้ตั้งใจสั่งสมอำนาจเพื่อจะได้ขึ้นมาเป็นสมาชิกระดับนำของกลุ่มเสมอไป
แต่ประเด็นก็คือ เมื่อกลุ่มไม่ตระหนักถึงโครงสร้างลำดับชั้นที่เกิดขึ้นได้เองโดยธรรมชาติและไม่หยิบยกเรื่องนี้ขึ้นมาพูดคุยกันอย่างเปิดเผย อำนาจก็จะยิ่งรวมศูนย์ในสมาชิกระดับนำ และการใช้อำนาจในทางที่ผิดในบริบทขององค์กรก็อาจถูกมองว่าเป็นเพียงเรื่องส่วนตัวระหว่างสมาชิกด้วยกัน ซึ่งมักสำคัญน้อยกว่าเป้าหมายและความอยู่รอดของขบวนการฯ
เมื่อกลุ่มไม่พูดคุยกันเรื่องโครงสร้างและความสัมพันธ์เชิงอำนาจให้ชัดเจน พวกเขาจึงมักมองข้ามความสำคัญของการออกแบบความสัมพันธ์ภายในองค์กรให้อยู่บนหลักของความเสมอภาคระหว่างสมาชิก
ในสถานการณ์เช่นนี้ สมาชิกระดับนำจึงกลายเป็นผู้ผูกขาดทรัพยากรที่จำเป็นต่อการสื่อสาร การเข้าถึงข้อมูล การตัดสินใจ และการกำหนดทิศทางของกลุ่มไปโดยปริยาย สมาชิกคนอื่นๆ รวมถึงสมาชิกใหม่ จึงเลี่ยงไม่ได้ที่จะต้องเข้าหาและพึ่งพาสมาชิกระดับนำ เพราะนั่นคือหนทางเดียวที่จะรู้ได้ว่าเรากำลังจะทำอะไรกัน ตอนไหน ที่ไหน ด้วยวิธีการอย่างไร
ทำนองเดียวกัน เมื่อปล่อยให้โครงสร้างและความสัมพันธ์เชิงอำนาจเป็นเรื่องคลุมเครือ จึงไม่ชัดเจนว่าการใช้อำนาจแบบไหนบ้างที่ผิด การกระทำแบบไหนไม่ควรเกิดขึ้นในกลุ่มเป็นอันขาด เราจะยับยั้งการใช้อำนาจผิดๆ นั้นได้อย่างไร ถ้าสมาชิกมีเหตุให้สงสัยว่าจะเกิดการใช้อำนาจในทางที่ผิดขึ้นควรทำอย่างไร และถ้ามันเกิดขึ้นแล้วควรทำอย่างไร
ในสถานการณ์เช่นนี้ ทุกอย่างจึงถูกผลักให้กลายเป็นเรื่องของวิจารณญาณและศีลธรรมส่วนบุคคล ความเป็นไปของกลุ่มและสวัสดิภาพของสมาชิกคล้ายจะขึ้นอยู่กับโชคชะตา ขณะที่การใช้อำนาจในทางที่ผิดก็มักถูกทำให้กลายเป็นเพียงเรื่องส่วนตัว ไม่เกี่ยวอะไรกับขบวนการ
เมื่อทุกอย่างไม่ชัดเจน สมาชิกที่ได้รับผลกระทบจึงมักเผชิญคำถามทั้งจากตัวเองและสมาชิกคนอื่นๆ ว่าสิ่งที่เกิดขึ้นนี้ผิดหรือไม่ โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อในบางสถานการณ์ตนก็อาจได้ประโยชน์บางอย่างจากผู้ล่วงละเมิดด้วยเช่นกัน
เมื่อทุกอย่างไม่ชัดเจน สมาชิกที่ได้รับผลกระทบจึงมักต้องเผชิญคำถามทั้งจากตัวเองและสมาชิกคนอื่นๆ ว่าทั้งหมดนี้เป็นแค่เรื่องส่วนตัวหรือเปล่า และถ้าเราสู้กลับด้วยวิธีการไม่กี่อย่างที่นึกออก เช่น การเปิดโปงผู้ล่วงละเมิดซึ่งมักเป็นสมาชิกที่มีอำนาจเหนือกว่า จะถือว่าเรากำลังทำลายขบวนการอยู่หรือไม่
คำถามสำคัญต่อมาก็คือ แล้วมีอะไรบ้างไหมที่พวกเราพอทำได้ในเชิงองค์กรเพื่อป้องกันไม่ให้เรื่องราวลักษณะนี้เกิดขึ้นอีก
ตอบแบบกำปั้นทุบดินอีกรอบ ผมคิดว่าขั้นตอนสำคัญคือ การตระหนักว่าทุกกลุ่มมีโครงสร้างลำดับชั้นและพลวัตเชิงอำนาจ แล้วจากนั้นจึงทำให้มันปรากฏชัด เช่น ด้วยการพูดคุยกันตรงๆ ว่าใครกำลังทำอะไรที่ไหนอย่างไร ใครรับผิดชอบหรือมีหน้าที่อย่างไร ใครมีอำนาจตัดสินใจในเรื่องใดๆ มากกว่าคนอื่นบ้าง
ในองค์กรที่ออกแบบความสัมพันธ์ภายในองค์กรให้เสมอภาค ไม่จำเป็นแต่อย่างใดที่สมาชิกทุกคนจะต้องลงคะแนนเสียงในทุกๆ เรื่องและทำเสมือนว่าทุกคนมีอำนาจเท่ากันในทุกๆ ด้าน
ทำนองเดียวกัน การมีผู้นำในองค์กรก็ไม่ใช่เรื่องแย่เสมอไป เพียงแต่ผู้นำในองค์กรลักษณะนี้ต้องเข้าใจว่า ‘ความเป็นผู้นำ’ หมายถึงอย่างอื่นได้ ไม่ใช่แค่การชี้นิ้วสั่งราวกับเป็นเผด็จการ (อันนี้เป็นมายาคติอย่างหนึ่งเวลาเราคุยกันเรื่อง ‘ประชาธิปไตย’ และประชาธิปไตยในที่ทำงาน)
ในองค์กรที่ออกแบบความสัมพันธ์ภายในองค์กรให้เสมอภาค เรื่องสำคัญมากกว่าคือการระบุว่าใครมีอำนาจตัดสินใจในเรื่องใด เพราะอะไร กำหนดขอบเขตหน้าที่ความรับผิดชอบให้ชัดเจน และผลัดเปลี่ยนหมุนเวียนบทบาทและภาระรับผิดชอบไปยังสมาชิกคนอื่นอยู่เสมอ
วิธีการเหล่านี้นอกจากจะช่วยลดอำนาจของสมาชิกระดับนำ ยังทำให้สมาชิกคนอื่นรู้สึกถึงอำนาจในตัวเอง และรู้สึกถึงความเป็นเจ้าของงานและเป็นเจ้าของกลุ่มร่วมกันกับคนอื่น อะไรพวกนี้สำคัญอย่างยิ่งต่อองค์กรที่เชื่อในหลักการเรื่องความเสมอภาคระหว่างมนุษย์และสมาชิก
ในองค์กรที่ออกแบบความสัมพันธ์ภายในองค์กรให้เสมอภาค การทำให้โครงสร้างและความสัมพันธ์เชิงอำนาจปรากฎชัด ยังทำได้ง่ายๆ ด้วยการเขียนข้อตกลงพื้นฐานเกี่ยวกับความสัมพันธ์ภายในกลุ่มให้ชัดเจน และเผยแพร่ในที่ที่สมาชิกเห็นได้อยู่เสมอ
ผมนึกถึงตอนที่ไปจัดเวิร์คชอปที่ร้านประชาธิปไตยกินได้ และนึกถึงตอนไปเก็บข้อมูลภาคสนามที่ Commons Hub ประเทศออสเตรีย สถานที่ทั้งสองแห่งตั้งอยู่คนละซีกโลก แต่จุดร่วมที่ชัดเจนมากก็คือ พอเดินเข้าไปในพื้นที่ที่ใช้จัดกิจกรรม เราจะเห็นกระดาษแผ่นใหญ่แปะอยู่บนกำแพงห้อง ในนั้นระบุกฎกติกาในการใช้พื้นที่และใช้เวลาร่วมกัน มีอะไรบ้างที่เราควรทำ มีอะไรบ้างที่เราต้องเคารพ มีอะไรบ้างที่พวกเรายอมรับไม่ได้
ของเล็กๆ น้อยๆ พวกนี้ช่วยสะกิดเราอยู่เรื่อยๆ ว่าพลวัตเชิงอำนาจไม่ได้หายไปเพียงเพราะกลุ่ม องค์กร หรือขบวนการของเราทำงานเพื่อความเสมอภาค
นอกจากนั้นแล้ว ผมยังนึกถึงวิธีการรูปธรรมอื่นๆ ในการออกแบบความสัมพันธ์ภายในองค์กรที่เชื่อเรื่องความเสมอภาคและให้ความสำคัญกับคำถามเชิงองค์กรพอๆ กับคำถามเชิงเป้าหมาย อาทิ การสร้างระบบเพื่อน/พี่เลี้ยง (mentorship) เพื่อกระจายทุนทางสังคมและทำให้ผู้ที่มาใหม่ไม่ต้องพึ่งพิงสมาชิกระดับนำเพียงไม่กี่คน การสร้างกลุ่มขนาดเล็กภายในองค์กรเพื่อให้สมาชิกสามารถพึ่งพาและช่วยเหลือกันเองได้ และการกำหนดบุคคลหรือช่องทางที่สมาชิกสามารถปรึกษาได้เมื่อเกิดปัญหาหรือรู้สึกถึงความผิดปกติ
แนวคิดที่อยู่เบื้องหลังกระบวนการเหล่านี้มีหลายอย่าง สำหรับผู้ที่สนใจ ผมอยากแนะนำสองแนวคิดหลักที่น่าจะเป็นประโยชน์ต่อการออกแบบความสัมพันธ์ภายในกลุ่ม องค์กร หรือขบวนการให้เป็นพิษน้อยลงและเสมอภาคกันมากขึ้น นั่นคือ การดูแลร่วมกัน (collective care) และการร่วมทุกข์ร่วมสุขในกลุ่มย่อย (microsolidarity)
ไว้มีโอกาสจะมาขยายความแนวคิดเหล่านี้ให้ฟัง/อ่านกันครับ
read-o-sapiens ขบวนการนักศึกษา ขบวนการประชาชน ขบวนการประชาธิปไตย ขบวนการภาคประชาชน ขบวนการเคลื่อนไหว ขบวนการไร้หัว ความเท่าเทียม ความเท่าเทียมในที่ทำงาน ความไม่เท่าเทียม ภาคิน นิมมานนรวงศ์