แผ่นแปะอัลตราซาวด์ นวัตกรรมใหม่! ติดตามทารกในครรภ์แบบเรียลไทม์ | theAsianparent Thailand

Published on 15 ก.ย. 2026

แผ่นแปะอัลตราซาวด์ หรือที่ทีมวิจัยเรียกว่า UPatch คืออุปกรณ์การแพทย์เชิงทดลองที่ติดบนหน้าท้องคุณแม่ เพื่อวัดการไหลเวียนเลือดระหว่างรกกับทารกในครรภ์แบบต่อเนื่องตลอดเวลา แทนที่จะตรวจได้เพียงช่วงสั้น ๆ แบบอัลตราซาวด์ทั่วไป งานวิจัยจาก Stanford Medicine, UC San Diego และ Oxford University ตีพิมพ์ในวารสาร Nature Biotechnology เมื่อเดือนพฤษภาคม 2026 โดยทดสอบเปรียบเทียบกับเครื่องอัลตราซาวด์มาตรฐานในหญิงตั้งครรภ์ 62 ราย ได้ผลใกล้เคียงกัน และระหว่างการทดสอบยังตรวจพบภาวะรกผิดปกติร้ายแรงในผู้เข้าร่วมวิจัยรายหนึ่งได้ทันท่วงที อย่างไรก็ตาม เทคโนโลยีนี้ยังอยู่ระหว่างการทดลองทางคลินิกที่ Stanford Medicine เท่านั้น ยังไม่มีจำหน่ายหรือให้บริการในโรงพยาบาลทั่วไปทั้งในต่างประเทศและในไทย คุณแม่จึงยังควรฝากครรภ์และตรวจอัลตราซาวด์ตามคำแนะนำของแพทย์ตามปกติค่ะ

สารบัญ

FAQ: คำถามที่คุณแม่มักถามเกี่ยวกับ แผ่นแปะอัลตราซาวด์

Q: แผ่นแปะอัลตราซาวด์คืออะไร

A: อุปกรณ์คล้ายสติกเกอร์ยืดหยุ่นขนาดประมาณฝ่ามือ ติดที่หน้าท้องคุณแม่และเชื่อมต่อสายเคเบิลเข้ากับคอมพิวเตอร์เพื่อแปลผลข้อมูลอัลตราซาวด์แบบต่อเนื่อง พัฒนาโดยทีมวิจัยจาก Stanford Medicine ร่วมกับ UC San Diego และ Oxford University

Q: ตอนนี้แผ่นแปะอัลตราซาวด์ใช้ได้จริงหรือยัง คุณแม่ซื้อมาใช้เองได้ไหม

A: ยังใช้ไม่ได้ในทางปฏิบัติจริงค่ะ ขณะนี้อยู่ระหว่างการทดสอบและพัฒนาต่อเนื่องที่ Stanford Medicine ยังไม่ผ่านการอนุมัติให้ใช้ในเวชปฏิบัติทั่วไป และยังไม่มีวางจำหน่าย

Q: แผ่นแปะอัลตราซาวด์ต่างจากการอัลตราซาวด์ที่โรงพยาบาลทั่วไปอย่างไร

A: อัลตราซาวด์แบบ Doppler ทั่วไปต้องมีเจ้าหน้าที่ตรวจและนัดหมาย ได้ข้อมูลเป็นช่วงสั้น ๆ เท่านั้น ส่วนแผ่นแปะสามารถติดค้างไว้บนหน้าท้องและเก็บข้อมูลได้ต่อเนื่องหลายชั่วโมง แม้ขณะแม่หรือทารกเคลื่อนไหว โดยไม่ต้องมีผู้เชี่ยวชาญคอยจับตรวจตลอดเวลา

Q: แผ่นแปะอัลตราซาวด์ปลอดภัยกับทารกในครรภ์หรือไม่

A: ทีมวิจัยระบุว่าอุปกรณ์นี้ผ่านเกณฑ์ความปลอดภัยด้านพลังงานเสียงและกลไกตามมาตรฐานขององค์การอาหารและยาสหรัฐฯ (FDA), American Institute of Ultrasound in Medicine และ British Medical Ultrasound Society แล้วในขั้นตอนพัฒนา

Q: เทคโนโลยีนี้ช่วยตรวจพบภาวะแทรกซ้อนอะไรได้บ้าง

A: ในงานวิจัยเบื้องต้น อุปกรณ์นี้ช่วยให้แพทย์ตรวจพบภาวะรกทำงานผิดปกติได้ทันเวลา และทีมวิจัยตั้งเป้าพัฒนาต่อเพื่อติดตามภาวะทารกเจริญเติบโตช้าในครรภ์ รวมถึงภาวะครรภ์เป็นพิษและความดันโลหิตสูงเรื้อรังในอนาคต

แผ่นแปะอัลตราซาวด์ คืออะไร ทำงานอย่างไร

แผ่นแปะอัลตราซาวด์ (ชื่อในงานวิจัยคือ UPatch) เป็นอุปกรณ์ที่พัฒนาโดยทีมวิศวกรและแพทย์จาก Stanford Medicine, University of California San Diego (UCSD) และ Oxford University นำโดย ศ.เชง ซู (Sheng Xu) หัวหน้าทีมวิจัยอาวุโสด้านวิสัญญีวิทยา ปริศัลยกรรม และเวชศาสตร์ความปวด แห่ง Stanford Medicine ตัวอุปกรณ์เป็นแผ่นสติกเกอร์ยืดหยุ่นขนาดประมาณฝ่ามือ ติดบนหน้าท้องคุณแม่และเชื่อมต่อสายเคเบิลเข้ากับคอมพิวเตอร์ที่ทำหน้าที่แปลผลข้อมูล

หัวใจสำคัญของเทคโนโลยีนี้คือซอฟต์แวร์ติดตามภาพอัจฉริยะ (image-segmentation algorithm) ที่สามารถ “จับภาพ” บริเวณที่สายสะดือเชื่อมต่อกับรกได้แบบอัตโนมัติ แม้ทารกหรือคุณแม่จะเคลื่อนไหวตลอดเวลาก็ตาม ทีมวิจัยอธิบายว่าจุดที่สายสะดือยึดกับรกมีความเสถียรมากกว่าจุดอื่น จึงเลือกเป็นตำแหน่งหลักในการติดตาม ทำให้แผ่นแปะสามารถวัดค่าการไหลเวียนเลือดผ่านหลอดเลือดหลักสามเส้นในสายสะดือ (หลอดเลือดแดง 2 เส้น หลอดเลือดดำ 1 เส้น) รวมถึงหลอดเลือดแดงสำคัญของทารก และยังวัดโครงสร้างร่างกายทารก เช่น เส้นรอบศีรษะ เส้นรอบท้อง และความยาวกระดูกต้นขา เพื่อประเมินน้ำหนักทารกโดยประมาณได้ด้วย

ก่อนทดสอบในหญิงตั้งครรภ์จริง ทีมวิจัยได้ตรวจสอบว่าอุปกรณ์ปล่อยพลังงานเสียงและพลังงานกลไม่เกินเกณฑ์ความปลอดภัยที่กำหนดโดยองค์การอาหารและยาสหรัฐฯ (FDA), American Institute of Ultrasound in Medicine และ British Medical Ultrasound Society ก่อน

งานวิจัย แผ่นแปะอัลตราซาวด์ ทดสอบผลอย่างไร

งานวิจัยนี้ตีพิมพ์ในวารสาร Nature Biotechnology ฉบับเดือนพฤษภาคม 2026 ภายใต้ชื่อเรื่อง “Fetal monitoring for high-risk pregnancies using a wearable ultrasound patch” ทีมวิจัยทดสอบแผ่นแปะกับหญิงตั้งครรภ์ 62 ราย โดยเปรียบเทียบผลกับเครื่องอัลตราซาวด์ Doppler มาตรฐานที่ใช้ในโรงพยาบาล ผลการทดสอบพบว่าค่าที่วัดได้จากแผ่นแปะใกล้เคียงกับเครื่องมาตรฐานอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ และซอฟต์แวร์สามารถติดตามตำแหน่งสายสะดือได้อย่างต่อเนื่องโดยไม่ต้องขยับตำแหน่งแผ่นแปะใหม่ แม้คุณแม่จะเปลี่ยนท่าทาง

นอกจากนี้ ทีมวิจัยยังเก็บข้อมูลการติดตามแบบต่อเนื่องจากหญิงตั้งครรภ์อีกกลุ่มหนึ่งจำนวน 52 ราย ซึ่งครอบคลุมภาวะครรภ์หลากหลายกลุ่ม ทั้งครรภ์ปกติ ภาวะทารกโตช้าในครรภ์ ภาวะทารกตัวโตกว่าเกณฑ์ เบาหวานขณะตั้งครรภ์ ครรภ์เป็นพิษ และความดันโลหิตสูงขณะตั้งครรภ์ พบว่ารูปแบบข้อมูลที่ได้สอดคล้องกับภาวะแต่ละกลุ่มตามที่คาดไว้

ระหว่างการทดสอบ ทีมวิจัยพบเหตุการณ์สำคัญโดยไม่ได้ตั้งใจ ผู้เข้าร่วมวิจัยรายหนึ่งซึ่งอายุครรภ์ 28 สัปดาห์ มีอัตราการเต้นหัวใจทารกปกติในการตรวจครั้งแรก แต่ข้อมูลการไหลเวียนเลือดจากแผ่นแปะกลับผิดปกติอย่างชัดเจน แพทย์จึงตรวจซ้ำและยืนยันว่าเป็นภาวะรกทำงานผิดปกติรุนแรง (severe placental dysfunction) คุณแม่รายนี้ได้รับการติดตามใกล้ชิดและคลอดบุตรด้วยวิธีผ่าคลอด (C-section) หลังจากนั้น 4 วัน ทารกเข้ารับการดูแลในหออภิบาลทารกแรกเกิดและมีอาการดีขึ้นตามลำดับ

ตารางเปรียบเทียบ แผ่นแปะอัลตราซาวด์ vs อัลตราซาวด์แบบเดิม

หัวข้อ

อัลตราซาวด์แบบเดิม
(Doppler)

แผ่นแปะอัลตราซาวด์
(UPatch)

ลักษณะการตรวจ ตรวจเป็นช่วง ๆ ตามนัดหมาย ติดค้างไว้ เก็บข้อมูลต่อเนื่อง
ผู้ตรวจ ต้องมีนักรังสีเทคนิค/แพทย์ประจำเครื่อง ระบบติดตามหลอดเลือดอัตโนมัติ
ความต่อเนื่องของข้อมูล ภาพนิ่ง/ช่วงเวลาสั้น ข้อมูลต่อเนื่องหลายชั่วโมง
การเคลื่อนไหวของแม่/ทารกระหว่างตรวจ อาจต้องปรับตำแหน่งเครื่องใหม่ ระบบติดตามเป้าหมายอัตโนมัติ
สถานะการใช้งานจริง (ก.ย. 2026) ใช้งานจริงในโรงพยาบาลทั่วไป อยู่ระหว่างทดลองทางคลินิกที่ Stanford Medicine เท่านั้น
จำนวนผู้เข้าร่วมวิจัยที่ผ่านการทดสอบ มาตรฐานทางการแพทย์ที่ใช้กันแพร่หลาย 62 ราย (เทียบผล) และ 52 ราย (ติดตามต่อเนื่อง)

ที่มา: Park, G. et al. Nature Biotechnology (2026); Stanford Medicine News Center (2026)

ทำไมการติดตามทารกในครรภ์แบบต่อเนื่องจึงสำคัญ

นพ.เจน ชือห์ (Jane Chueh) สูติแพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านครรภ์เสี่ยงสูงจาก Stanford Medicine ซึ่งร่วมงานกับทีมวิจัยในการพัฒนาต่อยอด อธิบายว่าการวัดค่าการไหลเวียนเลือดในหลอดเลือดแดงสะดือเป็นหนึ่งในข้อมูลสำคัญที่แพทย์ใช้ประเมินสุขภาพทารกเมื่อสงสัยภาวะรกทำงานไม่เพียงพอ แต่การเก็บข้อมูลด้วยเครื่องมือปัจจุบันทำได้ยาก เพราะต้องอาศัยนักเทคนิคและการนัดหมาย อีกทั้งเครื่องติดตามหัวใจทารกแบบสายรัดหน้าท้อง (cardiotocography) ที่ใช้ในผู้ป่วยครรภ์เสี่ยงสูงก็อาจให้สัญญาณผิดพลาดเมื่อทารกเคลื่อนไหวมาก ทำให้ต้องปรับตำแหน่งอุปกรณ์บ่อยครั้ง

ความสำคัญของการติดตามต่อเนื่องเกี่ยวข้องโดยตรงกับภาวะแทรกซ้อนที่พบได้ไม่น้อยในหญิงตั้งครรภ์ทั่วโลก ได้แก่

  • ภาวะทารกเจริญเติบโตช้าในครรภ์ (Fetal Growth Restriction: FGR)

หมายถึงภาวะที่ทารกไม่สามารถเจริญเติบโตได้เต็มศักยภาพทางพันธุกรรม ส่วนใหญ่มีสาเหตุจากรกทำงานผิดปกติ ตามข้อมูลจาก NIH (StatPearls) การวินิจฉัยส่วนใหญ่ใช้เกณฑ์น้ำหนักทารกโดยประมาณต่ำกว่าเปอร์เซ็นไทล์ที่ 10 เทียบกับอายุครรภ์ ตามบทความของ Stanford Medicine ระบุว่าภาวะนี้ส่งผลกระทบต่อการตั้งครรภ์ราว 10% ทั่วโลก

  • ภาวะรกทำงานผิดปกติ/รกเสื่อมสภาพ (Placental Insufficiency)

คือภาวะที่รกไม่สามารถลำเลียงออกซิเจนและสารอาหารไปยังทารกได้เพียงพอ ข้อมูลจาก Cleveland Clinic ระบุว่าพบได้ประมาณ 1 ใน 10 ของการตั้งครรภ์ และมักไม่มีอาการเตือนชัดเจน

  • ภาวะครรภ์เป็นพิษ (Preeclampsia)

เป็นสาเหตุหนึ่งที่ทำให้เกิดภาวะรกทำงานผิดปกติแบบไม่สมมาตร ข้อมูลจาก NIH (StatPearls) ระบุว่าพบได้ประมาณ 8% ของการตั้งครรภ์ในกลุ่มประเทศตะวันตก มักเริ่มแสดงอาการหลังอายุครรภ์ 20 สัปดาห์ ร่วมกับความดันโลหิตสูงและมีโปรตีนรั่วในปัสสาวะ

หมายเหตุ: ตัวเลขข้างต้นเป็นข้อมูลจากงานวิจัยและสถิติต่างประเทศ (สหรัฐอเมริกาและยุโรปเป็นหลัก) ปัจจุบันยังไม่พบสถิติเฉพาะของประเทศไทยที่เปรียบเทียบได้โดยตรงจากแหล่งอ้างอิงที่ตรวจสอบได้ อัตราการเกิดภาวะเหล่านี้ในหญิงไทยอาจแตกต่างจากตัวเลขข้างต้น คุณแม่ควรสอบถามความเสี่ยงเฉพาะบุคคลจากแพทย์ผู้ฝากครรภ์โดยตรง

คุณแม่ตั้งครรภ์ควรตรวจอัลตราซาวด์กี่ครั้ง ตามมาตรฐานใด

ข้อมูลจาก WHO แนะนำว่า หญิงตั้งครรภ์ทุกคนควรได้รับการตรวจอัลตราซาวด์อย่างน้อย 1 ครั้งก่อนอายุครรภ์ 24 สัปดาห์ เพื่อยืนยันอายุครรภ์ ตรวจหาความผิดปกติของทารก และตรวจหาครรภ์แฝด ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของการฝากครรภ์คุณภาพที่ WHO แนะนำให้มีอย่างน้อย 8 ครั้งตลอดการตั้งครรภ์

ในทางปฏิบัติ ข้อมูลจากโรงพยาบาลสมิติเวช อธิบายว่าการตรวจอัลตราซาวด์มีความปลอดภัยสูงและสามารถตรวจได้บ่อยเท่าที่จำเป็นทางการแพทย์ โดยทั่วไปแนะนำให้ตรวจอย่างน้อย 2 ช่วงหลัก ได้แก่

  • ไตรมาสแรก : ช่วงอายุครรภ์ 11-13+6 สัปดาห์ ตรวจยืนยันอายุครรภ์และกำหนดคลอด โดยวัดความยาวศีรษะถึงก้นกบ
  • ไตรมาสสอง : ช่วงอายุครรภ์ 18-22 สัปดาห์ตรวจโครงสร้างอวัยวะสำคัญของทารกอย่างละเอียด เนื่องจากทารกมีขนาดใหญ่พอให้เห็นอวัยวะเกือบทั้งหมด ก่อนที่กระดูกจะเริ่มหนาขึ้นจนตรวจยากขึ้นเมื่ออายุครรภ์เกิน 22 สัปดาห์

นอกจากนี้ โรงพยาบาลกรุงไทยให้ข้อมูลสอดคล้องกันว่า หากคุณแม่มีภาวะเสี่ยง เช่น เบาหวานขณะตั้งครรภ์ ความดันโลหิตสูง หรือสงสัยว่าทารกเจริญเติบโตผิดปกติ แพทย์อาจนัดตรวจอัลตราซาวด์เพิ่มเติมนอกเหนือจากตารางมาตรฐานเพื่อติดตามอาการใกล้ชิดขึ้น

บทความจากพันธมิตร

อัลตราซาวด​์ คนท้อง

แผ่นแปะอัลตราซาวด์ จะเข้ามาแทนที่การฝากครรภ์แบบเดิมหรือไม่

ยังไม่ใช่ในตอนนี้ค่ะ ทีมวิจัยระบุชัดเจนว่าขั้นต่อไปคือการพัฒนาแผ่นแปะรุ่นไร้สาย และขยายการทดสอบไปยังกลุ่มผู้ป่วยที่มีภาวะแทรกซ้อนอื่น ๆ เช่น โรคหัวใจพิการแต่กำเนิดในทารกและความดันโลหิตสูงเรื้อรัง โดยในระยะแรกคาดว่าจะใช้กับคุณแม่ที่นอนพักรักษาตัวในโรงพยาบาลก่อน ก่อนจะขยายไปสู่การใช้งานนอกโรงพยาบาลในอนาคต ทีมวิจัยยังระบุด้วยว่าปัจจุบันยังไม่มีอุปกรณ์ลักษณะเดียวกันนี้วางจำหน่ายในท้องตลาดหรือปรากฏในงานวิจัยอื่นมาก่อน

สัญญาณที่คุณแม่ควรรีบพบแพทย์

แม้จะยังไม่มีแผ่นแปะอัลตราซาวด์ให้ใช้ติดตามที่บ้าน แต่คุณแม่สามารถสังเกตอาการผิดปกติที่อาจเกี่ยวข้องกับภาวะรกทำงานผิดปกติหรือทารกเจริญเติบโตช้าได้ด้วยตนเอง ตามข้อมูลจาก Cleveland Clinic และ Penn Medicine ควรรีบไปพบแพทย์ทันทีหากพบอาการต่อไปนี้

  • ลูกดิ้นน้อยลงอย่างชัดเจนเมื่อเทียบกับปกติ
  • มีเลือดออกทางช่องคลอดในช่วงตั้งครรภ์
  • น้ำหนักตัวคุณแม่หรือขนาดหน้าท้องไม่เพิ่มขึ้นตามเกณฑ์ที่แพทย์นัดติดตาม
  • มีอาการบวมมือ-เท้า ปวดศีรษะรุนแรง หรือตาพร่ามัวร่วมกับความดันโลหิตสูง (สัญญาณเสี่ยงครรภ์เป็นพิษ)
  • แพทย์แจ้งผลอัลตราซาวด์ว่าทารกมีขนาดเล็กกว่าอายุครรภ์อย่างมีนัยสำคัญ

หากมีอาการเหล่านี้ ควรติดต่อโรงพยาบาลหรือแพทย์ผู้ฝากครรภ์ทันที ไม่ควรรอถึงวันนัดครั้งถัดไปค่ะ

แผ่นแปะอัลตราซาวด์เป็นความก้าวหน้าทางการแพทย์ที่น่าจับตา เพราะมีศักยภาพช่วยให้แพทย์ติดตามสุขภาพทารกในครรภ์ได้ต่อเนื่องและแม่นยำขึ้นในอนาคต แต่ ณ ปัจจุบันเทคโนโลยีนี้ยังอยู่ในขั้นทดลองทางคลินิกที่ Stanford Medicine เท่านั้น ยังไม่มีการอนุมัติให้ใช้งานจริงหรือวางจำหน่ายทั้งในต่างประเทศและในไทย คุณแม่จึงควรตรวจอัลตราซาวด์และฝากครรภ์ตามคำแนะนำของแพทย์ตามปกติ อย่างน้อย 2 ช่วงหลักคือไตรมาสแรก (11-13 สัปดาห์ 6 วัน) และไตรมาสสอง (18-22 สัปดาห์) หรือถี่ขึ้นหากแพทย์ประเมินว่ามีความเสี่ยง และหากมีอาการผิดปกติ เช่น ลูกดิ้นน้อยลง เลือดออกทางช่องคลอด หรือความดันโลหิตสูงร่วมกับอาการบวม ควรพบแพทย์ทันทีโดยไม่ต้องรอวันนัดค่ะ

บทความอื่นๆ ที่น่าสนใจ

ตรวจ MFM คือ อะไร? จำเป็นไหม ตรวจตอนท้องกี่สัปดาห์ ราคาเท่าไหร่ [อัปเดต 2026]

อายุครรภ์จากอัลตราซาวด์ไม่ตรงกับประจำเดือน เพราะอะไร ควรเชื่ออันไหนดี?

100 สิ่งแม่ท้องต้องรู้ ตอนที่ 46 ใบอัลตราซาวด์บอกอะไรบ้าง

แหล่งอ้างอิง

  1. Park, G., Bian, Y., Huang, H. et al. “Fetal monitoring for high-risk pregnancies using a wearable ultrasound patch.” Nature Biotechnology (2026). 
  2. “Fetal monitoring for high-risk pregnancies using a wearable ultrasound patch.” PubMed, National Institutes of Health. 
  3. Digitale, E. “Wearable ultrasound patch monitors fetal blood flow, detects pregnancy complications in real time.” Stanford Medicine News Center.
  4. “Intrauterine Growth Restriction (IUGR).” Cleveland Clinic.
  5. “Placental Insufficiency: Causes, Symptoms & Treatment.” Cleveland Clinic.
  6. “Fetal Growth Restriction.” StatPearls, National Center for Biotechnology Information (NIH)
  7. “WHO recommendation on imaging ultrasound before 24 weeks of pregnancy.” WHO antenatal care recommendations for a positive pregnancy experience, National Center for Biotechnology Information (NIH Bookshelf), World Health Organization, 2022.
  8. รศ.ดร.นพ. บุญศรี จันทร์รัชชกูล. “อัลตร้าซาวด์ และการตรวจความผิดปกติของทารกในครรภ์.” โรงพยาบาลสมิติเวช
  9. “การตรวจความผิดปกติของทารกในครรภ์ด้วย ‘อัลตร้าซาวด์’.” โรงพยาบาลบางโพ
  10. “อัลตราซาวนด์ทารกในครรภ์บอกอะไรได้บ้าง?” โรงพยาบาลกรุงไทย
  11. “Placental insufficiency.” Penn Medicine.

ข้อมูลอัปเดตล่าสุด กันยายน 2569

มีข้อสงสัยเรื่องการตั้งครรภ์ หรือมีคำถามเรื่องการเลี้ยงลูกหรือเปล่าคะ? ติดตามอ่านบทความ หรือสอบถามสิ่งที่คุณอยากรู้ผ่านแอปของเราได้เลย ดาวน์โหลด theAsianparent แอปพลิเคชัน ทั้ง IOS และ Android ได้แล้ววันนี้!